
วช. ขอเชิญส่งผลงานเข้ารับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ


ปัญหาปลาหมอคางดำ สร้างความปวดหัวให้แก่ชาวประมงอย่างมากเพราะเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ปรับตัวได้เก่ง สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำทุกประเภท สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น ในรายการ เปลี่ยนมุมคิด สถานีโทรทัศน์รัฐสภา วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.15 น.คุณธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ควร “หาคนผิด” เพราะมีหลายปัจจัยไม่รู้ว่ามาจากอะไร กรณีปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นรวมทั้งประเด็นความรับผิดชอบคงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการศาล ทุกวันนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอยู่แล้ว จำเป็นต้องจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่มองแค่ปัญหาปัญหาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเดินหน้าจัดการก็คือ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งควบคุมการแพร่ระบาด ลดประชากรปลา ผ่านโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” พร้อมเปลี่ยนมุมมอง หมอคางดำ จากวายร้ายเป็นทรัพยากร ที่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว และสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชน
ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง อุณหภูมิสูง ดินเสื่อม และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น การทำเกษตรจึงยากกว่าที่เคย โดยเฉพาะปัญหาราคาปุ๋ยและคุณภาพดินที่ถดถอยต่อเนื่อง จนเกษตรกรจำนวนมากต้องลงทุนเพิ่ม แต่ผลผลิตกลับไม่เพิ่มตาม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางรอดสำคัญของภาคเกษตรยุคใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงถ่านธรรมดา แต่คือคาร์บอนจากชีวมวลพืชที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ช่วยฟื้นฟูดินถึงระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ลดการสูญเสียธาตุอาหาร และช่วยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เติบโตได้มากขึ้น และสิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรสามารถผลิตไบโอชาร์ใช้เองได้จากเศษวัสดุในไร่นา ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ใบอ้อย กิ่งไม้ ซังข้าวโพด หรือเศษพืชจากสวนผลไม้ เพราะพืชทุกชนิดล้วนมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เมื่อนำมาเผาภายใต้สภาวะออกซิเจนจำกัด ก็จะได้ไบโอชาร์ที่สามารถนำกลับไปฟื้นดินในแปลงของตัวเองได้อีกครั้ง คุณประสาน สุขสุทธิ์ อดีตหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว และเจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว ได้ให้มุมมองในเรื่องของไบโอชาร์ไว้ว่า แม้ไบโอชาร์จะไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหาในทั
“ถั่วแระญี่ปุ่น” คือถั่วเหลืองฝักสด เป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่ม ผลเป็นฝัก มีลักษณะทรงแบน ยาวรี โค้งงอเล็กน้อย มีขนอ่อนๆ ฝักมีสีเขียว ฝักจะนูนขึ้น มีเมล็ดโตเรียงกันอยู่ข้างใน เมล็ดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป เมล็ดสีเขียว มีรสชาติหวานมันกว่าเมล็ดใหญ่กว่า นุ่มกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้มีปลูกกันมากในหลายประเทศทั่วโลก ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี มีประวัติการบริโภคถั่วเหลืองในระยะฝักไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานถั่วแระเป็นกับแกล้มเบียร์ หรืออาหารว่างเกือบทุกครัวเรือน จึงมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีฝักและเมล็ดใหญ่กว่าถั่วเหลืองธรรมดา 2 เท่า เมล็ดนุ่ม รสชาติหวานมัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับบริโภคฝักสดเพียงอย่างเดียว และมีความพยายามปลูกถั่วแระส่งตลาดตลอดทั้งปี ซึ่งความต้องการบริโภคถั่วแระญี่ปุ่น หรือถั่วเหลืองฝักสด (Vegetable Soybean) ของชาวญี่ปุ่น ประมาณปีละ 150,000 ตัน แต่สามารถผลิตภายในประเทศได้เพียง 100,000-110,000 ตัน จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นพืชโปรตีนสูง (ถั่วแระญี่ปุ่น มีโปรตีน 12.7% ถั่วฝักยาว มีโปรตีน 2.4%) รสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหา
หลายคนมีความฝันอยากเป็นนายตัวเอง ที่ไม่ต้องทำงานประจำไปจนถึงวัยเกษียณ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร มีเวลาอิสระ หนึ่งในนั้นเขาประสบความสำเร็จจาก ‘ธุรกิจการเกษตร’ ที่ เริ่มต้นจากศูนย์ โดยอดีตเขาเป็นหนุ่มวิศวะที่กลับมาพลิกโฉมพื้นที่ 2 ไร่ของตัวเอง ด้วยแนวคิด ‘ผู้ประกอบการในการทำเกษตร’ ที่จะสร้างรายได้จากพื้นที่ตรงนี้ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด คุณพันธ์-คำพันธ์ แก้วมา เจ้าของ สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม จุดเริ่มต้นมาจากอยากมีธุรกิจที่เป็นของตัวเอง คุณพันธ์มีความคิดแรกเริ่มว่า ตนเองมีที่ดินแต่เป็นต้นทุนพื้นฐาน แต่จะทำอย่างไงให้ก่อเกิดรายได้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่กลับไปพัฒนาที่ดินและผันตัวทำเกษตรตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีการจัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่หนึ่งเป็นบ่อกักเก็บน้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกข้าว 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ 30 เปอร์เซ็นต์ และที่อยู่อาศัย 10 เปอร์เซ็นต์ ใน 1 พื้นที่ จุดเริ่มต้นของ “สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม” คุณพันธ์ เล่าว่า “ผมมองตัวผมเป็นผู้ประกอบการ โดยเอาแนวคิดของผู้ประกอบการมาใช้ ผมไม่ได้เป็นเกษตรกรแต่อาชีพที่ทำอิงมาจากเกษตรกร โดยผมคิดเหมือนคนญี่ปุ่นเวลาที่ทำเกษตร ป
ตามที่รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบร่วมจ่าย(Co-pay) ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในอัตรา 60:40 โดยภาครัฐสมทบเงินช่วยค่าใช้จ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมสุงสุด 4,000 บาทตลอดโครงการ 4 เดือน โดยจะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป หลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น”เป๋าตัง”จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ในส่วนร้านค้าสหกรณ์หลายพื้นที่ได้มีการเตรียมความพร้อมสินค้าต่าง ๆ กันอย่างคึกคัก ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ปุ๋ยยา ตลอดจนอุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ เพื่อรับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้รณรงค์สนับสนุนให้ร้านค้าสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการด้วย โดยมอบหมายให้ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดต่าง ๆ ดูแลประสานกับสหกรณ์ในพื้นที่รับผิดชอบเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องตัวสินค้าและพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำร้านค้าอย่างเต็
ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะหันไปทางไหน ก็มีแต่คำแนะนำให้ “กินผักผลไม้ให้หลากหลาย” แต่รู้ไหมว่าการเลือกกินตาม “สี” ของผักและผลไม้ ก็มีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะแต่ละสีนั้นมีสารอาหารเฉพาะตัว ที่ช่วยดูแลร่างกายเราในแบบที่แตกต่างกันออกไป มาดูกันว่า ผักผลไม้ 5 สี มีอะไรบ้าง และแต่ละสีดียังไงกันบ้าง ผักผลไม้สีเขียว สารที่ให้ในผักคือ คลอโรฟิลล์ ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตา และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย แถมมีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย ผักผลไม้สีเขียว : กะหล่ำปลีสีเขียว บร็อกโคลี่ คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง อะโวกาโด แตงกวา ผักโขม ถั่วลันเตา แอปเปิ้ลสีเขียว องุ่นเขียว ผักผลไม้สีขาว สารอาหารในผักสีขาว จะเป็นกลุ่มสารฟลาโวนอยด์คือ แซนโทน สารที่มีอยู่ในผักผลไม้กลุ่มนี้เป็นที่น่าสนใจของนักวิจัย เพราะมีประโยชน์หลายด้าน ช่วยชะลอความเสียหายของเซลล์และอวัยวะในร่างกาย และช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ผักผลไม้สีขาว : ขิง ผักกาดขาว หัวไชเท้า ดอกกะหล่ำ เห็ด กระเทียม ลิ้นจี่ ลูกเดือย แห้ว ผักผลไม้สีแดง สารอาหารในผักสีแดง
