โรคเบาหวาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ชยานนท์ พีระพิทยมงคล อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงานวิจัย “การศึกษาผลของเมทฟอร์มินต่อความผิดปกติของไมโทคอนเดรียของเซลล์สร้างเส้นใยที่ได้จากผู้ป่วยโรคตาบอดทางพันธุกรรมลอน” ในฐานะผู้คว้าทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 26 พ.ศ. 2562 มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และทุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของความสำเร็จล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก MethodsX – journal elsevier (open access) เฉพาะส่วนของกระบวนการวิจัย เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงการค้นพบวิธีการรักษาโรคตาบอดทางพันธุกรรมลอน (Leber heredity optic neuropathy (LHON) จากการทดลองใช้ยาเมทฟอร์มิน (metformin) ซึ่งใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่พึ่งอินซูลิน ครั้งแรกของโลก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ชยานนท์ พีระพิทยมงคล ได้อธิบายถึง สาเหตุของการเกิดโรคตาบอดทางพันธุกรรมลอนว่า มาจากการกลายพันธุ์ของยีนไมโทคอนเดรีย (mitochondrea) ซึ่งเป็นอวัยวะในระดับเซลล์ที่ช่วยในการหายใ
นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “อะโวกาโด” เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภค เนื่องจากเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน รวมถึงตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และการสกัดน้ำมันอะโวกาโดเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมความงาม พบการปลูกอะโวกาโดมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 97 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ แหล่งปลูกสำคัญอยู่บนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก ซึ่งเกษตรกรบนพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือหันมาปลูกอะโวกาโดเป็นพืชทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำลายที่ดินและบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงอะโวกาโดยังเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดทั้งปีสามารถเป็นป่าทดแทนได้ ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตอะโวกาโด
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยผู้ใหญ่กลางคน ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่กินเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงเรียกอาการดังกล่าวว่า “เบาหวาน” (เบา หมายถึง ปัสสาวะ) ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทย ได้มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน โดยเน้นการใช้พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มักใช้มาประกอบเป็นอาหารกินเป็นประจำ เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยในสมัยโบราณ “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น” มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมกินอาหารเปลี่ยนแปลงไป มีค่านิยมเลียนแบบสังคมตะวันตก เน้นการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งมีไขมันสูงและกินผักน้อยลง ดังนั้น หากมองไปรอบครัวของเรา อาจจะพอหาสมุนไพรพื้นฐานที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่ใช้กินได้ ดังนี้ มะระ ใช้ผลดิบที่ยังไม่สุกและยอดอ่อนใช้กินเป็นผักจิ้ม ผลของมะระนำมาลวกกินกับน้ำพริก ซึ่งจะมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทยว่า มะระขี้นก เป็นยารสขม ช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้และใช้อมแก้ปากเปื่อย ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็ม
ถ้าจะพูดถึงการนำสมุนไพรมารักษาเบาหวาน ก็ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “สมุนไพร” และ “แนวคิดของแพทย์แผนไทย” ในการรักษาโรคเบาหวาน หากจะอธิบายกลไกการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยแนวคิดแพทย์แผนไทย อาจทำให้เราเข้าใจหลักการรักษาโรคเบาหวานได้ง่ายขึ้น จุดเริ่มต้นคือการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานเกินความต้องการของร่างกายทำให้ตับอ่อนต้องเร่งผลิตอินซูลินมากขึ้น เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับสู่ระดับปกติ แต่ถ้าให้ร่างกายทำงานหนักเป็นเวลานาน (กินอาหารหวานจะได้รับพลังงานจากการกินอาหารเกินความต้องการของร่างกาย) ตับอ่อนก็จะเสื่อมลง ไม่สามารถรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือดได้ เราก็จะมีอาการจากน้ำตาลในเลือดสูง (น้ำกำเริบ) มีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ร่างกายอาจขาดน้ำรุนแรงจนช็อคและหมดสติได้ ในขณะเดียวกัน น้ำตาลที่สูงอยู่ตลอดเวลาก็จะไปทำให้หลอดเลือดแดงทั่วร่างกายเสีย การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ดี (ลมพัดทั่วร่างกายไม่สะดวก) เราก็จะเกิดโรคไต ตาบอด เส้นเลือดอุดตันเป็นอัมพาต เป็นโรคหัวใจ หรือถูกตัดขา เป็นต้น (ที่มา : รายงานการรวบรวมองค์ความรู้ แนวคิดทฤษฎี วิธีการวินิจฉัย และแนวทางการรักษาโรคเบาหวานตามศาส
ตำลึง เป็นพืชเถาที่คนนิยมนำมาปรุงอาหาร ลวก ต้ม นึ่ง จิ้มน้ำพริก ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุคุณค่าทางโภชนาการของใบตำลึงและยอดอ่อนตำลึงปริมาณ 100 กรัม ไว้ว่าให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี, น้ำ 90.7 กรัม, โปรตีน 3.3 กรัม, ไขมัน 0.4 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม, ใยอาหาร 1.0 กรัม, แคลเซียม 126 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม, เบต้าแคโรทีน 5,190 ไมโครกรัม, วิตามินเอ 865 ไมโครกรัม, ไทอามีน 0.17 มิลลิกรัม, ไรโบฟลาวิน 0.13 มิลลิกรัม, ไนอะซิน 1.2 มิลลิกรัม, วิตามินซี 34 มิลลิกรัม ลักษณะต้นตำลึง เป็นไม้ล้มลุกเช่นเดียวกับแตง น้ำเต้า ฟักข้าว ฟักแฟง ลำต้นเป็นเถาทอดเลื้อยไปตามดินและมีมือจับ (Tendril) คล้ายลวดสปริง เกาะปีนป่ายสิ่งที่อยู่ใกล้ เวลาถูกลมพัดจะแกว่งไกวไปมา ลำต้นอ่อนมีขนาดเล็กต้องอาศัยยึดเกาะไปอย่างนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้หลายปี จะมีเถาที่โตขนาดข้อมือคนเราก็มี ใบตำลึงรูปร่างคล้ายห้าเหลี่ยม มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีแฉกเว้าลึกมากเรียกว่า “ตำลึงตัวผู้” ส่วนใบที่ขอบใบไม่เว้าลึกเรียก “ตำลึงตัวเมีย” ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามบริเวณซอกใบ ดอกแยกเพศกันอยู่คนละต้น มี
“เบาหวาน” โรคยอดฮิตของคนไทยที่มีอัตราการเกิดสูงขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะอาการเรื้อรังของการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ที่เกิดจากความบกพร่องของการสร้างอินซูลิน หรือการทำงานของอินซูลิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวามมักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงหลายโรคตามมา ที่อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันผู้คนจะตระหนักถึงปัญหาในเรื่องนี้กันแล้วก็ตาม แต่ผลจากสถิติที่ออกมามันกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง จากการสำรวจในประเทศไทย พบว่า ในปี 2557 คนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นเบาหวาน ร้อยละ 8.9 หรือประมาณ 4.8 ล้านคน ส่วนในปี 2558 พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานกว่า 5 ล้านคน และในปัจจุบันยังพบว่ากลุ่มคนที่มีอายุน้อยมีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 45-60 ปี มีอัตราเสี่ยงเป็นเบาหวาน อยู่ร้อยละ 12 หรือประมาณ 1.7 ล้านคน ซึ่งจำนวนคนกว่า 40% ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ ยังมีจำนวนคนไทยที่มีน้ำตาลในเลือดสูงที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานในอนาคต อีกกว่า 7.7 ล้านคน ซึ่งในแต่ละปีพบว่า มี
เดอะ การ์เดี้ยน รายงาน งานวิจัยออสเตรเลียเผยความลับยืดอายุขัยให้ยืนยาว ด้วยการใช้โต๊ะทำงานแบบปรับระดับนั่ง-ยืน ทำงานได้ เพื่อลดการนั่ง-เพิ่มการเคลื่อนไหว งานวิจัยชิ้นนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Scandinavian Journal of Work, Environment and Health โดยการวิจัยนี้ได้รับทุนจาก VicHealth และ สภาวิจัยสุขภาพและการแพทย์แห่งชาติ โดยมีการทดลองกับพนักงานในมหาวิทยาลัยดีกิ้น จำนวน 230 คน ที่แต่เดิมมักนั่งทำงานเป็นหลัก เปลี่ยนมายืนทำงานแทน “การปรับเปลี่ยนมาใช้นวัตกรรมโต๊ะทำงานนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานให้คนขาดงานน้อยลง และช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โต๊ะทำงานปรับระดับนั่ง-ยืน นี้ จะช่วยให้แรงงานในออสเตรเลียมีสุขภาวะที่ดีขึ้น” หัวหน้าคณะผู้วิจัย ดร.ลัน เกา จากมหาวิทยาลัยดีกิ้น กล่าว และว่า การทำงานที่โต๊ะโดยใช้เวลาที่ยาวนานเกินไปจะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงซึ่งแพทย์เรียกกันว่า Hyperglycemia) และโรคหัวใจ นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่อายุขัยที่ลดลงอีกด้วย งานวิจัยยังได้ศึกษาต้นทุนของโต๊ะนี้ โดยเฉลี่ยพบว่า มีราคา 344 ดอลลาร์ ต่อคน แต่ทั้งนี้สามารถ
