เลี้ยงปูทะเล
ในอดีตการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นอาชีพที่รุ่งเรืองมากเพราะให้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มองไปทางไหนก็เห็นสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากบ่อกุ้ง ต่อมา สภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มีปัญหาโรคกุ้งทำให้ผลผลิตลดลง แถมประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำในบางช่วงจึงหยุดเลี้ยงกุ้งในที่สุด ส่งผลให้นากุ้งนับแสนไร่กลายเป็นนากุ้งร้าง “พี่โชค” หรือ คุณณัฏฐชัย นาคเกษม เป็นหนึ่งที่เกษตรกรที่เคยล้มเหลวจากอาชีพทำนากุ้งแถมเป็นหนี้เป็นสิน 6-7 ล้าน จนกระทั่งปี 2560 พี่โชคหันมาเพาะเลี้ยงปูทะเล ในชื่อ“ คุณโชคฟาร์ม ” โดยศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง และจากการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างฟาร์มและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จนสามารถพัฒนาให้เป็นฟาร์มเลี้ยงปูทะเลครบวงจรที่ได้รับมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าที่ดีสำหรับการผลิตสัตว์นํ้า (GAP) ของกรมประมง ภายในเนื้อที่ 27 ไร่ ของ คุณโชคฟาร์ม ประกอบด้วยบ่อเลี้ยง บ่อชำ การเลี้ยงปูทะเลในบ่อพลาสติกและการเลี้ยงปูไข่แบบคอนโด เป็นฟาร์มต้นแบบการเลี้ยงปู
เกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลในจังหวัดเพชรบุรีมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาปูทะเลในตลาดยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะ “ปูไข่” ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 300–700 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของปู ส่วน “ปูเนื้อ” มีราคาเฉลี่ย 300–350 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจับปูจำหน่ายได้ทุกวัน และมีรายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอในครัวเรือน ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานพันธมิตร ในการดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงปูทะเล โดยสนับสนุนพันธุ์ลูกปูทะเลให้เกษตรกร 25 ราย ในตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รายละ 800 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยงในบ่อ พร้อมส่งเสริมการใช้ปลาเหยื่อที่จับได้ในชุมชนเป็นอาหารปู ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ และใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรในพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันสามารถจับปูจากบ่อเลี้ยงจำหน่ายได้เฉลี่ยวันละ 2–3 กิโลกรัม โดยผลผลิตส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายให้ตลาดท้องถิ่นและร้านอาหารทะเลในพื้นที่ ทำให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง และช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน นางสาวกาญจนา โชติช
