Smart Farming
Smart farming ฟาร์มคนเมือง ไม่ง้อแดด ผลผลิตพรีเมี่ยม ด้วย‘ใจที่ไม่ยอมแพ้’ ในการต่อสู้และเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติ เป็นดีเอ็นเอที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในอดีตเรามองภาพธรรมชาติเป็นทั้งความสวยงาม ค้ำจุนชีวิต หรือแม้แต่บางครั้งก็เป็นการทดสอบวิวัฒนาการด้วยเช่นกัน โดยเหตุนี้สิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้จากอดีต ปัจจุบัน ในอนาคต คือสิ่งมีชีวิตที่มี ‘การวิวัฒน์’ มีการประเมินว่าในปี 2050 หรือราว 30 ปีข้างหน้า ประชากรทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 9.7 พันล้านคน ขณะที่ความจำเป็นพื้นฐานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การสื่อสารและการขนส่ง คือปัจจัยในการดำรงชีวิต ทำให้มองถึงความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตมนุษย์อาจต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘อาหาร’ ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต่างนำมาเป็นโจทย์ขับเคลื่อนธุรกิจ ขณะที่เทรนด์การบริโภคทั่วโลกก็เริ่มมีการปรับพฤติกรรมไปสู่กระแสที่เรียกว่า ‘Health Conscious’ หรือการตระหนักรู้ด้านสุขภาพมากขึ้น เป็นผลพวงที่ทำให้การเลือกรับประทานอาหารมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันก็
Smart Farming คือการทำเกษตรยุคใหม่ ที่เน้นใช้เทคโนโลยี องค์ความรู้ และการจัดการ วางแผนและควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างแม่นยำ หรือจะเรียกว่า Precision Farming หรือการทำการเกษตรที่มีความแม่นยำสูง เน้นการพัฒนาเกษตรกรรม 4 ด้าน คือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพมาตรฐานการผลิตและสินค้า การลดความเสี่ยงในภาคเกษตร ซึ่งเกิดจากการระบาดของศัตรูพืชและจากภัยธรรมชาติ และ การจัดการและส่งผ่านความรู้ และอาจจะต้องรวมไปถึงการเข้าใจสภาพตลาดและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่าประเด็นท้าทายใหม่ของวงการเกษตรและปศุสัตว์มาจากเรื่อง ‘โลกร้อน’ โดยในปี 2562 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (IPCC) ได้มีการเผยแพร่รายงานที่ศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ 107 คน ในการประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากที่ดินและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า ‘การบริโภคเนื้อสัตว์’ และ ‘ผลิตภัณฑ์จากสัตว์’ ในประเทศตะวันตกที่มีปริมาณสูงมาก เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ความหมายคือ กิจกรรมปศุสัตว์ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั่นเอง ทั้งระบุด้วยว่า การทำเกษตรของมนุษย์ปล่อยก๊าซมีเทน
