
วช. ขอเชิญส่งผลงานเข้ารับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ


ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 จากการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในภาคเหนือ กำลังถูกยกระดับจากมาตรการรณรงค์ “งดเผา” ไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้เกษตรกรเห็นผลตอบแทนเป็นรูปธรรม ผ่านการเปลี่ยนฟางข้าว ตอซัง และเศษวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นสินค้า พลังงานทดแทน และรายได้ใหม่ของชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. เดินหน้าโครงการ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ปักหมุดจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ขยายผล พร้อมทำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากภาคเอกชนแล้วกว่า 20 ล้านบาท ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี ขณะที่ ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยนฟางข้าวเป็นชีวมวลอัดเม็ด ลดพื้นที่เผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้สุทธิเกษตรกรสูงสุด 49% และเชื่อมต่อสู่ตลาดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด “ปิยะรัฐชย์” เปิดโครงการเชียงราย เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรเป็นรายได้ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวั
ต้นยางนา พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่มีคำว่า “ยาง” มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ เช่น อำเภอท่ายาง ท่าสองยาง ยางตลาด และยางชุมน้อย เป็นต้น และยางนา ไม้มีค่าคู่เมืองไทยมาช้านาน ความสำคัญแต่โบราณ ยาง หรือยางนา คือต้นยางที่ให้น้ำมันยางแก่คนไทยในรุ่นโบราณอย่างเป็นล่ำเป็นสัน รวมทั้งยังเป็นต้นไม้ที่คนไทยรุ่นเก่า ท่านได้นำมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยเป็นลำดับรองลงมาจากไม้สัก เป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตป่าดิบใกล้ๆ ลำห้วย ลำธาร ปัจจุบัน ปริมาณไม้ยางนาในประเทศลดลงมาก เนื่องจากการบุกรุกทำลายป่า เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่อุดมสมบูรณ์ใกล้ๆ แหล่งน้ำที่มีไม้ยางนาขึ้นอยู่ จะเป็นที่ต้องการเพื่อการเพาะปลูกมาก การเจาะโคนไม้ยางเพื่อเอาน้ำมันยาง โดยใช้ไฟสุมและเผา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำลายแหล่งพันธุกรรมไม้ยางนา จึงควรที่มีการอนุรักษ์และส่งเสริมการปลูกกันต่อไป ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 40-50 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา เรียบ สีเทาหรือเทาปนขาว โคนต้นมักเป็นพูสูงขึ้นมาเล็กน้อย ข
ปลาหมอคางดำ (Blackchin Tilapia) เป็นปลาต่างถิ่นที่เข้ามาในประเทศไทยและแพร่ระบาดในหลายจังหวัด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำท้องถิ่น กรมประมงรายงานว่า ณ ปี 2568 พบการแพร่ระบาดใน 17 จังหวัด และได้ดำเนินการกำจัดไปแล้วกว่า 7.2 ล้านกิโลกรัม ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด พ.ศ. 2567–2570 แม้จะเป็นปลาต่างถิ่น แต่เป็นปลาที่บริโภคได้ หลายฝ่ายมองถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูป มาพัฒนาและวิจัยเป็นนวัตกรรมในด้านต่างๆ คุณค่าทางโภชนาการ งานวิจัยและข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีพบว่า ก้างปลาหมอคางดำสามารถสกัดเป็นแคลเซียมบริสุทธิ์ ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยทางกระดูก เพราะมีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลาสุก 30 กรัมให้โปรตีนประมาณ 7 กรัม ทั้งยังมีไขมันต่ำ หากเทียบกับปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลานิล ปลาช่อน หากรับประทานในปริมาณเท่าๆ กัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลน้ำหนัก ส่วนก้างก็อุดมด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ปรุงเป็นอาหารหลากหลายเมนู ในช่วงที่ผ่านมาหลายชุมชน เช่น จ.สมุทรปราการ จ.เพชรบุรี มีการจัดกิจกรรม “ล
