แกงส้ม
เวลาเราได้ไปกินอาหารในที่ที่ไม่เคยไป หรือแม้กระทั่งที่ที่เมื่อก่อนเคยกินแล้วรู้สึกว่ารสชาติถูกปาก แต่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนรสไปจากเดิม เรามักมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า กับข้าวเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ “เดี๋ยวนี้” ที่ว่านี้มันเมื่อไหร่กันแน่? หรือที่จริงอาหารก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มาตลอด เราเองต่างหากที่กินมาน้อย จนพลอยทึกทักเอาว่า รสที่ตัวเองชอบ เป็นรสชาติมาตรฐาน ซึ่งมาถูกแปลงเปลี่ยนไปเพราะโลกสมัยนี้ไม่ดีเท่าสมัยของตัว ฯลฯ เรื่องแบบนี้พูดไปก็จะยาว ผมอยากเล่าให้ฟังแค่ว่า แม่ผมนั้นแกงส้มปักษ์ใต้ (แกงเหลือง) กินมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ รสชาติน่ะหรือครับ ก็มีทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ดจัด รสหวานแทบไม่มี จะหวานจากเนื้อปลา กุ้ง หรือของทะเลที่ใส่มากกว่า แต่เมื่อหน้าร้อนของ พ.ศ.2531 ผมลงไปเที่ยวปักษ์ใต้กับเพื่อนๆ ในที่ทำงานแห่งแรกของผม ตอนเราแวะกินข้าวกันที่ชุมพร แกงเหลืองปลากะพงใส่หน่อไม้ดองหม้อนั้นหวานเจี๊ยบเสียจนผมตกตะลึง เรื่องมันก็ 30 ปีมาแล้วนะครับ จะบอกว่าแกงพวกนี้เพิ่งมาหวานจึงไม่จริงแน่ๆ รสชาติอาหารนั้นขึ้นกับอะไรหลายๆ อย่าง ยิ่งเป็นของทำขาย ยิ่งต้องเดาใจคนกิน คำนวณต้นทุนกำไรสารพัด ดังนั้น
ปัจจุบันมีผักพื้นบ้านหลายชนิดที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกเพื่อการค้า และนำมาขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และตลาดสดในเมือง เช่น ผักหวาน ผักปลัง ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง คนเมืองทั้งหลายที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับผักพื้นบ้านก็พลอยได้ลิ้มรสผักทางเลือกชนิดใหม่ๆ มากขึ้น บังเอิญที่ผู้เขียนได้มีโอกาสผ่านไปแถวๆ ทางภาคเหนือในช่วงนั้นพอดี จึงได้พบเห็นกับผักชนิดหนึ่งที่ดูแปลกและน่าสนใจ ด้วยเพราะไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้จักมาก่อน จึงได้สอบถามแม่ค้า ทำให้รู้จักผักชนิดนี้ ที่ชื่อว่า ดอกสะแล จากคำบอกเล่าของแม่ค้า ผักชนิดนี้แม้จะยังไม่มีปลูกเป็นการค้า แต่ก็พอหาซื้อมากินกันได้ไม่ยากนัก ลักษณะทั่วไป ดอกสะแล หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ดอกสาแล เป็นไม้เลื้อยยืนต้น พบได้ทั่วไปทางภาคเหนือ มักขึ้นตามชายป่า ตามเรือกสวนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ สะแล จะออกดอกมากช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม สำหรับผักชนิดนี้ชาวบ้านนั้นไม่ต้องปลูกไว้กินเองหรือต้องซื้อหาเหมือนผักอื่นๆ แค่เดินออกไปชายป่าก็เก็บดอกสะแลได้พอแกงแล้ว แถมยังเหลือนำมาขายให้เราได้กินอีกด้วย สะแล มีดอกเพศผู้กับเพศเมียอยู่คนละต้น ลักษณะของดอกเพศผู้ ยาว รี คล้ายก้านพริกไทยสด ชาวเมืองเรียกว่า สะแ
ตำนานเริ่มด้วย เช้าวันหนึ่ง ก่อนออกไปดูเรือกสวนไร่นา นังสาสั่งทิดสุกผู้สามีให้ตำพริกกะเกลือ ในไถ้ที่นางสะพายเป็นเสบียงนั้นหมดแล้ว ข้างทิดสุก ไม่มีอะไรทำ ก็จัดไปตามที่เมียสั่ง ตกค่ำ เมื่อนังสาบิเนื้อปลาช่อนย่างจิ้มพริกกะเกลือฝีมือทิดสุกเข้าปาก ก็บ่นว่า “พริกกะเกลืออะไรของเอ็งวะทิด แหยะๆ” “ข้าเห็นอย่างเก่าที่แม่นางทำมันแห้ง เลยตำหอมกระเทียมใส่ไปด้วย” ด้วยความหิว นังสาเปิบปลาช่อน ยอดผักบุ้ง จิ้มพริกกะเกลือ กินกับข้าวเหนียว เพราะข้าวเจ้ายังอยู่แค่ในรั้วในวัง อิ่มแล้วหยิบกะลาขัดมันมาดื่มน้ำไปอึกใหญ่ “เออ รสแปลกดี แต่พริกของเอ็งเยอะไปนะ ข้าเผ็ด” ที่เรียกสามีว่า “เอ็ง” ไม่ใช่คำหยาบคาย แม้จะบอกลำดับศักดิ์ว่าต่ำกว่า หญิงไทยย่อมเป็นใหญ่กว่าชายไม่ว่ายุคใดสมัยใด ดังนั้น เวลาทิดสุกพูดกับเมีย จึงใช้ “แม่นาง” เป็นการแสดงรับรู้ในฐานะตน เป็นดังนี้ในตำนานมาแต่ไหนแต่ไร หน้าถัดมา เป็นเวลาอีกค่ำหนึ่ง นังสากลับมากินข้าวที่ทิดสุกตั้งไว้บนเสื่อปูนอกชานเรือนเช่นเคย แต่ สำรับค่ำนี้ ไม่มีพริกกะเกลือผักจิ้ม มีแต่แกงอะไรไม่รู้ จะต้มจืดก็ไม่ใช่ เพราะเห็นเกล็ดพริกแห้งสีแดงแล่นใบ ถั่วฝักยาวสีเขียวหั่นเป็นท่อนสั้น และ
