เฮมพ์
“เฮมพ์-ไบโอ-บล็อก บล็อกก่อสร้างชีวภาพมวลเบา จากต้นกัญชง” อีกหนึ่งงานวิจัยจากหน่วยงานวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี น้ำหนักเบากว่าบล็อกก่อสร้างทั่วไป ต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้งานได้จริง การันตีด้วยรางวัลจากเวทีโลก รางวัล Bronze Medal ในงาน “46th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส รางวัล Gold Prize กับ Special Prize ในงาน “Seoul International Invention Fair 2017” (SIIF 2017) ณ COEX กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี คุณประชุม คำพุฒ หัวหน้าหน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เผยว่า ต้นเศษกัญชงที่เหลือทิ้งจากกระบวนการนำเปลือกไปทำเป็นเส้นใย โดยลอกเส้นใย ใช้เป็นสิ่งทอทำเสื้อผ้า ซึ่งเมื่อลอกผิวแล้วจะเหลือแกน แกนเอาไปทิ้งปล่อยให้เน่าเปื่อย กลายเป็นวัสดุเหลือใช้ ทางการยาสูบแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง จึงมีโจทย์ต้องการพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้ และการยาสูบแห่งประเทศไทยยังต้องการนำวัสดุก่อสร้างที่ได้จากการวิจัยมาสร้างศูนย์การเรียนรู้อาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ณ การยาสูบแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) จังหวัดกรุงเทพฯ เพื่อ
สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เผยข้อมูลการวิจัยและพัฒนากัญชง หรือ เฮมพ์ พร้อมผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ของเกษตรกร ซึ่งจากผลการวิจัยขณะนี้สามารถพัฒนาพันธุ์เฮมพ์ 4 พันธุ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร คือ RPF1, RPF2, RPF3 และ RPF4 ซึ่งเป็นพันธุ์สำหรับผลิตเส้นใย โดยมีเปอร์เซ็นต์เส้นใย 12-14.7% ปริมาณสารที่เป็นประโยชน์ CBD 0.8-1.2% และมีปริมาณสารเสพติด THC ต่ำกว่า 0.3% และคาดว่าจะได้สายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มอีก 5 พันธุ์ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณและคุณภาพของเมล็ด รวมทั้งการกำหนดราคาและแนวทางการบริหารจัดการ โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ประมาณเดือนเมษายน 2564 คุณวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้มีการศึกษาการเพาะปลูกกัญชงอย่างจริงจังในประเทศไทย ความว่า “…สมควรศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกกัญชง เพื่อใช้เส้นใยผลิตเครื่องนุ่งห่มและจำหน่ายเป็นรายได้…” คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ
ณรงค์ ตนานุวัฒน์ เป็นนักธุรกิจชาวเชียงใหม่ บริหารกิจการของครอบครัวเจริญรุ่งเรืองดีทั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ศูนย์การค้าขนาดกลาง จนต่อมาก็ไปลงทุนทำร้านอาหารใหญ่โตที่เมืองลาว ขายดิบขายดี และมีความสุขกับการทำธุรกิจในลาวจนคิดอยากทำธุรกิจอื่นอีก ขณะเดียวกันเจ้าตัวเป็นกรรมการในสถาบันการศึกษาหลายแห่งในภาคเหนือ ทำให้ได้พบครูบาอาจารย์จำนวนมาก และมีโอกาสศึกษาทดลองปลูกกัญชงในพื้นที่สูง ได้พบเห็นว่ากัญชงนั้นมีประโยชน์เพียงใด “เขาพาไปดูชาวม้งปลูกและแปรรูปกัญชง เห็นเขาลอกเปลือกกัญชงไปทำสิ่งทอ แต่เอาแก่นมาเผาทิ้ง เห็นเรารันทด เลยใช้เงินส่วนตัวร่วมกับทุนของ สวทช. มาวิจัยว่า จะเอาแก่นมาทำอะไรได้บ้าง จนออกมาเป็นแผ่นอัดที่สามารถทำเป็นพาร์ติเคิลบอร์ดหรือเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างดี” จากนั้นเจ้าตัวยังได้ติดสอยห้อยตามนักวิชาการไปประชุมเฮมพ์หรือกัญชงโลกที่เยอรมนี และพบว่า กัญชง หรือเฮมพ์ นี้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันอยู่ทุกมุมโลก และประเทศส่วนใหญ่ประกาศให้เป็นพืชถูกกฎหมาย นอกจากบางประเทศรวมทั้งไทยที่ยังรวมเอากัญชงนี้เข้าไปอยู่ในหมวดเดียวกันกับกัญชา และจัดเป็นพืชเสพติดผิดกฎหมาย ทำให้เสียประโยชน์จากพืชเศรษ
