วันที่ 27 เมษายน 2569 ในงาน NAC 2026 (NSTDA Annual Conference 2026) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” โดยเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และแรงกดดันด้านมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญช่องว่างระหว่างความจำเป็นกับการลงมือทำ ในประเด็น Green Economy แม้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องเดินหน้า แต่ในทางปฏิบัติยังติดข้อจำกัดด้านรายได้และต้นทุน จนเกิดมุมมองว่า “ยังไม่พร้อมจะกรีน” ซึ่งสะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข
ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายว่า หากสามารถผลักดัน Green Transformation ในระดับนโยบายได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยต้องเชื่อมแนวคิด “กรีน” เข้ากับเศรษฐกิจฐานราก ให้ชัดขึ้น โดยเฉพาะ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การยกระดับผู้ประกอบการรายเล็ก และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศ
ในภาพใหญ่ Green Economy เป็น Subset ของ Wellness Economy ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อาหาร (Food Systems) สุขภาพ (Healthcare) เครื่องมือแพทย์ (Medical Devices) บริการทางการแพทย์ (Medical Services) ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอากาศ (Environmental Quality) พร้อมย้ำว่า Wellness จะไม่เกิดขึ้นจริง หากไม่มี Green Transformation เป็นฐาน

และอีกประเด็นสำคัญคือมาตรการด้านคาร์บอนอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งจะเข้ามากระทบ Value Chain ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไปจนถึง Logistics และมาตรฐาน ESG (Environmental, Social, Governance) โดยมองว่าแม้เป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นหน้าต่างของโอกาส สำหรับเราได้เช่นกัน
ในเชิงกลไก การขับเคลื่อนจำเป็นต้องสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อ Startup, Entrepreneur และนักวิจัย ให้เข้าถึงทุน เทคโนโลยี และโอกาส ได้อย่างทั่วถึง พร้อมย้ำว่าประเด็น Net Zero ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น System Integrator

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำความสำคัญของ Science Communication เพื่อเชื่อม Demand และสร้าง Passion ร่วมกันในสังคม ควบคู่กับการมี Accelerator เพื่อผลักดันนวัตกรรมให้สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ในมิติการพัฒนาเชิงนโยบาย จำเป็นต้องเร่งกระบวนการ Research to Market Translation โดยตั้งเป้าหมายชัดเจน เช่น ภายในปี 2030 พร้อมปรับระบบกำลังคน และกำหนด Priority Research ที่ตอบโจทย์เร่งด่วน โดยไม่ปิดกั้นการเติบโตของ Basic Science
ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง Business Matching และ IP Licensing ซึ่งยังจำกัดในเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคเข้าถึงโอกาสได้ยาก จึงควรมีมาตรการสนับสนุนในส่วนนี้ เพื่อเปิดทางให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นธรรม

ในมิติยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักที่ต้องได้รับการต่อยอด โดยเฉพาะใน 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ผ่านแนวทางต่างๆ เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Manufacturing) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Carbon Emissions) อย่างยั่งยืน
อีกทั้งเสนอให้ยกระดับเป้าหมาย Net Zero เป็น “National Security” เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) สุขภาพประชาชน และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk) โดยเตือนว่า หากไม่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนสู่ศูนย์ได้ จะเกิดผลกระทบในระยะยาว
ในช่วงท้าย มีข้อเสนอเชิงเป้าหมาย เช่น การเพิ่มสัดส่วน GDP จาก Green Economy การลดความเสี่ยงในเรื่องคาร์บอนลง 30 เปอร์เซ็นต์ และการสร้าง Deep Tech Innovation มากกว่า 5,000 รายการ ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
