โลกร้อน
สภาวะโลกร้อน ภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ ทั้งในด้านผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่ชั้นบรรยากาศ ภูมิอากาศ อุณหภูมิ ทำให้รังสียูวีรั่วเข้ามาได้มากขึ้น เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติถี่และรุนแรงขึ้น เกิดจากขาดแคลนอาหารและน้ำ ปัญหามลภาวะ นำมาซึ่งความเจ็บป่วย อาการแพ้ ผลกระทบต่อดวงตา ผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร โรคทางจิตประสาท โรคซาร์ส โรคเมอร์ส เป็นต้น และโรคปัจจุบันทันด่วนอย่างลมแดด (heat stroke) ที่เราคาดเดาไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เป็นเรื่องที่เราต้องทำความรู้จัก สร้างความเข้าใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพในสภาวะโลกร้อน วิธีการใช้สมุนไพรในสภาวะโลกร้อน สมุนไพรรสหอม ถนอมใจ เมื่อไฟกำเริบ ภาวะโลกร้อนอาจนำมาซึ่งอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ ความเครียด หงุดหงิดง่าย อาการเหล่านี้สามารถดีขึ้นได้ด้วยสมุนไพรรสหอมสุขุม โดยการกินยาหอมชนิดต่างๆ เป็นประจำ ลมแดด สามารถบรรเทาอาการได้โดย ค่อยๆ ลดความร้อนร่างกายลง ใช้ผ้าชุบน้ำประคบตามตัว ศีรษะ ข้อพับ รักแร้ พัดระบายความร้อน หรือใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น บัวบก ว่านกาบหอย อัญชัน ผักปลาบ ผักปลัง ตำกับน้ำสุมหัวหรือชโลมตามตัว แต่ต้องระวังอย่
ผอ.เขตแจง ตัดต้นจามจุรีใหญ่ อายุ 50 ปี ขึ้นหลังป้ายรถเมล์ ริมถนนประชานิเวศน์ 1 เหตุมีผู้ร้อง รากกระทบโครงสร้างตึก หวั่นสร้างความเสียหาย เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี เมื่อวันที่ 11 ส.ค. สำนักงานเขตจตุจักร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและดูแลสวนสาธารณะ เข้าทำการตัดต้นจามจุรีอายุกว่า 50 ปี เส้นรอบวง 312 ซ.ม. บริเวณป้ายรถประจำทาง หน้าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 19/8 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. (ถนนเส้นที่ผ่านวัดเสมียนนารีไปออกคลองประปา) เนื่องจากทางเจ้าของอาคารทำหนังสือขออนุญาตสำนักงานเขตจตุจักร ตัดโค่นออกเพราะระบบรากของต้นไม้ทำให้พื้นบ้านแตกเสียหาย เกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อโครงสร้างของตัวอาคาร อ่านข่าว : โวยโค่นต้นจามจุรีอายุ 50 ปี จนท.เขตตัดเหลือแต่ตอ ชาวบ้านเสียดาย ล่าสุดนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า เตรียมนำเรื่องดังกล่าว ฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ในวันอังคารที่ 14 ส.ค. เวลา 10.30 น. ณ ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม. พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนชาวประชานิเวศน์ 1 ที่รักและหวงแหนต้นจามจุรีดังกล่าว หากเห็นว่าตนเองเป็นผู้
นักวิจัยไทย ระดมข้อมูลจากศูนย์วิจัยทั่วโลก พยากรณ์โอกาสเสี่ยงการปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ ในไทย โดยมีตัวแปรสำคัญคือ “ภาวะโลกร้อน”อาจารย์เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ (Climate Change and Disater Center) มหาวิทยาลัยรังสิต และในฐานะคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ รวมทั้งยังเป็นผู้ทำงานวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีผลต่อภาคเกษตรกรรมของไทยนั้น ได้รับผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยที่สูงขึ้น จากภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง “ปัจจุบัน อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุณหภูมิปกติ อยู่ที่ 0.87 องศาเซลเซียส สูงกว่ายุคอุตสาหกรรรม โดยคาดการณ์ว่า หลังจากนี้ อุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกจากหลายปัจจัย เช่น ถ้าสภาพการแข่งขันในทุกๆ ด้านยังสูงอยู่ หมายถึง ถ้าต่างคนต่างผลิตอาวุธ หรือใช้พลังงานฟอสซิลมากอยู่เช่นนี้ อีก 80 ปี นับจากปัจจุบันโลกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยมากขึ้น เหมือนกับที่คุยกันที่ข้อตกลงปารีส คุยกันว่าจะให้ลดน้อยลงกว่า 2 องศา ปัจจุบัน จะเลยเส้นสีแดงแล้ว มันจะไปเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ อันนี้
งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ในวารสารวิชาการ เจอร์นัล เคอร์เรนต์ไบโอโลจี ระบุว่า เต่าตนุ หรือ เต่าทะเลสีเขียว (กรีน ซี เทอร์เทิล ชื่อวิทยาศาสตร์ Chelonia mydas) ที่ขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดของเกาะไรน์ ใกล้ๆ กับเกรตแบริเออร์ รีฟ แนวปะการังเลื่องชื่อของโลกของประเทศออสเตรเลีย ฟักไข่ออกมาเป็นตัวเมียมากถึง 99.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะประชากรยุบตัวหรือสูญพันธุ์ เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิบริเวณชายหาดสูงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับเต่าชนิดเดียวกันที่ฟักออกจากไข่ในบริเวณหาดอื่นๆ ทางตอนใต้ลงมาจากชายหาดดังกล่าว ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า พบว่ามีสัดส่วนของเพศเมียเพียง 65 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง รายงานวิจัยดังกล่าวให้ข้อมูลไว้ว่า เต่าไม่มีพันธุกรรมที่ใช้สำหรับจำแนกเพศเหมือนในกรณีของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยในกรณีของเต่าทะเลนั้น การจำแนกเพศขึ้นอยู่กับอุณหภูมิแวดล้อมขณะฟักไข่เป็นสำคัญ ทั้งนี้ อุณหภูมิต่ำที่เย็นกว่าจะทำให้ไข่ฟักเป็นเพศผู้มากกว่า ในขณะที่อุณหภูมิสูงซึ่งทำให้อบอุ่นกว่านั้นจะส่งผลให้ไข่ฟักเป็นเพศเมียมากกว่า ระดับอุณหภูมิเหมาะสมซึ่งจะทำให้ไข่เต่าฟักออกมาเป็นเพศผู้และ
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน ผลการวิจัยของฟรานซิสโก เอสตราดา และทีมจากสถาบันเพื่อการศึกษาสิ่งแวดล้อม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ไคลเมท เชนจ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เตือนว่า ภายในปี ค.ศ.2100 ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดในเรื่องโลกร้อน จะมีหลายเมืองทั่วโลกที่จะมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นถึง 8 องศาเซลเซียส อันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน และปรากฏการณ์เกาะความร้อน หรือเกาะความร้อนเมือง (ยูเอชไอ) ผลวิจัยระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้บริษัทและอุตสาหกรรมขาดแคลนบุคลากรในการทำงาน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นน้ำ ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรณีที่เลวร้ายที่สุดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 21 โดยผลการวิจัยยังศึกษาไปถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจหากอุณหภูมิสูงขึ้น โดยพบว่า เมืองที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงไปเฉลี่ย 1.4-1.7 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2050 และภายในปี 2100 จีดีพีจะลดลงไป 2.3-5.6 เปอร์เซ็นต์
