แรงงานต่างชาติ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตระหนักถึงความเสี่ยงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ดำเนินงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในองค์กรต่อเนื่อง ร่วมมือกับ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labour Protection Network Foundation: LPN) องค์กรประชาสังคมพันธมิตร สานต่อโครงการจัดอบรมด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงาน และการดำเนินงานศูนย์รับฟังเสียงพนักงาน “Labour Voices Hotline by LPN” เป็นปีที่ 5 พร้อมร่วมตรวจประเมินกระบวนการจ้างงานพนักงานอย่างมีจริยธรรม เพื่อให้มั่นใจการสรรหาแรงงานต่างชาติของซีพีเอฟอยู่ภายใต้กฎหมาย โปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ มี นโยบายจ้างงานอย่างมีจริยธรรม ปฏิบัติต่อแรงงานถูกต้องตามกฎหมาย เท่าเทียมและเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติโดยสิ้นเชิง (Zero-Tolerance Approach) ส่งเสริมความหลากหลายและยอมรับความแตกต่าง โดยมีการจ้างพนักงานต่างชาติจากประเทศต้นทางเป็นพนักงานโดยตรงของบริษัทฯ ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกับพนักงานชาวไทย ซึ่ง
อสป. เปิดแผนป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในทุกพื้นที่สะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงทั้ง 18 แห่ง เต็มสูบ หลังพบการระบาดของโรคมาเร็ว และแรงในหลายจังหวัดทั่วไทย นำร่องที่สะพานปลากรุงเทพ โดยประสานกับศูนย์บริการสาธารณสุข 14 แก้วสีบุญเรือง เข้าตรวจเข้มหาเชื้อกับแรงงานต่างด้าวในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 และผู้ที่เดินทางมาจาก จ.สมุทรสาคร พร้อมตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 กับเจ้าหน้าที่สะพานปลากรุงเทพ ที่มีความเสี่ยงสูงจากการปฏิบัติงานด้วย นายอมรศักดิ์ พันธุรักษ์ รองผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ด้านสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมง เปิดเผยว่า จากกรณีการระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพบผู้ป่วยโควิด-19 เชื่อมโยงตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร หลายจังหวัด ในฐานะที่องค์การสะพานปลา (อสป.) เป็นผู้กำกับดูแลสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงทั้ง 18 แห่ง ทั่วประเทศ และทุกพื้นที่มีจำนวนชาวต่างด้าวอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะถือเป็นนโยบายหลัก อสป. และ ดร. มณเฑียร อินทร์น้อย ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ก็ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวด
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จ้างแรงงานตามกฎหมายและเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ให้แรงงานทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันและได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการจ้างแรงงานต่างชาติ มีการดำเนินการภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว (MOU) ผ่านตัวแทนจัดหาแรงงานที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายที่ประเทศต้นทางโดยตรง นายปริโสทัต ปุณณภุม รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่อง เน้นย้ำความโปรงใสในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการจ้างแรงงานทั้งชาวไทยและต่างด้าว ทั้งของบริษัทฯ และคู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานให้ถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของคู่ค้าธุรกิจและบริษัทฯ ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟ กำหนดนโยบายรวมถึงแนวปฏิบัติด้านแรงงานไว้อย่างชัดเจน และดำเนินการอย่างเคร่งครัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย
มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ร่วมมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานต่อการดำเนินงาน ศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพิ่มงานเชิงรุกเพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดจ้างแรงงานต่างชาติ ช่วยคุ้มครองและดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างชาติ และป้องกันปัญหาค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ร่วมกับซีพีเอฟ ดำเนินโครงการศูนย์รับเรื่องของพนักงาน ศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN และ Worker Training ในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเพิ่มการทวนสอบกระบวนการจ้างแรงงานต่างชาติตั้งแต่ประเทศต้นทางจนถึงบริษัท เพื่อให้ทราบข้อมูลที่มาเชิงลึกของแรงงาน และให้มั่นใจว่ากระบวนการสรรหาและจัดจ้างในประเทศต้นทางจนถึงไทยดำเนินการอย่างโปร่งใส ยึดมั่นตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน จะเพิ่มทักษะของแรงงานเป็นผู้ช่วยเหลือเพื่อนแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อน หรือถูกเอาเปรียบ เพื่อเสริมให้การดำเนินงานการรับเรื่องร้องเรียนของศูนย์ฮ็อตไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น “ก
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของไต้หวันกำหนดจำกัดสิทธิห้ามเข้าไต้หวันต่อแรงงานต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายในกรณีต่างๆ เช่น กรณีหลบหนีนายจ้างหรือลักลอบทำงานผิดกฎหมายจะถูกจำกัดสิทธิห้ามเข้าไต้หวัน 3 ปี แต่หากกลับเข้าทำงานกับนายจ้างเดิมภายใน 1 เดือน และได้รับการยินยอมจากนายจ้างให้ทำงานต่อไป แรงงานต่างชาติมีสิทธิยื่นถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้หลบหนีกับกระทรวงแรงงานและสำนักตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันได้โดยไม่ถูก Blacklist 3 ปี กรณีพำนักในไต้หวันไม่เกิน 1 ปี ห้ามเข้าไต้หวัน 1 ปี พำนักเกิน 1 ปี ห้ามเข้าตามระยะเวลาที่พักเกินสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ส่วนกรณีเป็นบุคคลที่เคยถูกดำเนินคดีต้องโทษ อาทิ ถูกศาลตัดสินจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปห้ามเข้าไต้หวัน 8 ปี จำคุกน้อยกว่า 1 ปี ห้ามเข้า 5 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกในสถานกักกันหรือถูกโทษปรับแต่รอลงอาญา ห้ามเข้า 2 ปี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เสพยาเสพติดแล้วมีคำสั่งศาลให้รับการบำบัดจะถูกห้ามเข้า 5 ปี และเมื่ออัยการยืนยันแล้วว่าผู้เสพเป็นผู้ที่ไม่มีแนวโน้มจะเสพติดอีกและได้รับการยกฟ้องจะถูกห้ามเข
