MOST POPULAR
ทุเรียนป่าละอู เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองและชะนีที่ปลูกในพื้นที่ป่าละอู ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองว่าพืชนั้นปลูกในพื้นที่เฉพาะ มีดิน น้ำ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะเนื้อทุเรียนมีรสชาติ มันมากกว่าหวาน เนื้อเนียนละเอียด นุ่มลิ้น และมีกลิ่นไม่รุนแรง เนื้อหนา แห้ง ไม่แฉะ น้ำหนักประมาณ 1.5 – 5 กิโลกรัมต่อลูก ทรงผลรี ฐานแหลม หนามคม และร่องพูชัดเจน โดยจะมีผลผลิต ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคมของทุกปี หลังติดทะเบียนสินค้าจีไอ ทุเรียนป่าละอู กลายเป็นสินค้าขายดีเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมา “ทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพาน” ของสวนมีตังค์ ในพื้นที่อำเภอบางสะพาน ได้รับการจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อเดือนธันวาคม 2561 คุณวันชัย นิลวงศ์ ซึ่งรับตำแหน่งเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในขณะนั้น ได้เชิญชวนสื่อมวลชน เยี่ยมชมสวนมีตังค์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทุเรียนทองบางสะพาน ในช่วงเดือนพฤษาคม
“เครื่องบดปุ๋ยหมักและดินปลูก” นวัตกรรม เลิกเผา ลดควัน ลดต้นทุน ใช้ง่าย ตอบโจทย์เกษตรกร “ใบไม้ในชุมชนนั้นเยอะมาก ก็คิดว่าจะทำใบไม้พวกนี้ให้เป็นปุ๋ยหมักอย่างไร เพราะการใช้ปุ๋ยหมักนั้นใช้เวลานาน ผมก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้การทำปุ๋ยหมักนั้นใช้เวลาน้อยที่สุด” คุณสุรเดช ภูมิชัย เกษตรกรและผู้คิดค้นนวัตกรรม “เครื่องบดปุ๋ยหมักและดินปลูก” ในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน โดยนวัตกรรมตัวดังกล่าวคิดค้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการลดการเผาใบลำไยและใบมะม่วงของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม โดยให้เกษตรกรเอาใบไม้ที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งมาแลกปุ๋ยหมักที่มีการบดใบลำไย ใบมะม่วงผสมกับมูลสัตว์ ที่ใช้เป็นส่วนผสมในปุ๋ยหมัก กลับไปใช้ในไร่สวนของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในการซื้อปุ๋ยหมักตามปกติ นับว่าเป็นนวัตกรรมเครื่องเล็กๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบได้ดีและขยายในวงกว้างได้ แนวคิดในการพัฒนา”Advertiser” เกษตรกรชาวสวนลำไยและสวนมะม่วงต้องตัดแต่งกิ่งเป็นประจำทุกวัน จึงรวบรวมใบลำไยและใบมะม่วงเพื่อมาผลิตเป็นปุ๋ยหมักและดินพร้อมปลูก โดยการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชน
ขิง มีสรรพคุณทางยามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น ในทางยานิยมใช้ขิงแก่ เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและจะมีใยอาหารมาก ขิงรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน รักษาไข้หวัด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ โดยนำขิงสดมาคั้นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย ผสมน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้งแก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง ฯลฯ (โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์) ขิงไม่ชอบสภาพน้ำท่วมขัง คุณสมชาติ แสนยากุล ที่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 10 ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ คุณสมชาติปลูกขิงมานานแล้วควบคู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวที่กรุงเทพฯ “ ผมปลูกขิงเอาไว้บนเชิงเขาเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดน้ำขังเพราะขิงไม่ชอบสภาพน้ำท่วมขังทำให้เน่าเสียง่าย การผลิตขิงต้องมีความพิถีพิถันในการปลูกและการดูแลจึงทำให้ได้ผลผลิตขิงที่มีราคาดี” คุณสมชาติ เริ่มต้นเล่าให้ฟัง การปลูกขิงในพื้นที่เข็กน้อย เกษตรกรมักจะเลือกปลูกขิงพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ที่สามารถหาได้ทั่วไปในพื้นที่ ส่วนวิธีการปลูกขิงเนื่องจากขิงมีโรคระบาดค่อนข้างมาก เกษตรกรในพื้นที่จึงต้องสลับพื้นท
นายทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ อายุ 52 ปี หมู่ที่ 2 บ้านดงชะพลู ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่ง เป็น เจ้าของสวนคุณลี ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้นำเอาเมล็ดพันธุ์ฟักยักษ์สายพันธุ์ไต้หวัน มาจากประเทศไต้หวัน มาทำการทดสอบและทดลองเพาะปลูกในพื้นที่สวนของตนเอง ซึ่งเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยทำการเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำไว้จำนวน 15 วันจากนั้นนำต้นฟักมาปลูกลงแปลงดิน พร้อมกับทำค้างด้วยไม้ไผ่เพื่อให้เถาฟักเลื้อยไปตามค้างไม้ไผ่ จากนั้นคอยหมั่นดูแลใส่ปุ๋ย พรวนดิน ลดน้ำวันละ 1ครั้งซึ่งฟักดังกล่าวจะใช้น้ำน้อย และฟักจะเริ่มทยอยออกดอก โดยจะเลือกดอกที่สมบูรณ์ไว้และดอกที่ไม่สมบูรณ์ก็จะเด็ดทิ้ง ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ปลูกลงดินถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะใช้ระยะเวลาเพียง 60 วันเท่านั้น ก็จะเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ นาย ทวีศักดิ์ กล่าวอีกว่า โดยฟักดังกล่าวจะมีลูกใหญ่จึงเรียกว่าฟักยักษ์ โดยจะมีลูกที่ใหญ่มาก มีความยาวมากถึง 110 เซนติเมตร รอบวงลูก 80 เซนติเมตร และมีน้ำหนักถึง 45-50 กิโลกรัม เมื่อลูกใหญ่จะต้องใช้ปอฟางมัดลูกไว้กับค้าง เพื่อไม่ให้ลูกดึงน้ำจากเถาฟักมากไป ซึ่งถือว่าฟักยักษ์ปลูกได้ในพื้นที่พิจิตรเป็นแห่งแรกของประเ
