แก่นมะกรูดโมเดล
ย่างเข้าฤดูหนาว…“แก่นมะกรูด” อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นับเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวฤดูหนาว ที่มีบรรยากาศและสภาพใกล้เคียง จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมีการปลูกพืชเมืองหนาวต่างๆ ได้ผลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ ที่สามารถสร้างช่องทางอาชีพ สร้างรายได้ และเปิดรับการเข้าถึงในสังคม ทำให้ชุมชนกะเหรี่ยงยิ้มได้ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามหลักพึ่งพาป่า และการดำรงอยู่อย่างพอเพียง แต่หากย้อนไปในปี 2546… แก่นมะกรูดและบริเวณโดยรอบนี้ยังเป็นภูเขาหัวโล้น ที่เชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มรดกโลก เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่ปลูกพืชทำการเกษตรเชิงเดี่ยวของชาวกะเหรี่ยง เช่น ทำไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด และสับปะรด ซึ่งต่างพากันรุกล้ำลักลอบเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าในเขตป่าสงวนฯ จนกระจายวงกว้างไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งทางราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลบริหารจัดการป่าสงวนฯ โดยร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุทัยธานี มูลนิธิปิดทองหลังพระ เข้ามาช่วยกันบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวกะเหรี่ยง ด้วยการนำศาสตร์พระราชา ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นหลักในกา
อาจเป็นเพราะในอดีตชุมชนกะเหรี่ยงโปร จากหมู่บ้านแก่มะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ดำรงชีวิตแบบวิถีชาวบ้านในการทำไร่เลื่อนลอย ด้วยการปลูกข้าวโพด ข้าวไร่ และพืชชนิดอื่นๆ ที่เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะเผาซังข้าวโพด ข้าวไร่ เพื่อทำลาย ก่อนจะบุกรุกถางป่าต่อไปจนทำให้อาณาบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าและป่าไม้นานาพันธุ์ค่อยๆ ลดปริมาณลงอยู่เรื่อยๆ จนพื้นที่บางแห่งกลายเป็นเขาหัวโล้น กระทั่งแทบไม่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เลย คล้ายๆ กับหมู่บ้านดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง ในอดีต และหลายอำเภอในจังหวัดน่านในปัจจุบัน ผลกระทบดังกล่าวไม่เพียงสร้างปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หากยังขยายผลต่อมาถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย จนทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งหาวิธีแก้ไข เพราะไม่เช่นนั้นปัญหาอาจลุกลามบานปลายในที่สุด ผลเช่นนี้จึงทำให้ “หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล” ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จึงเข้ามาดูสภาพจริงในพื้นที่ เพื่อพบปะพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อหาทางเยียวยา ทุกคนต่างประจักษ์ชัดดีว่า สาเหตุที่เป็นเช่นน
