ไข้หวัดใหญ่
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้เฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-16 ตุลาคม 2560 พบผู้ป่วยแล้ว 152,594 ราย เสียชีวิต 36 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ 15-24 ปี คิดเป็นร้อยละ 12.53 รองลงมา 10-14 ปี ร้อยละ 10.63 และ 35-44 ปี ร้อยละ 10.27 ตามลำดับ ในช่วงที่ผ่านมา เชื้อที่พบส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด B และพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับแจ้งเหตุการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ 4 เหตุการณ์ ในจังหวัดสงขลา เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก เรือนจำจังหวัดพิจิตร และโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร” “คาดว่ามีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวและบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนัก อากาศชื้น ประกอบกับในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีประชาชนไปร่วมงานพระราชพิธีในทุกจังหวัด ทำให้มีคนมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร กรมควบคุมโรคจึงขอแนะนำประชาชนให้ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยใช้มาตรการปิด ล้าง เลี่ยง หยุด ได้แก่ ปิดปาก ปิดจมูกเมื่อมีอาการไอจามหรือใส่หน้ากากอนาม
ไข้หวัดธรรมดา ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสหลากหลายชนิด ติดต่อและแพร่กระจายได้ง่าย ทำให้คนเราป่วยเป็นหวัดได้ทุกปี ปีละหลายครั้ง อาการที่สำคัญของไข้หวัดธรรมดาคือ น้ำมูก เจ็บคอ เสียงแหบ ไอ อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยมักมีอาการโดยทั่วไปไม่มากนัก สามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อาการของผู้ป่วยมักทุเลาหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ภาวะหูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ และมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนอื่นๆ ส่วนไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ ในแต่ละปีมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จำนวนมากและผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเสียชีวิตได้โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคอ้วน หรือผู้ป่วยเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาการที่สำคัญของไข้หวัดใหญ่ คือ เด็กเล็กมักมีไข้สูงซึ่งทำให้เกิดอาการชักได้ เด็กโตและผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยมักมีน้ำมูกและไอร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ภาวะปอดบวม ซึ่งมักพบในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การรักษาผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดให
