
วช. ขอเชิญส่งผลงานเข้ารับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ


ในสวนหรือพื้นที่เกษตรหลังจากการตัดแต่งกิ่งไม้ เก็บเกี่ยวผลผลิต หรือกำจัดวัชพืช มักมีเศษวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ใบไม้ แกลบ ซังข้าวโพด เปลือกผลไม้ หรือเศษพืชต่างๆ หลายพื้นที่เลือกกำจัดด้วยการเผาทิ้ง ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวัสดุเหล่านั้นแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดควันและมลพิษทางอากาศ อีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ในระดับครัวเรือนและฟาร์ม คือการนำเศษวัสดุเหล่านี้มาผ่านกระบวนการ “ไพโรไลซิส (Pyrolysis)” หรือการให้ความร้อนกับวัสดุชีวมวลในสภาวะที่มีออกซิเจนน้อย เพื่อเปลี่ยนวัสดุอินทรีย์ให้กลายเป็น ถ่านชีวภาพ หรือ Biochar ถ่านชีวภาพไม่ได้เป็นเพียง “ถ่าน” ที่นำมาเผาแล้วใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่เป็นวัสดุคาร์บอนที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในดิน ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในดิน และเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ได้ จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานเกษตรเพื่อช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ที่สำคัญ เกษตรกรสามารถเริ่มต้นจากวัสดุที่มีอยู่ในสวน ไม่จำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบใหม่ และสามารถทำในระดับเล็กเพื่อทดลองกับแปลงของตัวเองก่อนได้ Biochar หรือถ่านชีวภาพ คือวัสดุคาร์บอนที่ได้จา
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งให้สภาพอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือ “โลกเดือด” นั้นมีสาเหตุสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยได้นำเสนอ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular-เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green-เศรษฐกิจสีเขียว) บนเวทีการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APEC 2022) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตของประเทศ และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก โดยประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 และมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2050 รู้จัก “คาร์บอนเครดิต” “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) เป็นหนึ่งในมาตรการที่ไทยใช้เป็นเครื่องมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามโมเดล BCG โดยตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ในประเทศไทยตลาดคาร์บอนถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 สำหรับประเทศไทยดำเนินงานผ่านโครงการ ลดก๊าซเรือ
ปัญหา “ไมโครพลาสติก” (Microplastics) กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้สามารถปนเปื้อนในแหล่งน้ำดื่ม น้ำผิวดิน รวมถึงน้ำทะเล และมีแนวโน้มสะสมในร่างกายมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร ส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายในระยะยาว ในขณะที่กระบวนการบำบัดน้ำแบบดั้งเดิมยังคงต้องพึ่งพาสารเคมี เช่น อะลูมิเนียมซัลเฟต (Alum) หรือโพลิเมอร์สังเคราะห์เพื่อช่วยตกตะกอนสิ่งปนเปื้อน แต่วิธีการเหล่านี้อาจก่อให้เกิดสารตกค้าง และมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมตามมา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ “เมล็ดมะรุม” ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในเขตร้อน รวมถึงประเทศไทย ว่าสามารถนำมาใช้เป็นสารช่วยตกตะกอนตามธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดไมโครพลาสติกออกจากน้ำ ผลการศึกษาจากทีมนักวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเซาเปาโล (ICT-UNESP) ระบุว่า สารสกัดจากเมล็ดมะรุม (Moringa oleifera) มีศักยภาพในการกำจัดไมโครพลาสติกชนิดพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ออกจากน้ำดื่มได้มากกว่า 98% ซึ่งนับเป็นประสิทธิภาพที่เทียบเท่าหรืออ
หลายคนมีความฝันอยากเป็นนายตัวเอง ที่ไม่ต้องทำงานประจำไปจนถึงวัยเกษียณ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร มีเวลาอิสระ หนึ่งในนั้นเขาประสบความสำเร็จจาก ‘ธุรกิจการเกษตร’ ที่ เริ่มต้นจากศูนย์ โดยอดีตเขาเป็นหนุ่มวิศวะที่กลับมาพลิกโฉมพื้นที่ 2 ไร่ของตัวเอง ด้วยแนวคิด ‘ผู้ประกอบการในการทำเกษตร’ ที่จะสร้างรายได้จากพื้นที่ตรงนี้ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด คุณพันธ์-คำพันธ์ แก้วมา เจ้าของ สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม จุดเริ่มต้นมาจากอยากมีธุรกิจที่เป็นของตัวเอง คุณพันธ์มีความคิดแรกเริ่มว่า ตนเองมีที่ดินแต่เป็นต้นทุนพื้นฐาน แต่จะทำอย่างไงให้ก่อเกิดรายได้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่กลับไปพัฒนาที่ดินและผันตัวทำเกษตรตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีการจัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่หนึ่งเป็นบ่อกักเก็บน้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกข้าว 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ 30 เปอร์เซ็นต์ และที่อยู่อาศัย 10 เปอร์เซ็นต์ ใน 1 พื้นที่ จุดเริ่มต้นของ “สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม” คุณพันธ์ เล่าว่า “ผมมองตัวผมเป็นผู้ประกอบการ โดยเอาแนวคิดของผู้ประกอบการมาใช้ ผมไม่ได้เป็นเกษตรกรแต่อาชีพที่ทำอิงมาจากเกษตรกร โดยผมคิดเหมือนคนญี่ปุ่นเวลาที่ทำเกษตร ป
“สุริยะ“ แจงกระแสข่าวโครงการรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า 500 คัน วงเงินคันละ 16 ล้านบาท ไม่เป็นความจริง ชี้เป็นการนำงบประมาณหลายส่วนมาคำนวณคลาดเคลื่อน ยืนยันโครงการต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและคำนึงถึงประโยชน์เกษตรกรเป็นหลัก พร้อมเผยรถเกี่ยวข้าวมีอายุใช้งานเฉลี่ย 14 ปี หากพัฒนาเป็นระบบไฟฟ้าได้ จะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีมีกระแสข่าวเกี่ยวกับโครงการจัดหารถเกี่ยวข้าวระบบไฟฟ้า (EV) จำนวน 500 คัน ว่ามีการนำตัวเลขงบประมาณมาคำนวณจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่กล่าวว่า รถเกี่ยวข้าวไฟฟ้ามีราคาคันละ 16 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง นายสุริยะกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพิจารณาโครงการต่างๆ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ตัวเลขงบประมาณที่ปรากฏในข่าวบางส่วนเป็นการนำวงเงินจากหลายรายการมารวมคำนวณ จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับต้นทุนต่อคัน สำหรับข้อเสนอการจัดหารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า จำนวน 500 คันนั้น ยังต้องผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนและกลไกของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้อง
กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมวางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% ขณะที่จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอท็อปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์ พัฒนาการจังหวัดปทุมธานี ให้การต้อนรับ นายอามีร์ คาสรู มะห์มูด โชว์ดรูรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะผู้แทนจำนวน 20 คน ซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ การเดินทางเยือนประเทศไทยของคณะผู้แทนจากบังกลาเทศเกิดขึ้นในช่วงการเข้าร่วมประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี 2569 โดยจังหวัดปทุมธานีได้ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี ใช้พื้นที่บริเวณพิพิธภัณฑ์บัวเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต้อนรับ เพื่อแสดงศักยภาพและแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของจังหวัด บรรยากาศการศึกษาดูงานมีการนำเสนอวีดิทัศน์แนะ
กระแส “Global Taste” กำลังเปิดโลกของรสชาติให้ผู้บริโภคไทยได้ลองสินค้าและประสบการณ์ใหม่จากทั่วโลก ขณะเดียวกัน เทรนด์สุขภาพก็ทำให้การเลือกกินดื่มเปลี่ยนไป ผู้บริโภคจึงมองหาทั้งรสชาติ ความหลากหลาย และทางเลือกที่เข้ากับไลฟ์สไตล์มากขึ้น กลายเป็นโอกาสของแบรนด์ระดับโลกในการเข้าถึงตลาดไทยด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มากกว่าเดิม บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงจับมือกับ Kraft Heinz (Kraft Foods Group Exports LLC) บริษัทอาหารและเครื่องดื่มจากสหรัฐอเมริกา ลงนาม MOU เพื่อศึกษาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยเริ่มจากการนำ 4 แบรนด์ ได้แก่ Crystal Light, MiO, A.1. Steak Sauce และ Bull’s-Eye BBQ Sauce เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และศึกษาการขยายตลาดไปยังเขตเศรษฐกิจในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิกที่ CPFGS มีฐานธุรกิจอยู่ พิธีลงนามจัดขึ้น ณ C.P. Tower 2 โดยมี นายสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโส และรักษาการกรรมการผู้จัดการธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้
แม็คโครผู้นำธุรกิจค้าส่งภายใต้บริษัทซีพีแอ็กซ์ตร้าจำกัด (มหาชน) เดินหน้าประสานความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย หลังจากให้ความช่วยเหลือในระยะแรกผ่านการส่งมอบถุงยังชีพ โดยเริ่มนำร่องที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อร่วมกันวางแนวทางฟื้นฟูพื้นที่และสนับสนุนให้ชุมชนและผู้ประกอบการกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมเตรียมขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่งบริษัทซีพีแอ็กซ์ตร้าจำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงาน เข้าหารือร่วมกับ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด เพื่อร่วมกำหนดแนวทางฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำลดให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม และการสนับสนุนให้ผู้ป
อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาโรคระบาดเรื้อรัง ต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของตลาดส่งออก และล่าสุดคืออุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อฟาร์มเลี้ยงกุ้งในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น พื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตกุ้งสำคัญ คิดเป็นราว 20% ของพื้นที่เลี้ยงกุ้งทั้งหมดของประเทศ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก หลายฟาร์มไม่สามารถรับมือได้ทัน ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากอุทกภัยก่อนหน้า ส่วนภาคกลางยังคงเผชิญความเสี่ยงจากมวลน้ำที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ ทำให้ภาพรวมการผลิตกุ้งของประเทศเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจะพลิกฟื้นไปถึงเป้าหมายจึงดูเลือนราง น้ำท่วมเสียหายเฉียด 2 หมื่นล้าน ล่าสุด นายสมประสงค์ เนตรทิพย์ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย พร้อมพันธมิตร นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทยและคณะ แถลงข่าวประเมินความเสียหายเบื้องต้น จากน้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ไว้ที่ 16,500-22,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลก
