แพคโคลบิวทราโซล
จังหวัดปทุมธานี ได้พิจารณาคัดเลือก “กล้วยหอมทองปทุม” ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง รายได้สูง มีคุณภาพและปริมาณโอกาสในการพัฒนาตลอด Value Chain และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาขับเคลื่อน BCG Model ด้านการเกษตรของจังหวัด ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองทั้งจังหวัดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร รวม 712 ราย พื้นที่ปลูกรวม 11,098 ไร่ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) กล้วยหอมทองของจังหวัดปทุมธานีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ผลใหญ่ยาว เปลือกบาง ผิวนวล เนื้อเหนียวแน่น ผลดิบจะมีสีเขียวนวล เมื่อสุกจะมีสีทองนวล รสชาติหวานหอม จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้งามให้แก่เกษตรกร แปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลนพรัตน์ แปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมที่สำคัญของจังหวัดปทุมธานี โดยกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้ มีการวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ ผลผลิตผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI กล้วยหอมทองปทุม เป็นการผล
เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-901-3760, 081-886-7398 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดี เพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่ไต้หวันที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีขนาดของผลให
เทคโนโลยีการผลิตมะม่วงของประเทศไทยในปัจจุบัน การใช้ “สารแพคโคลบิวทราโซล” ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการใช้บังคับให้ต้นมะม่วงออกนอกฤดู มีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลกันอย่างแพร่หลาย อาจจะกล่าวได้ว่า มีการใช้กันแทบทุกสวนทั่วประเทศที่มีการผลิตมะม่วงเชิงพาณิชย์ แม้แต่เกษตรกรที่ปลูกแบบสวนหลังบ้าน ยังได้มีการนำเอาสารชนิดนี้ไปใช้เช่นกัน เนื่องจากสารแพคโคลบิวทราโซลนี้สามารถบังคับให้ต้นมะม่วงออกดอกได้ก่อนหรือนอกฤดูจริง สรุปได้ว่า สารแพคโคลบิวทราโซลสามารถกำหนดการออกดอกของมะม่วงได้จริง ในขณะเดียวกันเกษตรกรเจ้าของสวนมะม่วงที่มีการใช้สารชนิดนี้กับต้นมะม่วงติดต่อกันหลายปีจะต้องพึงระวังเกี่ยวกับเรื่องต้นมะม่วงทรุดโทรมเร็วขึ้น ทรงต้นมะม่วงเสีย ต้นมะม่วงแตกใบอ่อนยากมาก หรือไม่แตกยอดเลย ผลการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ว่าสามารถบังคับให้ต้นมะม่วงออกดอกได้อย่างแน่นอน แต่หลังจากที่ต้นมะม่วงออกดอกมาแล้วจะทำให้ดอกมีการติดผลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ความสมบูรณ์ของต้น สภาวะแวดล้อมของฤดูกาล ธรรมชาติ แมลงที่ช่วยในการผสมเกสร ฯลO ในขณะนี้สรุปได้เพียงว่า สารแพคโคลบิวทราโซล ช่วยในการออกดอกเท่านั
ปีที่ผ่านมาพบว่า มีขนุนวางจำหน่ายในตลาดผลไม้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ปริมาณการผลิตลดน้อยตามไปด้วย อีกทั้งมีการส่งออกไปจีนและอินโดนีเซียอีกจำนวนหนึ่ง แนวคิด ที่จะยืดเวลาการผลิตขนุนให้ยาวนานขึ้น ด้วยวิธีบังคับให้ออกนอกฤดูนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลกับขนุนนั้น เคยเกิดความเสียหายมาแล้ว ขอเล่าย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้พบเห็นสิ่งที่แปลกน่าฉงน มีเกษตรกรท่านหนึ่ง ใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ราดให้กับต้นมะม่วงเพื่อบังคับให้ออกนอกฤดู แต่ในสวนดังกล่าวเกษตรกรปลูกแซมด้วยต้นขนุน ซึ่งมีผลกระทบเมื่อขนุนแตกใบอ่อนออกมาใหม่ ใบเกิดมีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับมือของมนุษย์ที่แบคว่ำลง ที่ใต้ใบมีผลขนุนขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือติดอยู่ตามแฉกของใบเต็มไปหมด ในที่สุดเกษตรกรต้องตัดต้นขนุนทิ้งไปหลายต้น แพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่มีความสามารถในการยับยั้ง การผลิตฮอร์โมนจิบเบอร์เรลลิน ที่ทำหน้าที่ยืดความยาวของต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ชะงักการเจริญเติบโตทางลำต้น รวมทั้งกิ่งและใบ แต่กลับไปกระตุ้นให้ต้นไ
