โครงการ ๙๑๐๑
ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ทำให้มนุษย์ทำงานได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมและมีผู้นำที่ดี มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน จึงช่วยให้องค์กรนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง เช่นเดียวกับ “วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง” แม้จะเพิ่งเริ่มต้นดำเนินงานได้ไม่นาน แต่มีผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ นำมาพัฒนาธุรกิจจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านแปรรูปยางพาราระดับแนวหน้าของจังหวัดบึงกาฬ ที่ผู้สนใจจากทั่วประเทศสนใจเข้าแวะเยี่ยมชมกิจการตลอดทั้งปี ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ตั้งอยู่เลขที่ 65/10 บ้านเหล่าเงิน ตำบลเหล่าทอง อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ โทร.093-696-2999 กลุ่มฯ แห่งนี้อยู่ภายใต้การนำของประธานกลุ่มฯ คือ “คุณธนวณิช ชัยชนะ” หรือ “คุณอ๊อด” ซึ่งเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่สวมหมวกหลายใบในฐานะประธานเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดบึงกาฬ คุณอ๊อดยังมีธุรกิจส่วนตัว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด และ บริษัท ชัยชนะฟาร์ม จำกัด จุดเริ่มต้น เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย นิยมปลูกต้นยางพาราพันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ RRIM 600 และ RRIT 251 แล
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บึงกาฬ และจังหวัดบึงกาฬ เจ้าภาพหลักในการจัด “งานวันยางพารา บึงกาฬ 2562” ได้เปิดเวทีเสวนาปราชญ์ชาวบ้าน ในหัวข้อ “วิสาหกิจชุมชนยางพาราต้นแบบ” โดย คุณธนวนิช ชัยชนะ ประธานวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง จังหวัดบึงกาฬ ต้นแบบประชารัฐ จังหวัดบึงกาฬ คุณธนวณิช ชัยชนะ หรือ “คุณอ๊อด” เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่สวมหมวกหลายใบในฐานะ ประธานเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดบึงกาฬ และเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ขณะเดียวกัน คุณอ๊อด ยังมีธุรกิจส่วนตัว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด คุณอ๊อด มีอาชีพทำสวนยางพารา 76 ไร่ ในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย ยางก้อนถ้วยมีปัญหาโดนกดราคารับซื้อจากพ่อค้าคนกลางมาโดยตลอด คุณอ๊อดจึงรวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางในท้องถิ่น นำน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นยางแผ่นออกจำหน่าย ปรากฏว่า ขายได้ราคาดีและมีผลกำไรมากขึ้น ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินกิจกรรม “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง เป็นหนึ่งในสถ
จากกรณีเพจแห่งหนึ่ง ได้โฟสต์กองกระสอบปุ๋ยถูกวางไว้ในอาคาร ผ่านโซเชียล ระบุว่า “ปุ๋ยโครงการ 9101 ของตำบลบางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ถูกทิ้งในโรงเรียนร้าง พร้อมติด#ว่า ปุ๋ยโปกาชิ ปุ๋ยเน่า ขายไม่ออก ส่งกลิ่นเหม็น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีกลิ่นไข่เน่าอาจใช้หัวเชื้อไม่ได้คุณภาพ อาจมีความชอบมาพากลในการจัดซื้อวัสดุ” จากกรณีดังกล่าว ล่าสุด วันที่ 11 ก.ค. นายธาร นวลนึก เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งการให้ นายระนอง เหมทานนท์ เกษตรอำเภอพุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี นายสุวัฒน์ จรัลศิลป์ กำนันตำบลบางเดือน พร้อมคณะกรรมการกลุ่มผลิตปุ๋ย โครงการ 9101 ของ ต.บางเดือน และชาวบ้าน ร่วมลงพื้นที่โรงเรียนบ้านแท่นแก้ว หมู่ที่ 3 ต.บางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ตรวจสอบพบถุงปุ๋ยกว่า 2,000 กระสอบ วางไว้ในอาคารโรงอาหารของโรงเรียนซึ่งได้ปิดทิ้งร้างและไม่ได้ใช้ประโยชน์ พบว่า เป็นปุ๋ยที่แห้งและล้วนมีแกลบและมูลไก่เป็นส่วนผสม และไม่มีกลิ่นเหม็น นายสุวัตน์ กล่าวว่า ปุ๋ยที่เห็นเป็นปุ๋ยที่มีการสั่งจองแล้ว บางรายจ่ายเงินไว้แล้ว บางรายยังไม่จ่าย แต่ขอฝากเก็บปุ๋ยไว้ก่อน เนื่องจากสภาพอากาศยังไม่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ย จึงใช้โรงอาหา
จากกรณีชาวบ้านพบความผิดปกติการซื้อปัจจัยการผลิตโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในหลายพื้นที่ของ จ.กาฬสินธุ์ มีราคาสูงกว่าท้องตลาด โดยเฉพาะ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด และ อ.นาคู อ.กุฉินารายณ์ อ.ห้วยผึ้ง เขาวง และ อ.สมเด็จ เนื่องจากมีการจัดซื้อพันธุ์ปลาดุกขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับราคา อีกทั้งยังมีหัวอาหารปลาดุก และปุ๋ยชีวภาพมีราคาแพงกว่าท้องตลาด จนชาวบ้านต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องทุกข์กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์ดำรงธรรมเรียกร้องให้ตรวจสอบ และคณะกรรมการตรวจสอบของ จ.กาฬสินธุ์ ตรวจพบการซื้อพันธุ์ข้าว สารปรับปรุงดินของ ต.บัวบานแพงมีส่วนต่าง กรรมการทำสัญญาซื้อขายเองผิดระเบียบ และจัดส่งพันธุ์กบให้กับเกษตรกรผิดสเปก ล่าสุด นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ นายอำเภอยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางอำเภอได้รับรายงานแล้ว พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ พ.อ.มานพ ไขขุนทด รอง ผอ.รมน.กาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้
กรณีชาวบ้านพบความผิดปกติการดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด และ อ.นาคู อ.กุฉินารายณ์ อ.ห้วยผึ้ง อ.เขาวง และ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ โดยมีการเสนอซื้อพันธุ์ข้าวเปลือกนาปรัง พันธุ์ปลาดุกขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับราคา หัวอาหารปลาดุก และปุ๋ยชีวภาพมีราคาแพงและราคาสูงกว่าท้องตลาดนั้น เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายบำรุง คะโยธา อนุกรรมการการมีส่วนร่วมเพื่อการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สำหรับโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด การดำเนินโครงกา 9101 ในพื้นที่หลายอำเภอของ จ.กาฬสินธุ์ ที่ผ่านมา มีการผลิตปุ๋ยกันจำนวนมากนั้นก็ยังเคลียร์ปัญหากันไม่ได้ มีคำถามมากมายว่าการชงเอง จัดซื้อเอง กินเอง โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องแล้วนำมายัดเยียดให้โครงการ 9101 ฟื้นฟูน้ำท่วมก็อีกยิ่งหนักกว่าเดิม มีชาวบ้านร้องเรียนมาหลายพื้นที่ว่าปลาดุกราคาตัวละ 2 บาท ถึง 2.50 บาท เป็นปลาดุกลูกอ๊อดตัวเล็กมาก ซึ่งเทียบกับราคาซื้อขายในท้องตลา
แพร่ – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่บ้านตอนิมิตร หมู่ 1 ต.ร่องกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ชาวบ้านเห็นชอบให้นำเงินจากโครงการ 9101 มาปลูกเมล่อนขาย โดยจัดสร้างโรงเรือน และปลูกชุดแรก 500 ต้น และชุดที่ 2 จำนวน 140 ต้น โดยมีนักวิชาการเกษตรในพื้นที่ร่วมให้คำแนะนำ จนเกิดผลผลิตกว่า 600 ลูก คาดกลางเดือน พ.ย.นี้ชุดแรกจะจำหน่ายได้ และกลางเดือน ธ.ค.ชุดที่สองจะตัดขายได้ โดยกำหนดไว้ที่ ก.ก.ละ 80 บาท ซึ่งเมล่อนกว่า 600 ผลถูกจองหมดแล้ว นายจักรพงศ์ จิตชุ่ม ผู้ใหญ่บ้านตอนิมิตร หมู่ 1 กล่าวว่า ช่วงว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรแล้วนั้นเกษตรกรไม่มีอาชีพ จึงคิดร่วมกันว่านำโครงการ 9101 มาปลูกเมล่อน โดยหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ต และ คำแนะนำจากนักวิชาการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งต่อไปสามารถปรับเปลี่ยนเป็นพืชตามฤดูกาลได้ ด้านนายสมคิด ยอดสาร นายก อบต.ร่องกาศ กล่าวว่า ได้มีการรวมกลุ่มผลิตผลทางการเกษตรด้านต่างๆ ทั้งกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กลุ่มปลูกเมล่อน โดยมีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุน นอกจากนี้ทางกลุ่มเกษตรกรหมู่ 2 ต.ร่องกาศ ก
แม้ว่าโครงการจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ผลจากการทำ “ฟาร์มชุมชน ตำบลดอนรัก” ภายใต้โครงการ ๙๑๐๑ ตามรอยเท้าพ่อ กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการพลิกผืนแผ่นดินเปล่า แปลงเป็นทุนตั้งต้นในการทำอาชีพของผู้คนในตำบลดอนรัก ชุมชนเล็กๆ ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ด้วยแรงร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต.ดอนรัก และขาดไม่ได้ คือ ชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้โครงการเกิดเป็นรูปร่าง เวลานี้ใครขับรถจากสงขลามาปัตตานี ตามถนนหลวงหมายเลข 42 จะเห็นป้ายฟาร์มชุมชนตำบลดอนรักตั้งเด่นหรา ด้านหน้ามีซุ้มจำหน่ายผักผลไม้สดปลอดสารพิษ น้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากฝีมือชุมชน เช่น เสื้อยืด หมวก ลึกเข้าไปด้านในเป็นฟาร์มปลูกผักหลากหลายชนิดที่งอกงาม และกำลังทยอยออกผล “จักรี เจ๊ะสอเหาะ” กำนันตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก เล่าว่า ก่อนหน้านี้มีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ด้วย มีการพูดคุยกับชาวบ้านในร้านน้ำชาถึงเรื่องปลูกผัก ขณะนั้นได้ทำเป็นกลุ่มเล็กๆ 7-15 คน กระทั่งมีโครงการ ๙๑๐๑ ที่มีงบประมาณมาให้ 2.5 ล้านบาท จึงได้ทำประชาคมร่วมกับชาวบ้านอีกครั้ง ล
