PM 2.5
ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ที่ค่า AQI เคยพุ่งสูงทะลุหลักพันกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางสุขภาพที่ไม่อาจมองข้ามได้ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล แต่คือ “วิกฤตโครงสร้าง” ที่ต้องการทางออกผ่านกลไกทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ทว่าการจะแก้ไขให้เบ็ดเสร็จนั้น “เครื่องมือ” อย่าง ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด จะต้องถูกออกแบบมาอย่างประณีต รอบด้าน และไม่สร้างภาระใหม่ให้กับสังคม เข้าใจรากเหง้า: ฝุ่นไม่ได้มาจากที่เดียวต้องยอมรับความจริงก่อนว่า PM 2.5 มีที่มาที่ซับซ้อนและทับซ้อนกันถึง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เมื่อต้นเหตุมีหลายมิติ การมีกฎหมายเพียงฉบับเดียวแต่เขียนแบบกว้างๆ จึงไม่สามารถตอบโจทย์ได้ หากแต่ต้องเป็นกฎหมายที่ “เข้าใจบริบทไทย” และมองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่ปัญหาทั้งหมด ปรับจุดอ่อนกฎหมาย : ต้องชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อนจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ฉบับที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ยังมีหลายจุดที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้การบังคับใช้เกิดขึ้นได้จริง ข้อแรกคือการ “ลดความซ้ำซ้อน” ปัจจุบันเรามีก
จากสถานการณ์วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตัวจริงนวัตกรรมก่อสร้างครบวงจรสัญชาติไทยที่ใส่ใจคนและดูแลสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว จึงเดินหน้านำเสนอเทคโนโลยีก่อสร้างคุณภาพสูงที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐานระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด จระเข้ เผยการนำสุดยอดนวัตกรรม Dustless Technology มาใช้ในผลิตภัณฑ์กาวซีเมนต์ทั้ง 8 รุ่น ซึ่งถือเป็นแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่มีนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้ในผลิตภัณฑ์กาวซีเมนต์ โดย Dustless Technology สามารถลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นในการใช้งานได้มากถึง 80% นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการก่อสร้างในกลุ่มผลิตภัณฑ์กาวซีเมนต์จระเข้ ชี้ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยุคใหม่ไปไกลกว่าแค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและโลกที่ยั่งยืน หนึ่งในวิกฤตสำคัญของเมืองไทยในปัจจุบัน คือปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานโลก คนไทยในหลายจังหวัดต้องใช้ชีวิตอยู่กับมลพิษทางอากาศที่ส่งผล
ในช่วงฤดูหนาว ประเทศไทยมักเผชิญกับ มลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะค่าฝุ่น PM2.5 สูง เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดต่ำลง สภาพอากาศที่นิ่ง ถ่ายเทอากาศไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง หมอก และควัน ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันมักมีการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในระยะนี้ ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เพิ่มขึ้นสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยในวงกว้าง เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ง่าย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันในระยะยาว ทำให้ร่างกายมีความไวต่อการติดเชื้อและเกิดโรคได้ง่ายขึ้น หน่วยงานภาครัฐจึงเตือนให้ประชาชนใช้เครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยกรองฝุ่นในบ้าน รวมทั้งสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก เมื่อออกจากบ้าน สมุนไพรไทยช่วยดูแลสุขภาพ ลดผลกระทบ PM 2.5 ได้ ก่อนหน้านี้มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในพระอุปถัมภ์ฯ ได้ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อหาแนวทางการวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพรกับโรคเรื้อรังและการลดผลกระทบของ PM 2.5 ต่อสุขภาพ ตั้งแต่การ
“มลพิษทางอากาศ” โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่ประกอบด้วย ฝุ่นละออง เชื้อโรค หรือสารมลพิษอื่นๆ ซึ่งเป็นสารแขวนลอยในอากาศที่มีขนาดเล็กจนไม่สามารถถูกดักจับโดยขนจมูกได้ มีลักษณะเป็นของแข็งหรือของเหลวที่ฟุ้งกระจายในบรรยากาศ อนุภาคเหล่านี้สามารถมองเห็นได้ในลักษณะคล้ายหมอกหรือควัน โดยส่วนใหญ่ ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การเผาไหม้จากเครื่องยนต์ดีเซล โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้ในที่โล่งจากการเกษตร รวมถึงไอเสียจากรถยนต์ ฝุ่น ควันดำ และภัยธรรมชาติอย่างไฟป่าและภูเขาไฟระเบิด ผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 มีความรุนแรงต่อสุขภาพ เช่น การระคายเคืองต่อดวงตาและจมูก การเกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และความเหี่ยวย่นของผิวพรรณในระยะยาว นอกจากนี้ PM 2.5 ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจและกระจายไปยังอวัยวะภายใน ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหอบหืด ในประเทศไทยการประเมินคุณภาพอากาศใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปริมาณของ PM 2.5 กำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และ 10 ไม
สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ จับมือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเสวนา “ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 สร้างความเข้าใจ สู่การแก้ไขอย่างยั่งยืน” ระดมความคิดนักวิชาการ เพื่อให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง สะท้อนปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) สู่แนวทางและวิธีการแก้ปัญหาในอนาคตอย่างแม่นยําและยั่งยืน นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤตเรื่องปริมาณ hotspot และการเกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่หลายจังหวัดในภาคเหนือของประเทศ ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง ประกอบกับการรับรู้ของภาคสังคมยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการนําเสนอของสื่อโดยเฉพาะสื่อทางโซเชียล มีเดีย จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหลายประเด็น ทั้งเรื่องสาเหตุที่เกิด ปัจจัยการเกิด และแหล่งที่เกิด (ในป่า/นอกป่า) รวมถึงกรณีฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่องสะสมมายาวนาน แต่ยังขาดการนําเสนอข้อมูล ความรู้ที่แท้จริงของปัญหา รวมไปถึงการหาแนวทางการแก้ปัญหาที่จะสามารถแก้ไขได้ตรงประเด็น และแก้ไขได้อย่างย
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งของทุกปี พื้นที่ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือตอนบนมักจะประสบปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น และปริมาณค่า PM 2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้ผู้ป่วยเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจ มีความเสี่ยงกับอันตรายสูงขึ้น รายได้ที่พึงจะได้จากการท่องเที่ยวหดหายไป เนื่องจากทัศนียภาพที่ไม่สวยสดงดงาม ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเผาไหม้ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึงหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย มีนโยบายมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงได้มีทั้งมาตรการและแนวทาง ทั้งในเชิงกฎหมาย เชิงความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย รวมไปถึงในเชิงของการให้ประโยชน์ตอบแทนที่จะป้องกัน ไม่ให้ปัญหาหมอกควันทวีความรุนแรง หลายปีที่ผ่านมามีภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ตลอดจนเกษตรกรได้ร่วมใจขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้และปรากฏผลสำเร็จหลายๆ ตัวอย่าง และแม่แจ่มโมเดลคือ 1 ในผลสำเร็จของกิจกรรมดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร ทำหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ภายใต้กิจกร
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นปัญหากระทบต่อสุขภาพ มีสมุนไพรทางเลือกหลากหลายชนิดที่มีข้อมูลว่าช่วยต้านพิษจากฝุ่น PM 2.5 ได้ เช่น หญ้าดอกขาว รางจืด มะขามป้อม ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ในคอลัมน์นี้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งคือ ขมิ้นชัน จากการศึกษาพบว่า การรับประทานแกงที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบ มีผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพของปอด และเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง ขมิ้นชันจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ประชาชนได้ใช้ดูแลสุขภาพในช่วงวิกฤตของสถานการณ์มลพิษจากฝุ่นละออง การศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบกับการทำงานของปอดในผู้สูงอายุชาวเอเชีย ปัจจุบัน งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสารอาหารที่มีผลต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจในมนุษย์ยังมีไม่ชัดเจนนัก ในขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบที่ดี และมักถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารของชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นที่มาของแกงที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบกับการทำงานของปอดในผู้สูบบุหรี่ ผู้เคยสูบบุหรี่ และผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นผู้สูงอายุชาวจีน จำนวน 2,478 คน ที่มีอาย
กรมควบคุมมลพิษ ผนึกกำลังบุคลากรและเครื่องมือ สวทช. ใช้ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง หรือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) จากศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง หรือ ThaiSC พัฒนาการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เฉพาะทางด้านมลพิษทางอากาศ (WRF-chem) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้เร็วขึ้นถึง 15 เท่า ช่วยรองรับการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ล่วงหน้า 3 วัน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ. สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) และ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ หัวหน้าทีมวิจัยโครงสร้างพื้นฐานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง พร้อมด้วยผู้บริหารกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำโดย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วย นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบ
