เวชสำอาง
“เราเปลี่ยนจากของที่ไม่มูลค่า ให้เป็นของมีค่าได้ จากหนึ่งสมองสองมือของเรา ขอเพียงมีความกระตือรือร้นในการหาความรู้ในสิ่งที่จะทำ และตั้งใจลงมือทำ รับรองได้ว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม” คุณอาทิตย์ เจียวท่าไม้ หรือ พี่นก อยู่ที่ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร อดีตวิศวกรผันตัวเป็นเกษตรกร สานต่องานสวนของครอบครัว สู่การพัฒนาต่อยอดแปรรูปสกัดน้ำมันหอมระเหย สำหรับใช้ในวงการอุตสาหกรรมการผลิตยาและเวชสำอาง สามารถสร้างมูลค่าจากของเหลือทิ้งได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม พี่นก เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนเองทำงานเป็นวิศวกร เกี่ยวกับชิ้นส่วนยานยนต์ ที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการมานานกว่า 15 ปี จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ต้องกับมาสานต่องานเกษตรของที่บ้าน เนื่องจากคุณพ่อประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยที่บ้านตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษรุ่นอากง อาม่า ทำอาชีพปลูกหมาก ปลูกพลูขายใบสดมาก่อน หลังลาออกจากงานก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัว โดยเริ่มต้นเรียนรู้งานตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การดูแล รวมถึงการตลาดของใบพลู ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาของคนสมัยบรรพบุรุษที่ต้องประสบคือ ปัญหาในเรื่องของสภาพ
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2564 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ กับ บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ในโครงการศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนา กัญชงอุตสาหกรรม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ นายอมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนลงนามของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นพยาน ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย ชั้น 5 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนา กัญชงอุตสาหกรรม ทั้งสองหน่วยงาน มีเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อ ส่งเสริมการทำงานร่วมกันทางด้านทดสอบ วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กัญชง โดยในเบื้องต้นจะนำเอาสายพันธุ์กัญชงต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามามาทำการทดสอบ เพื่อศึกษาปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมต่อการนำมาเพาะปลูกในประเทศไทย เพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพสารสำคัญในช่อดอกที่สูงเป็นที่ต้องการของโรงงานสกัด นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ พร้อมทั้งจัดการฝึกอบรม สัมมนาและการศึกษาดูงา
สกว.ผนึกกำลัง สวทช. เตรียมลงนามพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 3 พร้อมอวดร้อยผลิตภัณฑ์จาก 8 กลุ่มงานวิจัย คนดังตบเท้าร่วมเวทีเสวนา ชู “แป้งสมุนไพรลดสิวและรอยด่างดำปราศจากทัลคัม” เตรียมโกอินเตอร์ไปจีนและอเมริกา รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 สกว.จะร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ภายใต้โครงการ “การสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 3” และมอบรางวัลผลงานวิจัยประจำปีงบประมาณ 2559 Innovative House Awards ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ พร้อมทั้งนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากงานวิจัยจำนวนกว่า 100 ผลิตภัณฑ์จาก 8 กลุ่มงานวิจัยมานำเสนอ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเวชสำอาง ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนประก
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จับมือพันธมิตร เปิดตัวผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัยจากเมือกหอยทากสายพันธุ์อาช่า…มีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญของเซลล์ผิวหนังมนุษย์ได้สูงที่สุด หวังเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตร นำผลงานฝีมือนักวิจัยไทยใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ พร้อมผลิตจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ได้ร่วมวิจัยกับบริษัทเอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัยจากเมือกหอยทากสายพันธุ์อาช่า ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าจากเมือกหอยทาก ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลว มีสีเหลืองใส และมีความคงตัวที่ดี หลังการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาวะที่เร่งโดยใช้การสลับร้อนและเย็นเป็นเวลา 6 รอบ พบว่าผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส และกระตุ้นการเจริญของเซลล์ผิวหนังมนุษย์ได้สูงถึง 96.85% และมีคุณสมบัติชะลอวัยที่ดี โดยสามารถกระตุ้นการเจริญขอ
ในจำนวนผลงานวิจัยของไทยที่มีจำนวนมาก ถูกหยิบไปต่อยอดให้เป็นรูปธรรมจากเจ้าของธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในประเทศไทยมีนักวิจัยจำนวนหนึ่งที่มีผลงานขึ้นหิ้งแล้ว เลือกจะไม่เปิดเผยตัวเอง และทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นผู้ป้อนผลงานขึ้นสู่หิ้ง สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย หนึ่งในนั้นอยู่ในกลุ่ม “เวชสำอาง” ซึ่งนักวิจัยไทยได้นำสมุนไพรไทยมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีคุณภาพเทียบเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่ขายในราคาคนไทย ซื้อไอเดียนักวิจัย พัฒนาเป็นเวชสำอาง หนึ่งในเจ้าของธุรกิจที่ขึ้นมาเป็นเจ้าของผลงานวิจัยด้านเวชสำอาง นั่นก็คือ คุณสุวรรณา มณีโชติช่วง หรือ คุณนา เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางภายใต้ชื่อ “อิส ดิ เฟนเซ่” (Is De’fence) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสมุนไพรไทย ผลิตโดยนักวิจัยชาวไทย ซึ่งคุณสุวรรณาร่วมกับทีมวิจัยชาวไทยผลิตเครื่องสำอางป้อนแบรนด์ชั้นนำ จนนำมาสู่การเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและจัดอยู่ในประเภทเวชสำอาง จนได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) โดยอัตโนมัติ โดยใช้ห้องแล็บของทีมวิจัยที่ได้มาตรฐาน เป็นจุดเริ่มต้นในการเริ่มดำเนินธุรกิจ “ตัวครีม อีส ดิเฟนเซ่
