โรคเนื้อเน่า
สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ได้จัดการประชุมวิชาการเรื่อง “มลภาวะอากาศกับผลกระทบสุขภาพ” ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ บางส่วนของการประชุมได้มีการบรรยายถึงประเด็นร้อนของสังคมเกี่ยวกับการแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ “พาราควอต” ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง สร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่กลุ่มนักวิชาการและการแพทย์ในเรื่องความจำเป็นของสารกำจัดวัชพืช พาราควอต กับความจำเป็นในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นแพทย์ระบบการหายใจและปอด มีประสบการณ์กับพิษพาราควอตในผู้ป่วยจากการดื่มพาราควอตเพื่อฆ่าตัวตายหลายราย โดยการรักษาใช้ดินเหนียวให้ผู้ป่วยกิน ไปลบล้างพิษของพาราควอต ทำให้รักษาชีวิตไว้ได้หลายราย และได้เคยเขียนบทความส่งไปลงพิมพ์ในวารสารวิชาการหลายฉบับ จึงขออธิบายถึงประเด็นด้านสุขภาพที่หลายคนกังวลไว้ดังนี้ โรคเนื้อเน่า แพทย์ทั่วไปจะทราบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอตปนเปื้อนจากการพ่นกำจัดวัชพืช จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมาก เพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อนและจะ
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า โรคเนื้อเน่า หรือเรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสไซติส (Necrotizing fasciitis) เป็นโรคติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนใต้ผิวหนัง รวมถึงชั้นไขมันและอาจลึกถึงระดับชั้นผังพืด หรือกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากแผลเล็กๆ จึงไม่ได้ให้ความสนใจทำความสะอาด โดยมักพบในกลุ่มเกษตรกร ที่ทำไร่ ทำนา ที่มีโอกาสเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ และสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในดินหรือในน้ำได้ง่าย นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีระบบเฝ้าระวังที่จำเพาะต่อโรคเนื้อเน่า จึงมีข้อมูลเฉพาะจากรายงานเฝ้าระวังเหตุการณ์ผิดปกติ (event based surveillance) ซึ่งที่ผ่านมาจะได้รับรายงานผู้ป่วยโดยเฉลี่ยปีละ 100-200 ราย อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบค้นไปยังฐานข้อมูล Health data center (HDC) ของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัด สธ. พบว่า ในปีที่ผ่านมามีการลงรหัสโรควินิจฉัยโรคเนื้อเน่าทั่วประเทศ ประมาณ 19,000 ราย ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และกองระบาดวิทยา ได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลมาปรับปร
