โภชนาการ
แปลงร่างสมุนไพรพื้นบ้าน เพิ่มคุณค่าเป็น “กระบกเคลือบคาราเมล” คุณประโยชน์ทางโภชนาการหลากหลาย ของดีของเด็ดจากไร่นาฟ้าเอ็นดู เพราะของทุกอย่างมีคุณค่าในตัวเอง บางอย่างไม่มีคุณค่าที่นี่ แต่มีค่าในที่อื่น เพียงแค่ต้องหาของนั้นและตลาดนั้นให้เจอ ทำให้วันนี้ “กระบก” สมุนไพรท้องถิ่นธรรมดา ๆ ที่หลายคนมองผ่านไม่เห็นคุณค่า ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สร้างรายได้ให้กับชุมชน ด้วยการสร้างเรื่องราวและพัฒนาสินค้าของ “ปิ๋ม” ฟ้าเสรี ประพันธา แห่งไร่นาฟ้าเอ็นดู เกษตรกรจากน้ำยืน จ. อุบลราชธานี หนึ่งในชุมชนที่อบรมในโครงการ “พลังชุมชน” เสริมความรู้คู่คุณธรรม สนับสนุนโดยเอสซีจี ที่เคยเผชิญวิกฤติแบกหนี้สินก้อนโตจากนาข้าวล่ม แต่ไม่ยอมแพ้ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนจากการทำนาข้าวเพียงอย่างเดียว หันมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน เดินตามรอยศาสตร์พระราชา พร้อมทั้งมุ่งมั่นเพิ่มคุณค่าต่อยอดพัฒนาสินค้าชุมชนจนมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แม้ในปี 2559 จะต้องเผชิญวิกฤติจากผลกระทบของพายุที่พัดกระหน่ำจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้นาข้าวล่มเสียหายหมดหนทางสร้างรายได้ เหลือไว้เพียงหนี้สินก้อนโต แต่คุณปิ๋มกลับมองว่า ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้
“ดอกดาหลา” เป็นไม้ดอกที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่ทั่วไป ปลูกได้ในทุกภาค ส่วนใหญ่ผู้คนในภาคใต้มักจะนำดอกดาหลามาใส่ในเมนูต่างๆ อย่างเช่น ขนมจีน หรือข้าวยำ บ้างก็นำมาทำเป็นน้ำดอกดาหลา แต่เพิ่งเคยเห็นน้ำพริกดอกดาหลา โดยใช้ชื่อว่า น้ำพริกดาหลาสวรรค์ อันเป็นผลงานของนักเรียนและคณะครูอาจารย์โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านกาแป๊ะกอตอ) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่มี นางจุไรลี่ สาและ เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งเมื่อไปตั้งโชว์ที่ไหนก็ได้รับความสนใจ ขณะที่แม่บ้านบางคนซื้อไปหลายกระปุก เน้นแปรรูป สร้างรายได้ นางจุไรลี่ เล่าที่มาที่ไปของการทำน้ำพริกดอกดาหลาให้ฟังว่า ด้วยความที่เป็นโรงเรียนต้นแบบด้านการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ระดับดีเยี่ยมของจังหวัดยะลา โดยเน้นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเรื่องการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ ด้านการประมง ด้านปศุสัตว์ การปลูกผัก เพาะเห็ด ทำปุ๋ย สหกรณ์ และการแปรรูป เป็นกิจกรรมที่เด็กต้องทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อจะส่งเสริมคุณลักษณะและปลูกฝังเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ กลุ่มแปรรูปเป็นกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเด็กๆ จะนำผลผลิตต่
“มิโสะ” (Miso) เป็นอาหารหมักที่ทำจากถั่วเหลืองร่วมกับเกลือผ่านกระบวนการหมักโดยเชื้อราในกลุ่มแอสเปอร์จิลรัส ออไรเซ่ (Aspergillusoryzase) หรืออาจจะใช้หลายสายพันธุ์ร่วมกัน เช่น แอสเปอร์จิลรัส โซแย่ (A.soyae) และอาจใช้ยีสต์ร่วมด้วย ปกติมักบ่มในถังไม้นานประมาณ 1-3 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่บ่มสามารถเติมส่วนผสมอื่นลงไปได้ จึงทำให้ มิโสะ มีสี รสชาติ และกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป มิโสะ มีหลายสี อาทิ สีขาวครีม น้ำตาลแดง ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม คุณพิมพ์วลัญช์ พินธ์ประภา เจ้าของกิจการร้านอาหารเฮือนคำ ถนนศิริธร ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า “มิโสะ” มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสาธารรัฐประชาชนจีน เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว โดยใช้เป็นเครื่องปรุงรสให้แก่อาหารประเภทต่างๆ และนำเข้าในประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นชาวญี่ปุ่นได้ปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ของเชื้อราที่ใช้ในการหมักกระบวนการผลิตตลอดจนการปรุงแต่งรสเรื่อยมา ทำให้มิโสะ มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งต้นกำเนิดมาจากแถบเกียวโต โดยมีสีค่อนข้างขาว มิโสะ จัดได้ว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร โปรตีน เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดู
