ไม้ล้มลุก
ชื่อ ฟักค่าว หรือเขียนได้อีกแบบ ฟักข้าว ผลสีสด สวย น่ารับประทาน หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัด อาจไม่คุ้นชื่อ ฟักค่าว แต่อาจคุ้นกับชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น เช่น จังหวัดปัตตานี เรียก ขี้กาเครือ จังหวัดตาก เรียก ผักข้าว จังหวัดแพร่ เรียก มะข้าว หรือแม้แต่ประเทศเวียดนาม ยังมีภาษาท้องถิ่นใช้เรียก ฟักค่าว ว่า แก๊ก (Gac) สามารถพบพืชชนิดนี้ได้ ตั้งแต่ประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังคลาเทศ และฟิลิปปินส์ ฟักค่าว เป็นไม้ประเภทล้มลุก เป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะ แบบเดียวกับตำลึง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ หรือรูปไข่ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ความกว้างยาวเท่ากันประมาณ 6-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักค่าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักค่าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ โดยการนึ่งหรือลวกให้สุก เช่นเดียวกับผลอ่อนนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค หรือจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน ผลอ่อนของฟักค่าว มีทั้งวิตามินซ
ตำลึง เป็นพืชเถาที่คนนิยมนำมาปรุงอาหาร ลวก ต้ม นึ่ง จิ้มน้ำพริก ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุคุณค่าทางโภชนาการของใบตำลึงและยอดอ่อนตำลึงปริมาณ 100 กรัม ไว้ว่าให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี, น้ำ 90.7 กรัม, โปรตีน 3.3 กรัม, ไขมัน 0.4 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม, ใยอาหาร 1.0 กรัม, แคลเซียม 126 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม, เบต้าแคโรทีน 5,190 ไมโครกรัม, วิตามินเอ 865 ไมโครกรัม, ไทอามีน 0.17 มิลลิกรัม, ไรโบฟลาวิน 0.13 มิลลิกรัม, ไนอะซิน 1.2 มิลลิกรัม, วิตามินซี 34 มิลลิกรัม ลักษณะต้นตำลึง เป็นไม้ล้มลุกเช่นเดียวกับแตง น้ำเต้า ฟักข้าว ฟักแฟง ลำต้นเป็นเถาทอดเลื้อยไปตามดินและมีมือจับ (Tendril) คล้ายลวดสปริง เกาะปีนป่ายสิ่งที่อยู่ใกล้ เวลาถูกลมพัดจะแกว่งไกวไปมา ลำต้นอ่อนมีขนาดเล็กต้องอาศัยยึดเกาะไปอย่างนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้หลายปี จะมีเถาที่โตขนาดข้อมือคนเราก็มี ใบตำลึงรูปร่างคล้ายห้าเหลี่ยม มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีแฉกเว้าลึกมากเรียกว่า “ตำลึงตัวผู้” ส่วนใบที่ขอบใบไม่เว้าลึกเรียก “ตำลึงตัวเมีย” ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามบริเวณซอกใบ ดอกแยกเพศกันอยู่คนละต้น มี
เรื่องราวของพืชผักที่นิยมนำมาบริโภคกันเป็นประจำ และเห็นผลกับร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก บวกกับความเชื่อในคำบอกเล่าของผู้มีประสบการณ์ แม้กระทั่งคำสอนสั่งของคนเก่าก่อน หลายคนที่เชื่อและพิสูจน์สรรพคุณแล้ว เกิดความเชื่อฝังใจ บางคนกำลังศึกษา อยากรู้ อยากลอง เช่นพืชผักชนิดนี้ ที่ชื่อ “มะเขือแจ้” เป็นพืชที่น่าท้าทาย และมีค่าพอที่จะให้ทดสอบสรรพคุณได้ “มะเขือแจ้” พืชชนิดนี้คุ้นหูกับพี่น้องชาวไทย บ้างเรียก “มะเขือขื่น” บ้างเรียก “มะเขือเหลือง” และอีกหลายๆ ชื่อ เช่น มะเขือเพา มะเขือคำ มะเขือขันคำ เขือหิน บ่าเขือฮืน มะเขือหื่น เป็นต้น มะเขือแจ้ เป็นพืชในวงศ์ SOLANACEAE มีชื่อสามัญว่า Cock roach berry หรือ Dutch egg plant หรือ India night shade ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum xanthocarpum สันนิษฐานว่ามีถิ่นกำเนิดบริเวณเขตร้อนทวีปเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทย เป็นพืชที่ขึ้นได้กับดินทุกประเภท แต่ชอบดินร่วนซุย มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนมาก เป็นพืชพื้นถิ่นพื้นเมืองที่เชื่อว่ามีความแข็งแกร่ง อายุยืน ลูกดก สะดุดตา มองเห็นได้ชัดเจนยามเมื่อติดผลแก่ เหลืองอร่ามเต็มต้น พบในที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ป่าเ
จังหวัดพะเยาเป็นจังหวัดหนึ่งของภาคเหนือที่มีการปลูกงาในช่วงฤดูหนาวขาย เพราะผู้คนนิยมนำไปประกอบอาหารและประกอบการทำขนมต่างๆ กิน เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะหน้าหนาว ชาวบ้านจะทำการปลูกงามน เพื่อนำออกจำหน่ายกันทั้งหมู่บ้าน โดยที่ชาวบ้าน ทุ่งป่าข่า หมู่ที่ 6 ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ก็เป็นหมู่บ้านหนึ่ง ที่มีการปลูกงามน (ไม่ใช่งาดำหรืองาขาว) ซึ่งเป็นงาที่ใช้นำมาประกอบผสมทำเป็นขนมและนำมาตำคลุกข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกิน โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวนี้ เชื่อว่างามนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย งาขี้ม้อน ชื่อสามัญ Perilla ชื่อวิทยาศาสตร์ Perilla frutescens (L.) Britton (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ocimum frutescens L.) จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE) งาขี้ม้อน มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า งามน (แม่ฮ่องสอน), งาขี้ม้อน งาปุก (คนเมือง), แง (กาญจนบุรี), นอ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน, กะเหรี่ยงเชียงใหม่), น่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ง้า (ลัวะ), งาเจียง (ลาว), งาม้อน เป็นต้น ลักษณะของงาขี้ม้อน ต้นงาขี้ม้อน จัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ล้มลุก มีความสูงของต้นประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นตั้งตรง
“ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันดีในทุกภาค มีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยนิยมนำมาปรุงช่วยเพิ่มสีสันแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหาร มีตำรับอาหารและตำรับยามากมายเป็นทั้งยาภายนอกและยาภายใน สำหรับยาภายในใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น ส่วนยาภายนอก เชื่อว่าขมิ้นชันช่วยรักษาและสมานแผล ทำให้แผลไม่เป็นหนอง และขมิ้นชันยังเป็นสมุนไพรเครื่องสำอางได้ดีอีกด้วย “ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้กันมายาวนานของคนไทย กล่าวได้ว่าคนในตระกูลไตที่กระจายกันอยู่แถบเอเซีย ทั้งในรัฐอัสสัม พม่า ไทย จีน ลาว ต่างรู้จักในชื่อเดียวกันทั้งสิ้น “ขมิ้นชัน” ไม่ใช่ยารักษาโรคแต่ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรเครื่องเทศ ที่ใส่ในอาหารในชีวิตประจำวัน โดยนำมาปรุงแต่งและใช้ประกอบอาหารซึ่งพบมากทางภาคใต้ จะเห็นได้ว่าอาหารปักษ์ใต้มักมีสีออกเหลืองแทบทุกอย่าง สำหรับคนใต้ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศที่แทบจะขาดไม่ได้เลย เพราะนอกจากช่วยในการดับกลิ่นคาวได้ดีแล้ว ยังเป็นสมุนไพรปรุงรส และช่วยสมานแผลได้อีกด้วย คนใต้ส่วนใหญ่จะใช้เหง้าใต้ดินของขมิ้น (หัวขมิ้น) มาผสมในเครื่องแกงต่างๆ รวมทั้งใช้ปร
