แมลงหวี่ขาว
“ผักชีฝรั่ง” เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคใบสดและนำมาประกอบรสในการปรุงอาหาร การบริโภคใบสดนั้นจะต้องระมัดระวังเรื่องของสารเคมีตกค้างเป็นพิเศษสักหน่อย เพราะผักชีฝรั่งมีศัตรูคือ หนอนและเชื้อราคอยลงทำลาย เกษตรกรผู้ปลูกนิยมป้องกันกำจัดหนอนและศัตรูของผักชีฝรั่งด้วยสารเคมี ดังนั้น ก่อนบริโภคควรล้างทำความสะอาดกันหลายน้ำ เพื่อความสนิทใจในการบริโภค แต่การปลูกผักชีฝรั่งก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้สารเคมีกันอย่างหนักเสมอไป ที่บ้านลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นแหล่งปลูกผักชีฝรั่งแหล่งใหญ่ของจังหวัดนครปฐมและในเขตภาคกลาง ปัจจุบันเกษตรกรมีความตื่นตัวในเรื่องของการลดการใช้สารเคมีในแปลงปลูกผักชีฝรั่งสูงมาก มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักชีฝรั่งอินทรีย์ขึ้นมา เพื่อลดการใช้สารเคมีและเพื่อสนองตอบนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ และของรัฐบาลที่ประสงค์จะให้เกษตรกรลด ละ เลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพกับพืชผลในการทำเกษตร กลุ่มผู้ปลูกผักชีฝรั่งอินทรีย์บ้านลานตากฟ้าแห่งนี้ ตั้งขึ้นมาเมื่อราวปี พ.ศ. 2547 ดำเนินการปลูกพืชผักและผักชีฝรั่งให้ปลอดภัยจากสารพิษเรื่อยมา จนกระทั่งมี
สภาพอากาศร้อนตลอดวัน และมีแดดแรงในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว มักพบการเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก สำหรับเพลี้ยอ่อน จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอด ทำให้ใบและยอดอ่อนหงิกงอ บิดเบี้ยวเป็นคลื่น ส่งผลทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโต และยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคใบด่างในพริก ซึ่งจะระบาดในช่วงอากาศแห้งแล้ง เกษตรกรควรใช้วิธีเขตกรรมในการกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบทั้งต้น จากจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นทั้งหมด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่ง ในส่วนของแมลงหวี่ขาว มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน และยังเป็นพาหะนำโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบพริกห
สภาพอากาศร้อนตลอดวัน และมีแดดแรงในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว มักพบการเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก สำหรับเพลี้ยอ่อน จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอด ทำให้ใบและยอดอ่อนหงิกงอ บิดเบี้ยวเป็นคลื่น ส่งผลทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโต และยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคใบด่างในพริก ซึ่งจะระบาดในช่วงอากาศแห้งแล้ง เกษตรกรควรใช้วิธีเขตกรรมในการกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบทั้งต้นจากจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นทั้งหมด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่ง แมลงหวี่ขาว มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน และยังเป็นพาหะนำโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบพริกหงิกซีดด่าง หรื
