“ผู้ผลิตอาหารสัตว์เวียดนาม” รุกเปิดนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ 1 ล้านตัน ชิงสร้างความได้เปรียบราคาถูกต้นทุนต่ำ – วัดค่าคาร์บอนได้ ทุบซ้ำไทยฝ่าความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งขาดวัตถุดิบ – มาตรฐาน GAP ไม่บังคับเต็มร้อย เรียกร้องภาครัฐหนุนแผน Green feed อย่างจริงจัง
น.สพ.ปรีชา เอกธรรมสุทธิ์ กรรมการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศเวียดนามเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์เวียดนามมีความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งด้านมาตรฐาน การลดการปล่อยคาร์บอน และด้านราคาที่ต่ำกว่าประมาณกิโลกรัมละ 1-1.50 บาท

“ข้าวโพดของเวียดนามมีทั้งมาตรฐานการผลิต และมีการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร ซึ่งรวมถึงการประเมินการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตพืชสำคัญบางชนิด โดยเวียดนามยังมีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดรายใหญ่ของโลกและมีฐานข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรค่อนข้างชัดเจน จึงอาจช่วยเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เวียดนามในประเด็นการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานได้”
ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีกระแสคัดค้านในประเทศ และภาคการผลิตภายในประเทศเองยังอยู่ระหว่างการพัฒนามาตรฐานและการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มีความครอบคลุมและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวในเวทีสัมมนา Victam Asia 2026 ว่า ล่าสุดเวียดนามจะมีการสั่งนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จึงได้มีการยกประเด็นเปรียบเทียบระหว่างมาตรฐานการผลิตข้าวโพดของสหรัฐอเมริกาและไทย โดยระบุว่าในขณะที่สหรัฐฯ มีมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดและหลากหลาย แต่ในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานที่เป็นสากลและบังคับใช้อย่างจริงจัง
“ที่ผ่านมาแม้ไทยจะมีมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agriculture Practices : GAP) สำหรับพืชหลายชนิดรวมถึงข้าวโพด แต่ปัญหาสำคัญคือเกษตรกรและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่นำไปปฏิบัติ เนื่องจากกฎระเบียบเหล่านั้นยังเป็นเพียงระบบสมัครใจ หากประเทศไทยยังไม่เริ่มพัฒนามาตรฐานของตนเองตั้งแต่วันนี้ ไม่แก้ไข หรือหากตัวเลขเหล่านี้สูงเกินไป สินค้าจากไทยจะประสบปัญหาในด้านความสามารถการแข่งขันส่งออกอย่างแน่นอน”

นอกเหนือจากเรื่องคาร์บอนแล้ว เทรนด์ความยั่งยืนระดับโลกกำลังก้าวไปสู่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งจะเป็นมาตรวัดใหม่ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์กำลังเร่งเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ โดยเตรียมพัฒนาวิธีการวัด “ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Loss) จากการปลูกพืชวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพด ข้าว มันสำปะหลัง คาดว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้า เรื่องนี้จะกลายเป็นหัวข้อหลักในการเจรจาทางการค้าและความยั่งยืนที่ทุกบริษัทต้องเผชิญ
ขณะเดียวกัน สมาคมพร้อมสนับสนุนภาครัฐในการดำเนินการตาม แผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Feed) อย่างจริงจัง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรประมาณ 4.1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตลอดจนมุ่งสู่การบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

