แกงเลียง
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือเรียกย่อๆ ว่า ศพก. โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดตั้ง ศพก. ขึ้นทั่วประเทศ อำเภอละ 1 ศูนย์ รวมเป็น 882 ศูนย์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนสำหรับแก้ไขปัญหาของชุมชน และสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตรโดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในประเด็นการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ตลอดจนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คุณวสันต์ สุขสุวรรณ เกษตรจังหวัดตรัง ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศพก. โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลผลิต เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบในลักษณะของเกษตรกรสอนเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ความเข้าใจและเกิดจิตสำนึกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ผลิตสินค้าที่ค
แทบจะเป็น Soft Power ทีเดียว เมื่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประกาศ 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น 77 จังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดตราด เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ ที่ “แกงเลียงกะแท่งหอยนางรม” เป็นเมนูที่คนในจังหวัดแทบไม่รู้จัก แกงเลียงกะแท่งหอยนางรม น้อยคนจะรู้จัก คุณปรารถนา มงคลธวัช วัฒนธรรมจังหวัดตราดเล่าถึง “แกงเลียงกะแท่งหอยนางรม” 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น จังหวัดตราด ที่มาจาก โครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) “รสชาติที่หายไป The Lost Taste” เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์อาหารไทย อาหารท้องถิ่น อาหารสมุนไพร ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตคนไทยและรวบรวมความรู้ส่งต่อเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดรุ่นสู่รุ่น ต่อยอดและยกระดับอาหารท้องถิ่นตราดสู่อาหารจานเด็ด โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา 5 ด้าน คือ 1. ด้านวัตถุดิบท้องถิ่น นำมาใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เป็นแหล่งที่มา 2. ด้านวิธีการปรุง เคล็ดลับ แสดงให้เห็นอัตลักษณ์ วิถีชีวิตที่มีการสืบทอดต่อกันมาเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 3. ด้านสุขภาพ โภชนาการ สมุนไพร เป็นอาหารสุขภาพ 4. ด้านการสืบ
หน้าฝนแบบนี้ คนเมืองคงจะไม่ชอบใจนัก เพราะทำให้รถติด เดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวก แต่สำหรับคนชนบทแล้ว หน้าฝนคือชีวิต คือความอุดมสมบูรณ์ มีกุ้ง หอย ปู ปลา เต็มท่า เต็มหนอง ผักพื้นถิ่นต่างแตกยอดชูช่อสดเขียว ทั้งหน่อไม้ เห็ดชนิดต่างๆ พร้อมให้เก็บไปปรุงเป็นอาหาร หล่อเลี้ยงชีวิตให้ดำเนินได้ต่อไป นอกจากพืชหลัก คือข้าวแล้ว หลายครัวเรือนยังต้องเตรียมที่เพื่อลงต้นกล้าของพืชผักชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถั่ว บวบ มะเขือ และพืชพรรณอื่น ตามที่ตัวเองมีเมล็ดพันธุ์ หน้าฝนในชนบทจึงเขียวขจีมีชีวิตชีวา แต่ยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถเก็บมาต้มยำทำกินได้โดยไม่ต้องลงแรงปลูกและซื้อหา เพียงแค่เป็นคนขยัน รู้จักกิน รู้จักใช้ประโยชน์จากพืชผักเหล่านั้น ลำเท็ง เด็ดยอดอ่อนมาทำแกงเลียงส้มระกำใส่ปลาทูนึ่ง หรือทำแกงเลียงใส่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ใส่กุ้งแห้ง ขอบอกว่า ซดคล่องคอกว่าซุปเห็ด ซุปข้าวโพด ของฝรั่งมังค่า มากมายนัก ลำเท็ง หรือบางแห่งบางที่ เรียกว่า ลำเพ็ง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง ยอดอ่อนๆ จะมีสีส้มออกแดง ใบแก่จะมีสีเขียวเข้ม ลำต้นเป็นเถาวัลย์ ชอบเกาะตามต้นไม้ใหญ่ หรือพุ่มไม้อื่นๆ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ จะแตกยอด
