เมียนมา
นับตั้งแต่ที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการตัดไฟ-น้ำมัน-สัญญาณเน็ต โดยมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 ซึ่งเริ่มต้นเวลา 09.00 น. ของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพื่อปราบปรามและหยุดยั้งขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มจีนเทา บริเวณตะเข็บชายแดนของประเทศไทย–เมียนมา-กัมพูชา-ลาว ในมุมหนึ่งเกิดผลดีต่อการแก้ไขปัญหา ทว่าอีกมุมหนึ่งเกิดผลกระทบที่รัฐบาลต้องคำนึงและพึงระวัง ไทยใช้ยาแรงได้ผล แต่ยังจบปัญหาไม่ได้ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ประเมินว่า มาตรการจริงจังและเข้มข้นที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้ได้ผลจริง เพราะผ่านไปเพียง 1 สัปดาห์ก็เริ่มมีสัญญาณจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) หรือกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) ในการส่งตัวเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ข้ามแม่น้ำเมยมายังชายแดนไทย พร้อมทั้งยังให้คำมั่นว่าจะจัดการกับกลุ่มจีนเทา ซึ่งท่าทีเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างชัดเจนมาก่อน นั่นเป็นเพราะไฟฟ้า-สัญญาณเน็ต-น้ำมัน มีความจำเป็นต่อพื้นที่เมืองชเวโก๊ก
บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เจาะพื้นที่รัฐฉาน แหล่งปลูกผักสำคัญ พูดคุยเกษตรกรท้องถิ่นพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ระบบโลจิสติกส์ ตลอดห่วงโซ่อาหาร ป้อนผักคุณภาพส่งขายสาขาแรกในย่างกุ้ง เสริมแกร่งช่องทางตลาดค้าส่งสมัยใหม่ บ่มเพาะแนวคิดความยั่งยืน นำวิถีสมาร์ทฟาร์มเมอร์สู่ชาวสวนเมียนมา นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากแม็คโคร กำหนดแผนการขยายธุรกิจในประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ แม็คโคร ยังคงยึดมั่นนโยบายสำคัญที่ว่าด้วยการสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น โดยส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อเสาะหาแหล่งผลิตจากซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน เฉพาะอย่างยิ่ง ผักชนิดต่างๆ ที่ต้องนำมาวางขายภายในสาขาแม็คโคร กว่า 500 รายการ เราได้แหล่งซัพพลายที่สำคัญคือ รัฐฉาน ซึ่งผักที่บริโภคในเมียนมามากกว่าร้อยละ 60 มาจากรัฐนี้ทั้งสิ้น “ทีมงานของแม็คโครได้ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรเมียนมาที่ได้มาตรฐาน GAP โดยการเชื่อมโยงผ่านสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมา (UMFCCI) ซึ่งเราพบว่าปัญหาสำคัญของเขาชาวสวนในเมียนมาคือ ไม่มีตลาด ปกติจะส่งขายใน
กลับมาอีกครั้งกับงาน Mingalar Smart SME Thai ครั้งที่ 2 หลังจากที่ บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประสบความสำเร็จจากการจัดงาน ครั้งที่ 1 ไปเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2562 ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ที่ผ่านมา สร้างยอดขาย และมอบโอกาสการจับคู่ธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยทั้งแบบ B2B และ B2C ในกลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม ความงาม แฟรนไชส์ และบริการ สู่ตลาดเมียนมาได้อย่างล้นหลาม เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จให้ผู้ประกอบการไทยอีกครั้ง บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จํากัด จึงผนึกพันธมิตรหน่วยงานรัฐ และเอกชน จัดงาน Mingalar Smart SME Thai ขึ้นอีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสการให้กับผู้ประกอบการที่สนใจส่งออกสินค้า-บริการไปบุกตลาดประเทศเมียนมา ในระหว่างวันพฤหัสบดี 27 กุมภาพันธ์ – วันอาทิตย์ 1 มีนาคม 2563 ณ ห้างสรรพสินค้า Ga Mone Pwint Department Store (GMP) กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่สำคัญที่สุด และมี GDP สูงถึงร้อยละ 7 โอกาสส่งออกสินค้าไทยไปเมียนมามาถึงแล้ว!! ผู้ที่ต้องการต่อยอดพันธมิตรธุรกิจ และปูทางสินค้าและบริการส่งออกสู่อาเซียน ไม่ควรพลาด สนใจจองพื้นที่ โทร. (094) 915-4624
บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เชิญชวนผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ร่วมออกบู๊ธเจาะตลาดสร้างโอกาสขยายสินค้าและบริการในงาน Mingalar Smart SME Thai ณ ประเทศเมียนมา ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 31 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การค้า GMP ห้างยักษ์ใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจบุกตลาดเมียนมาทั้งแบบ B2B และ B2C ในกลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม ความงาม แฟรนไชส์ และบริการ นอกจากนี้ ภายในงานยังมี Business Matching รวมทั้งการคัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อวางจำหน่ายในห้าง GMP MALL โดยตัวแทนจาก GMP MALL พร้อมกิจกรรมสร้างสีสัน และงานสัมมนาให้ความรู้อีกมากมาย บู๊ธมีจำนวนจำกัด ผู้ประกอบการที่สนใจออกบู๊ธเจาะตลาดเมียนมาในงาน จองพื้นที่ โทร. (094) 915-4624, (086) 344-5358
เมื่อวันที่ 17 มกราคม สำนักข่าว เอเอฟพี รายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประกาศนำมาตรการเก็บภาษีนำเข้าข้าวเจ้าจากประเทศกัมพูชาและเมียนมากลับมาใช้ใหม่ เริ่มมีผลเป็นทางการ ในวันที่ 18 มกราคมนี้ เป็นต้นไป หลังจากเห็นว่าการนำเข้าข้าวเจ้าที่มีราคาถูกดังกล่าวเข้ามาในตลาด อียู เพิ่มมากขึ้น ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับผู้ผลิตในยุโรปเอง โดย อีซี เชื่อว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าข้าวเจ้าราคาถูกเข้ามาในตลาด อียู ลงได้อย่างมากภายใน 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ อียู ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าข้าวเจ้าจากกัมพูชาและเมียนมาเป็นขั้นบันได ซึ่งในปีแรกจะเก็บ 175 ยูโร (ราว 6,300 บาท) ต่อข้าวเจ้า 1 ตัน ปีที่ 2 เก็บลดลงที่ 150 ยูโร ต่อตัน และ ปีที่ 3 เหลือ 125 ยูโร ต่อตัน การบังคับใช้มาตรการนี้มีขึ้นหลังจาก อีซี สอบสวนพบว่า ข้าวเจ้าที่นำเข้ามาจากกัมพูชาและเมียนมาในตลาด อียู มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากเป็น 89 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา และยังพบว่า ข้าวเจ้านำเข้าดังกล่าวยังมีราคาถูกกว่ามากในตลาด อียู ซึ่งส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิตในยุโรปมีส่วนแบ่งในตลาด อียู ลดลงไปมากจาก 61 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 29 เปอ
