เห็ดพิษ
“เห็ดพิษ” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยที่พบได้เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นนั้นเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดชนิดต่างๆ ทั้งเห็ดที่สามารถรับประทานได้และเห็ดที่มีฤทธิ์เป็นพิษ โดยผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษนั้นสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย เนื่องจากมักมีการนำเห็ดพิษที่เก็บเองตามสวนหรือป่าเขามาประกอบอาหารเพื่อรับประทานร่วมกันในครัวเรือน ซึ่งในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 11 มิถุนายน มีอัตราผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษถึง 299 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 5 ราย โดยเห็ดที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดคือ เห็ดระโงกหิน ซึ่งมีลัฏษณะที่คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาวเป็นอย่างมาก ทำให้บรรดานักเก็บเห็ดที่ไม่มีความเชี่ยวชาญมักจะเก็บเห็ดผิดชนิดและทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตตามมา วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงชวนมาดู 10 ลักษณะของเห็ดพิษที่ควรรู้ก่อนนำเห็ดมาปรุงอาหาร เพื่อป้องอันตรายที่มาพร้อมเห็ดพิษเหล่านี้ โดยมี 10 ข้อสังเกตเบื้องต้น ดังนี้ มีหนามหรือขนบริเวณโคน มีสีขาวทั่วทั้งดอก เมื่อเริ่มแก่มีกลิ่นรุนแรง มีวงแหวนใต้หมว
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายจิณณพิภัทร ชูปัญญา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และหลังฝนตกจะมีเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติจำนวนมาก ประชาชนมักเก็บมาขายหรือนำมาปรุงอาหารรับประทานในครอบครัว ซึ่งแต่ละปีจะพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษเป็นประจำ เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ ซึ่งเห็ดที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถรับประทานได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า ซึ่งยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า ส่วนเห็ดอีกชนิด คือ เห็ดหมวกจีน จะเป็นเห็ดที่คล้ายกับเห็ดโคนขนาดเล็ก นายจิณณพิภัทร กล่าวว่า มีภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ในการทดสอบความเป็นพิษขอ
วันที่ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ ร.พ.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ได้รับผู้ป่วยจากการรับประทานแกงเห็ดทั้งหมด 13 ราย มีอาการคลื่นไส้อาเจียน กระสับกระส่าย เวียนหัว ซึม มี 3 รายต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากหายใจลำบากติดขัด ซึม ท้องเสีย และมีอากาทางเดินหายใจ ก่อนนำส่งต่อที่ ร.พ.สตูล นอนรักษาตัวที่ ร.พ.ทุ่งหว้า 4 ราย ส่วนที่เหลือกลับบ้านได้ จากนั้น นายแพทย์สาธารสุขจังหวัดสตูล จึงได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าสอบสวนโรคพบมีผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดมีพิษครั้งนี้มีทั้งหมดรวม 17 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมและยังไม่พบผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด หลังจากนั้นนายแพทย์สมบัติ ผดุงวิทย์วัฒนา นายแพทย์สาธารณสุข จ.สตูล ได้ประกาศเตือน ว่าช่วงหน้าฝนเก็บเห็ดป่ามากินอาจเป็นเห็ดพิษ เนื่องจากประชาชนนิยมเห็ดป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเห็ดป่ามีทั้งกินได้และเห็ดพิษที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด สำหรับจังหวัดสตูลที่ อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล พบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดมีพิษแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค. อาการหลังจากกินเห็ดพิษแล้วจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไ
พะเยา – น.พ.ขจร วินัยพานิช สสจ.พะเยา เผยว่าในช่วงฤดูฝนเห็ดเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และมักจะพบมีผู้ป่วยรับผลกระทบจากการรับประทานเห็ดป่า ล่าสุดเป็นกลุ่มในครอบครัวเดียวกัน ในพื้นที่ ตำบลบ้านต๊ำ รับประทานต้มเห็ด เห็ดคล้ำคล้ายเห็ดโคน เก็บจากสวนยางมาต้มใส่เกลือ และตะไคร้ หลังจากรับประทาน 1 ชั่วโมง อาเจียนมากกว่า 10 ครั้ง แต่ไม่มีถ่ายเหลว เห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติมีทั้งเห็ดที่กินได้และเห็ดที่มีพิษแยกได้ยาก เห็ดที่มีพิษ เช่น เห็ดตับเต่าบางชนิด เห็ด ระโงกหิน เห็ดสมองวัว เห็ดน้ำหมึก เห็ดหิ่งห้อย เห็ดเกล็ด ลักษณะของเห็ดที่เป็นอันตราย ได้แก่ เห็ดที่เป็นสีน้ำตาล มีหมวกเห็ดสีขาว มีปลอกหุ้มโคน มีวงแหวนใต้หมวก มีโคนอวบใหญ่ มีปุ่มปม มีหมวกเห็ดเป็นรูๆ แทนที่จะเป็นช่องคล้ายครีบปลา เห็ดตูมที่มีเนื้อในสีขาว เห็ดที่ขึ้นที่มูลสัตว์หรือใกล้มูลสัตว์ เห็ดในสวนยาง ต้องระวังไม่ควรรับประทาน “อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดท้องหรือท้องเสียอาจเสียชีวิตได้ จะมีอาการหลังจากรับประทานหลายชั่วโมงต้องปฐมพยาบาลก่อนโดยให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารที่ตกค้างออก และดูดพิษโดยใช้น้ำอุ่นผสมผงถ่าน Activated charcoal 2 แก้ว ล้วงคอให้อาเจียน
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นพ. สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แต่ละปีห้องปฏิบัติการพิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับตัวอย่างเห็ดพิษจากทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถแยกความแตกต่างของเห็ดพิษได้จากลักษณะภายนอก เพราะเห็ดพิษและเห็ดกินได้บางชนิดคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะระยะดอกอ่อน ขณะที่จากการประเมินสถานการณ์กินเห็ดพิษในประเทศไทยในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2551-2560) พบอุบัติการณ์ดังกล่าวมากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเห็ดพิษที่กิน อาทิ เห็ดระโงกหิน เห็ดหัวกรวดครีบเขียว เห็ดขี้วัว เห็ดน้ำหมึก เป็นต้น “การตรวจเห็ดว่ามีพิษหรือไม่นั้น ต้องอาศัยเทคนิคการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ขณะนี้ห้องปฏิบัติการพิษวิทยาได้พัฒนาวิธีการตรวจจำแนกชนิด (species) ของเห็ด โดยใช้ดีเอ็นเอ บาร์โค้ด ซึ่งมีลักษณะจำเพาะของการเรียงตัวของลำดับนิวคลีโอไทด์ทั้งเห็ดพิษและเห็ดกินได้ เนื่องจากให้ผลวิเคราะห์ที่มีความจำเพาะ (specificity) และความไว (sensitivity) สูง อีกทั้งยังช่วยค้นพบสายพันธุ์เห็ดพิษที่ไม่เคยมีรายงานการพบในประเทศไทย ทำให้
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ในแต่ละปีห้องปฏิบัติการพิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับตัวอย่างเห็ดพิษจากที่ส่งมาตรวจจากทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก พบว่า ไม่สามารถแยกความแตกต่างของเห็ดพิษได้จากลักษณะภายนอก เพราะเห็ดพิษและเห็ดกินได้บางชนิดคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะระยะดอกอ่อน และจากการประเมินสถานการณ์การเกิดพิษจากการรับประทานเห็ดพิษในประเทศไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2551-2560) อุบัติการณ์ดังกล่าวพบมากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีป่าเบญจพรรณหรือป่าหัวไร่ปลายนา หรือป่าชุมชนจำนวนมาก เห็ดพิษมีหลายชนิด บางชนิดมีพิษร้ายแรงถึงตาย เช่น เห็ดระโงกหิน โดยปริมาณสารพิษ (toxin) ที่สามารถทำให้คนตายได้เท่ากับ 0.1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เทียบเท่ากับการกินเห็ดสดขนาดปานกลางประมาณครึ่งดอก) จัดว่าเป็นสารพิษในเห็ดที่ร้ายแรงที่สุด นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การต้ม ทอด ย่าง ไม่สามารถทำลายพิษได้ เนื่องจากพิษทนความร้อน เห็ดบางชนิดมีพิษทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เช่น เห็ดหัวกรวด
