นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคเกษตรส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับการวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดแผนย่อยเพื่อสนับสนุนเกษตรปลอดภัยด้วยเป้าหมายปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพิ่มความสามารถการแข่งขันในระดับตลาดโลก โดยตั้งเป้าการเติบโตของมูลค่าสินค้าเกษตรปลอดภัยที่อัตราร้อยละ 3 ระหว่างปี 2566-2570 ส่งผลให้การผลิตสินค้าเกษตรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่มาตรฐานที่ปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) จึงเป็นเส้นทางสำคัญในการยกระดับการผลิต “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศให้มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

สศท.4 ในฐานะหน่วยงานจัดทำข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรในระดับพื้นที่ ได้สำรวจข้อมูลการผลิตข้าวปลอดภัยในปีเพาะปลูก 2566/67 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาผลการดำเนินงานด้านเกษตรปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนส่งเสริมและพัฒนากระบวนการผลิตข้าวปลอดภัยในภูมิภาคนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจากตัวอย่างการสำรวจ พบว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ นับเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวปลอดภัย (GAP) โดยเกษตรกรในจังหวัดมีแนวโน้มการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 9.40 เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนตามคำแนะนำในการผลิตข้าว GAP และหันมาใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตข้าว GAP ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกและเริ่มสนใจที่จะปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกเป็นข้าวอินทรีย์ในระยะต่อไป โดยเกษตรกรจะผลิตข้าวนาปี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กข6 และหอมมะลิ105 มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 2,684 ไร่ เพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ผลผลิตรวม 1,170 ตันต่อปี ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 451 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เกษตรกรได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5,519 บาทต่อไร่ต่อปี คิดเป็นรายได้เฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 652 บาทต่อไร่ต่อปี

ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้ (ราคาเฉลี่ย ปี 2567) ข้าวเปลือกพันธุ์ กข6 ความชื้น 15% เฉลี่ยอยู่ที่ 13,327.09 บาทต่อตัน หรือ 13.32 บาทต่อกิโลกรัม และ พันธุ์หอมมะลิ105 ความชื้น 15% เฉลี่ยอยู่ที่ 14,202.33 บาทต่อตัน หรือ 14.20 บาทต่อกิโลกรัม ภาพรวมสถานการณ์ตลาดข้าวปลอดภัย (GAP) ของจังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 45 เกษตรกรจำหน่ายให้กับโรงสีในพื้นที่ รองลงมา ร้อยละ 35 จำหน่ายให้กับสหกรณ์หรือพ่อค้า และร้อยละ 20 ขายให้กับกลุ่มเพื่อแปรรูปเป็นข้าวสาร

“อย่างไรก็ตาม แม้เกษตรกรจะมีแนวโน้มการผลิตที่ดีขึ้นและผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทายในหลายๆ ปัจจัย เพื่อให้การพัฒนาระบบการผลิตข้าว GAP เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควรศึกษาลักษณะและสภาพการตลาดในแต่ละจังหวัดอย่างละเอียด เพื่อกำหนดทิศทางการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการ รวมถึงการขยายตลาดและสร้างความแตกต่างสำหรับสินค้าข้าว GAP ให้เด่นชัดกว่าข้าวทั่วไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตข้าว GAP อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เกษตรกร และเพื่อความยั่งยืนของการผลิตข้าว GAP ควรประเมินศักยภาพและความต้องการของกลุ่มเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาให้กลุ่มมีความเข้มแข็งเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง พร้อมทั้งศึกษาบทเรียนจากกลุ่มผู้ผลิตข้าว GAP ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อพัฒนากลุ่มเกษตรกรต้นแบบในอนาคต หากสนใจอยากรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สศท.4 โทร. 043-261-513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th” ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวทิ้งท้าย