ผู้เชี่ยวชาญ เผย 4 ความเชื่อเรื่องการกิน “ทุเรียน” ที่หลายคนอาจยังเข้าใจผิด พร้อมแนะนำวิธีการกินอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ทุเรียน เป็นผลไม้สุดโปรดของใครหลายคน แต่ก็แฝงไปด้วยอันตราย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีพลังงานสูง มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างมาก รวมถึงมีโพแทสเซียมสูง หากรับประทานมากเกินไปล่าสุด คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ ได้เผย 4 ความเชื่อเรื่องการกิน “ทุเรียน” ที่หลายคนเข้าใจผิด 1.ทุเรียนมีคอเลสเตอรอลสูงความจริงแล้ว ทุเรียนไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะคอเลสเตอรอลนั้นพบในอาหารจากสัตว์ ไม่ใช่ในพืช 2.ต้องกินมังคุดคู่กับทุเรียน เพื่อลดความร้อนปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามังคุดช่วยดลความร้อนจากทุเรียนได้ ดังนั้นกินได้ตามความชอบ ไม่จำเป็นต้องคู่กัน 3.กินทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์ ทำให้ตายได้แม้ไม่มีหลักฐานการเสียชีวิตชัดเจนจากการกินร่วมกัน แต่หากกินปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการคล้ายแพ้แอลกอฮอล์รุนแรง ซึ่งอาจเป็นอัตรายร้ายแรงในโรคหัวใจ จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินร่วมกัน 4.ทุเรียนช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าทุเรียนเป็นผลไม้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กินทุเรียน
พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ผนึกกำลังยื่นหนังสือร้องนายกฯอนุทิน ขอช่วยเจรจาด่วน ปลดล็อกปัญหามาเลฯสกัดนำเข้ากุ้งจากไทย มีผล 1 มิ.ย.2569 หวั่นสูญตลาดส่งออก 8,000 ตัน เกษตรกรผู้เลี้ยงเดือดร้อน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายเอกพจน์ ยอดพินิจนายกสมาคมกุ้งไทย และนายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เข้ายื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่วัดถ้ำเสือ จ กระบี่ เพื่อขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และชาวประมงชายฝั่งอย่างเร่งด่วน โดยการเร่งเจรจาแก้ไขปัญหา มาตรการระงับการนำเข้ากุ้งของประเทศมาเลเซีย นายเอกพจน์ เปิดเผยว่า หลังจากสมาคมกุ้งไทย และพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ได้รับทราบ ประกาศจากทางการประเทศมาเลเซีย เรื่องการยกระดับมาตรการควบคุมการนำเข้า สินค้าสัตว์น้ำจากประเทศไทย โดยเฉพาะการระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์เป็นการ ชั่วคราว ได้แก่ กุ้งกุลาดำ, กุ้งขาว, กุ้งแชบ๊วย กุ้งน้ำตาล และกุ้งฟ้า ซึ่งจะมีผลบังคับ ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ทางพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรเกษตรกร 19 องค์กร มีความกังวลอย่างยิ่งต่อมาตรการดังกล่าว เนื่องจาก
กรมพัฒนาที่ดิน ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินและการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร เร่งขับเคลื่อนเกษตรดิจิทัล พัฒนาบริการ e-Service ตรวจสอบดินเพื่อการเกษตร เต็มรูปแบบ อำนวยความสะดวกให้เกษตรกร “รู้ค่าวิเคราะห์ดิน” ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างสูงสุด ผ่านการให้บริการ 2 รูปแบบ ได้แก่ วิเคราะห์ดินโดยห้องปฏิบัติการ รู้ผลอย่างละเอียด ภายใน 30 วัน และวิเคราะห์ดินเบื้องต้นด้วยชุด LDD Test Kit รู้ผลทันที ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ระบุว่า ดินเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการเกษตร การรู้สุขภาพดินก่อนใส่ปุ๋ยจะช่วยลดต้นทุน ลดการใช้ปุ๋ยผิดสูตร ป้องกันดินเสื่อมโทรม และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจดินแบบรู้ผลเร็วช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจปรับปรุงดินได้ทันท่วงที ปัจจุบันเกษตรกรสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายผ่าน e-Service ตรวจสอบดินเพื่อการเกษตร ทั้งการยื่นคำขอออนไลน์ การส่งตัวอย่างทางไปรษณีย์ และรับผลวิเคราะห์ผ่านโทรศัพท์มือถือ พร้อม