“ผมล้างหนี้ 10 ล้านได้ เพราะรายได้จากฟาร์มเห็ดนี่แหละ เห็ดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและทำเงินดีมาก” เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของ คุณศักดิ์ชัย พลชัย เจ้าของสวนเห็ดตระการ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เห็ด พืชเศรษฐกิจทำเงิน คุณศักดิ์ชัยเล่าให้ฟังว่า ผมเป็นคนนครปฐมทำไร่ทำนาเป็นหลัก ต่อมาหันมาทำฟาร์มเห็ด สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จึงนำผลกำไรจากธุรกิจฟาร์มเห็ดไปต่อยอดธุรกิจหลายอย่าง ลงทุนทำธุรกิจใหม่ด้วยความไม่ชำนาญ ทำให้ธุรกิจล้มเหลว มีภาระหนี้สินก้อนโตถึง 10 ล้านบาทในปี 2539 จึงตัดสินใจย้ายถิ่น มาทำมาหากินที่จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยเงินทุนติดกระเป๋า 500 บาทกับรถเก๋งเก่าๆ 1 คัน คุณศักดิ์ชัยใช้เงินทุนหลักร้อยทำธุรกิจซื้อมาขายไป สะสมผลกำไรไปเรื่อยๆ ช่วงปี 2541-2542 ตัดสินใจทำธุรกิจฟาร์มเห็ดอีกครั้งโดยใช้พื้นที่เล็กๆ ข้างบ้านเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม จำนวน 1,000 ก้อน ขายเห็ดในชุมชนรอบบ้านเป็นหลัก ต่อมาเพิ่มสินค้าตัวใหม่คือ เห็ดขอนขาว ฟาร์มแห่งนี้ขายเห็ดสดคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด กิจการก้าวหน้า มีรายได้หลักแสนในระยะเวลา 4-5 ปีต่อมา ทุกวันนี้ สวนเห็ดตระการดำเนินธุรกิจแ
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการด้านการบินระดับชาติ ครั้งที่ 6 (6th Aviation National Symposium) จัดโดยกองวิชาวิทยาการการบิน ภายใต้หัวข้อ “Interdisciplinary Approach to Aviation Academics and Work” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ งานวิจัย และนวัตกรรมระหว่างนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา บุคลากรในอุตสาหกรรม และผู้สนใจทุกภาคส่วน ตอกย้ำบทบาทของ สบพ. ในการผลิตบุคลากร ตลอดจนสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ณ สถาบันการบินพลเรือน กรุงเทพฯ ด้าน นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน กล่าวว่า งานวิชาการครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษา งานวิจัย และประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำไปสู่การต่อยอดที่ตอบโจทย์การทำงานจริง โดย สบพ. มุ่งส่งเสริมการบูรณาการความรู้จากหลากหลายสาขา เพื่อให้เกิดมุมมองที่รอบด้าน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมการ
ผู้เลี้ยงกุ้งไทย ค้านข้อเสนอให้ลดขั้นตอนตรวจสอบกุ้งนำเข้าจากต่างประเทศ หวั่นเพิ่มความเสี่ยงด้านโรคสัตว์น้ำและคุณภาพสินค้า กระทบผู้บริโภคและเปิดแรงกดดันต่อราคากุ้งไทย พร้อมเสนอให้การนำเข้าต้องมีมาตรการกำกับทั้งปริมาณ สัดส่วนการรับซื้อกุ้งในประเทศ และราคา สร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย กล่าวว่า เกษตรกรเข้าใจความจำเป็นของผู้ประกอบการแปรรูปและห้องเย็นที่ต้องการนำเข้ากุ้งเพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอและรักษาฐานตลาดส่งออก แต่ไม่เห็นด้วยกับการลดขั้นตอนตรวจสอบ หากยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการป้องกันโรคกุ้งทั้งโรคเดิมและโรคอุบัติใหม่ “การนำเข้าต้องไม่มองเฉพาะเรื่องความรวดเร็ว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทางชีวภาพของอุตสาหกรรม หากเกิดโรคระบาดขึ้นอีก ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเกษตรกร แต่กระทบทั้งระบบ และอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อกุ้งไทยในตลาดต่างประเทศ” นายอภิชิตกล่าว ขณะเดียวกัน การนำเข้ายังต้องพิจารณาผลกระทบต่อราคา เพราะปัจจุบันกุ้งจากเอกวาดอร์มีราคาต่ำกว่ากุ้งไทยประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม หากนำเข้าโดยไม่มีระบบบริหารจัดกา
“ศึกษาธิการ–เกษตรฯ” ผนึกกำลังแก้หนี้ครู เดินหน้าหามาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ทั้งการลดภาระหนี้ ป้องกันการก่อหนี้ซ้ำ และจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ โดยตั้งคณะทำงานร่วม 2 กระทรวง และเตรียมสรุปแนวทางภายใน 30 วัน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารของทั้ง 2 กระทรวง ร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัญหาหนี้สินครูเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันออกมาตรการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง สมาชิกกว่า 862,539 ราย และมีทุนดำเนินงานกว่า 1.23 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูช่วยลดภาระหนี้ของสมาชิก