คำถามเกี่ยวกับกับข้าวไทยเก่าแก่ที่มักถามกันบ่อยๆ คือ วิถีคนไทยโบราณแต่ก่อนเขากินอะไรกันเป็นสำรับกับข้าวหลัก นอกจากน้ำพริก ผักต้ม ผักสด ปลาย่าง ปลาร้า ฯลฯ ที่เป็นเครื่องจิ้มและของแห้ง ซึ่งถ้าประมวลเอาจากหลักฐานหลายๆ อย่างแล้ว ผมคิดว่าคำตอบน่าจะคือแกงเลียง หรือที่เรียกกันตามถิ่นมาแต่ก่อนว่า “เลียง” ซึ่งเป็นกับข้าวง่ายๆ ที่มีร่องรอยในประวัติศาสตร์มายาวนาน แถมมีพัฒนาการคลี่คลายมาอีกหลายระลอก จนมามีหน้าตาต่างๆ กันไปตามแต่พื้นเพบ้านใครบ้านมันจนปัจจุบันนี้ ผมเลยคิดว่าจะลองคุยเรื่องแกงเลียงเท่าที่รู้ดูสักหน่อย เผื่อใครจะช่วยต่อยอดความรู้เรื่องนี้ออกไปได้อีกน่ะครับ ถ้าเราดูจากอุปกรณ์ครัวโบราณ คนไทยก็มีครกดินเผาจากเตาเผาแถบสิงห์บุรี ปทุมธานี หรือสุโขทัย ใช้มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว ครกเล็กๆ แบบนี้ย่อมจะพอใช้โขลกพริกไทย (ก่อนที่พริกขี้หนูจะเข้ามาทีหลังในราวพุทธศตวรรษที่ 22) หัวหอม กระเทียม ทั้งเพื่อปรุงเป็นน้ำพริก แล้วก็คงละลายน้ำตั้งหม้อ ใส่ผัก กินเป็นแกงซดน้ำง่ายๆ คู่สำรับมานานแล้ว มีหลักฐานคำร้องเล่นเพลงจ้ำจี้ดอกเข็ม ตอนหนึ่งร้องว่า “…เป็นครกเป็นสาก ให้แม่ยายตำข้าว เป็นน้ำเต้า ให
คำถามเกี่ยวกับกับข้าวไทยเก่าแก่ที่มักถามกันบ่อยๆ คือ วิถีคนไทยโบราณแต่ก่อนเขากินอะไรกันเป็นสำรับกับข้าวหลัก นอกจากน้ำพริก ผักต้ม ผักสด ปลาย่าง ปลาร้า ฯลฯ ที่เป็นเครื่องจิ้มและของแห้ง ซึ่งถ้าประมวลเอาจากหลักฐานหลายๆ อย่างแล้ว ผมคิดว่าคำตอบน่าจะคือแกงเลียง หรือที่เรียกกันตามถิ่นมาแต่ก่อนว่า “เลียง” ซึ่งเป็นกับข้าวง่ายๆ ที่มีร่องรอยในประวัติศาสตร์มายาวนาน แถมมีพัฒนาการคลี่คลายมาอีกหลายระลอก จนมามีหน้าตาต่างๆ กันไปตามแต่พื้นเพบ้านใครบ้านมันจนปัจจุบันนี้ ผมเลยคิดว่าจะลองคุยเรื่องแกงเลียงเท่าที่รู้ดูสักหน่อย เผื่อใครจะช่วยต่อยอดความรู้เรื่องนี้ออกไปได้อีกน่ะครับ ถ้าเราดูจากอุปกรณ์ครัวโบราณ คนไทยก็มีครกดินเผาจากเตาเผาแถบสิงห์บุรี ปทุมธานี หรือสุโขทัย ใช้มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว ครกเล็กๆ แบบนี้ย่อมจะพอใช้โขลกพริกไทย (ก่อนที่พริกขี้หนูจะเข้ามาทีหลังในราวพุทธศตวรรษที่ 22) หัวหอม กระเทียม ทั้งเพื่อปรุงเป็นน้ำพริก แล้วก็คงละลายน้ำตั้งหม้อ ใส่ผัก กินเป็นแกงซดน้ำง่ายๆ คู่สำรับมานานแล้ว มีหลักฐานคำร้องเล่นเพลงจ้ำจี้ดอกเข็ม ตอนหนึ่งร้องว่า “…เป็นครกเป็นสาก ให้แม่ยายตำข้าว เป็นน้ำเต้า ให
แกงโบราณในสำรับไทยอีกชามหนึ่งคือ แกงเลียง วิวัฒน์หรือกลายมาจากพริกกะเกลือ เดิมมีแค่พริกไทยเม็ด เกลือ และหอมแดง ได้กะปิจากญาติที่ภูมิลำเนาอยู่ริมทะเลก็ใส่เสียหน่อย เอากลิ่นและรสจากทะเล ครั้นมีกุ้งแห้งเป็นตัวๆ ก็โขลกรวมเสียด้วยกัน ให้รสกุ้งกำจายขึ้นมาอีก ถ้าขาดกุ้งแห้ง จะใช้ปลาแห้งแทนก็ได้ ยิ่งปลาเนื้ออ่อนยิ่งดี ดังนั้น จะเห็นว่าเครื่องหลักของแกงเลียงถ้วยนี้เป็นไทยล้วน และเป็นแกงพื้นบ้าน จากผักสวนครัวหลังบ้าน ไม่ต้องไปซื้อหา เช่น ฟักทอง บวบเหลี่ยม หรือน้ำเต้า ใบตำลึงริมรั้ว ใบแมงลักซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแกงเลียง ส่วนเห็ดนั้น น่าจะเติมเพิ่มกันภายหลัง เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า ฯลฯ แกงเลียงแท้เน้นผัก แม้ กุ้งสด หอย ปู ปลา โบราณเขาไม่เอามาทำแกงเลียงหรอก เพราะมันยุ่งยาก และเยอะเกินความจำเป็น กุ้งแม่น้ำ ครึ่งศตวรรษก่อนเคยมีชุกชุม แค่มือควานแถวโคนเสาท่าน้ำ ไม่ช้าก็เจอ จับขึ้นมาได้ทั้งสองมือ ไม่เหมือนปลา ที่แม้จะเก่งฉกาจปานไหน ท่านว่าให้จับทีละตัว ไม่จับปลาสองมือ ทั้งปลาและกุ้งแม่น้ำนั้นเขาไม่เอามาลงหม้อแกงเลียงหรอก สู้เอาไปเผา จะจิ้มน้ำปลาดี หรือเติมพริกขี้หนูบีบมะนาว หรือต้มยำพริกแห้งแถมพริกสด