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อทั้งความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2566/2567 ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวอันดับ 6 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของผลผลิตข้าวทั่วโลก และเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 3 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 11.8%* อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการผลิตข้าวในแต่ละฤดูกาล เกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อยู่ในทุกแปลงนาและส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพการผลิต นั่นคือ “วัชพืช” วัชพืชอาจดูเหมือนเป็นเพียงพืชที่ขึ้นแทรกอยู่ในแปลงนา แต่แท้จริงแล้วคือ “คู่แข่งของต้นข้าว” ที่แย่งน้ำ ธาตุอาหาร และแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการสร้างศักยภาพผลผลิต หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม วัชพืชสามารถแข่งขันกับต้นข้าว ส่งผลให้ต้นข้าวเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ และกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในท้ายที่สุด วัชพืชไม่ได้กินแค่ “ธาตุอาหารของข้าว” แต่กินต้นทุนของชาวนา ปัญหาวัชพืชจึงไม่ได้จบอยู่เพียงในแปลงนา เพราะการควบคุมวัชพืชต้องอาศัยทั้งแรงงาน เวลา และปัจจัยการผลิต ขณะที่เกษตรกรในปัจจุบันยังต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และ
ผลผลิตสัตว์น้ำโตไม่หยุด ปลานิลครองแชมป์ โตปีละ 3.18% ผลพวงจากการปรับปรุงพันธุ์ เลี้ยงในระบบปิด ควบคุมคุณภาพ แต่รอบนี้ปลากะพงขาวมาแรง ทะลุ 60,000 ตันต่อปี หลังใช้เทคโนโลยีเพาะลูกปลาให้แข็งแรง อยู่รอดในทุกแหล่งน้ำ หากมองย้อนกลับไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2567-2569) จนถึงปัจจุบัน ภาพรวมของภาคการผลิตสัตว์น้ำของไทยมีการเติบโตที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดและน้ำกร่อยสายพันธุ์เศรษฐกิจ ที่มีตัวเลขผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา สัตว์น้ำเศรษฐกิจหลักของไทยมีอัตราการเติบโต ดังนี้ ปลานิล: แชมป์อันดับ 1 สัตว์น้ำจืดไทย ผลผลิตแตะ 2.7 แสนตัน ยังครองตำแหน่งสัตว์น้ำจืดที่มีการเพาะเลี้ยงมากที่สุดในประเทศ โดยผลผลิตไต่ระดับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.18 ต่อปี ปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิลกว่า 330,000 ฟาร์ม และสร้างผลผลิตรวมพุ่งสูงถึงประมาณ 270,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในระบบสูงกว่า 13,600 ล้านบาท โดยผลผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ถูกส่งไปตอบสนองการบริโภคที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลผล
บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย ประกาศทิศทางธุรกิจ เดินหน้าสู่บทบาท โซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution Provider) ในงาน “Chia Tai Moving Forward 2026: Together, We Empower Thai Farmers Through Solutions” ณ เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อยอดความแข็งแกร่งด้านปัจจัยการผลิต ผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี บริการ และความเชี่ยวชาญ สู่แผนจัดการการเพาะปลูกที่ตอบโจทย์เกษตรกรแต่ละพื้นที่ พร้อมผนึกกำลังภาครัฐ ร้านค้าพันธมิตร และภาคธุรกิจ ร่วมยกระดับเกษตรกรไทยสู่มืออาชีพ เผยผลการดำเนินงานในแปลงข้าวเพิ่มผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยประมาณ 22% พร้อมนำบทเรียนมาต่อยอดสู่พืชและพื้นที่อื่น นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 105 ปี เจียไต๋เติบโตเคียงข้างภาคการเกษตรไทย ด้วยจุดแข็งด้านการพัฒนาและเสาะหาสินค้าและปัจจัยการผลิตคุณภาพ รวมถึงการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและพันธมิตรในพื้นที่ วันนี้เกษตรกรต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน ความผันผวนของสภาพอากาศ และความคาดหวังด้านคุณภาพแล
