Featured
ว่ากันว่า ปีนี้ ปีหน้า และปีต่อๆ ไป จะไม่ใช่ปีของการทำธุรกิจแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งเหตุปัจจัยนั้น มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ผู้บริโภคมีความตระหนักมากขึ้น ส่วน “โลก” ก็ยังส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือปัจจัย “ชี้เป็น ชี้ตาย” ธุรกิจไหนจะอยู่รอด และธุรกิจไหนจะเติบโต สิ่งน่าสนใจในเรื่องนี้อีกประการหนึ่ง คือ “ธุรกิจยั่งยืน” จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงานสะอาด หรือเทคโนโลยีสีเขียวเท่านั้น แต่กำลังแทรกซึมอยู่ในโรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการไลฟ์สไตล์ใกล้ตัว ซึ่งกำลังกลายเป็น “ธุรกิจดาวรุ่ง” ในสายตานักลงทุนและผู้บริโภครุ่นใหม่ ดังเห็นได้จาก ผู้บริโภคยุคใหม่ จะไม่ถามแค่ว่า “ถูกหรือแพง” แต่พวกเขาจะถามลึกไปถึงว่า ธุรกิจนี้ใช้ทรัพยากรอย่างไร ดูแลคนทำงานแบบไหน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแค่ไหน และนี่คือ “โจทย์ใหม่” ที่ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้ ตัวอย่างแรกที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัด ได้แก่ ศิวาเทล โรงแรมใจกลางกรุง ที่พิสูจน์แล้วว่า ความหรูหรากับความยั่งยืน สามารถเดินไปด้วยกันได้จริง นับตั้งแต่ การออกแบบอาคาร การจัดการพลังงาน ไปจนถึงแนวคิดการดูแล
ต้องยอมรับว่า ปี 2025 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่หนักหนาไม่น้อย สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย หลังต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กำลังซื้อเปราะบาง ปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก อย่าง น้ำท่วม รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ที่ส่งผลต่อการค้าและความเชื่อมั่นโดยตรง ในมิติของเศรษฐกิจ ภาวะต้นทุนสูงยังเป็นโจทย์ใหญ่ วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ และดอกเบี้ย ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กมี “พื้นที่หายใจ” แคบลง ขณะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้ยอดขายไม่เติบโตตามที่คาดหวัง หลายธุรกิจต้องแบกรับภาระสต๊อกและกระแสเงินสดที่ตึงตัว ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ กลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่เอสเอ็มอีหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร้านค้า โรงงานขนาดเล็ก และธุรกิจชุมชนต้องหยุดกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้ ซ่อมแซมสถานที่ และรับภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่มีเงินสำรองหรือประกันความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยตรง เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยที่พึ่งพานักท่องเที่ยวหรือการค้าข้ามแดน ต้องเผชิญกับปัญหายอดขายหดตัวอาจถึงขั้นหดหายแบบห
ย่านทองหล่อ-เอกมัย เป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยร้านแฮงเอาต์หลากหลายสไตล์ ตั้งแต่ร้านนั่งชิล บาร์รูปท็อป คลับที่เน้นแสงสีเสียง หรือร้านอิซากายะสไตล์ญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิต ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เพราะสามารถเลือกร้านนั่งเมาท์มอย หรือปาร์ตี้หนักๆ หนึ่งในร้านที่ฮอตฮิตในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น “อีหล่า อีสานกายะ” ร้านอาหารอีสานที่มาในคอนเซ็ปต์อิซากายะ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านกินดื่ม แต่กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ประจำของคนเมือง เหมาะสำหรับนั่งสังสรรค์หลังเลิกงาน อาหารมีรสชาติจัดจ้าน มาในบรรยากาศสบายๆ เปิดเพลงคลอเบาๆ ราคาเริ่มต้น 69 บาท ทำให้มีลูกค้าแวะมาแบบไม่ขาดสาย ในคอลัมน์ Entreprenuer วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ คุณตาล-ธนวัฒน์ แสงอำไพ ผู้ก่อตั้งร้าน “อีหล่า อีสานกายะ” ที่พลิกบทบาทจากอาชีพทนายมาเป็นเจ้าของธุรกิจอาหาร โดยปัจจุบันเปิดมา 4 ปี ขยายไปกว่า 4 สาขา ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ 100 ล้านบาท จุดเริ่มต้น “อีหล่า อีสานกายะ” คุณตาลทำงานเป็นทนายอยู่ประมาณ 5 ปี แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนชอบสังสรรค์ ทำให้การดื่ม ในช่วงกลางคืนแล้วไปทำงานตอนเช้า อาจทำให้เขาทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงมองหาส
ไม่กี่ปีมานี้ เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกับเมนูเส้นหมี่ไก่ฉีก เรียกได้ว่าโดดเด่นและมาแรงมากในทุกแพลตฟอร์ม และมีเพียงไม่กี่เจ้าที่ทำออกมาขายแล้วจับกระแสตลาดได้อย่างตรงจุด หนึ่งในนั้นคือ “Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีก” ที่เปิดตัวขายเพียงเท่าไหร่ทำให้ลูกค้าต่อคิวซื้อกันแน่น เริ่มต้นขายวันแรกแค่ 100 กล่อง จนปัจจุบันสร้างยอดขายไปแล้วกว่า 170 ล้านบาท อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีก ที่เริ่มต้นจาก 100 กล่อง สู่ร้อยล้าน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้ไปพูดคุยกับ คุณเพ็บ-นัยนชนก ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ คุณภัทร์-ธภรัท เวโรจน์ฤดี เจ้าของแบรนด์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไฟแรงในการทำธุรกิจ โดยได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ว่า… เริ่มจาก…เมนูที่บ้าน “เราอยากพรีเซนต์เมนูที่บ้าน ที่ปรุงมาให้เรียบร้อยแล้ว เสิร์ฟแล้วทานได้เลย อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม” เส้นหมี่ไก่ฉีก เป็นเมนูประจำบ้านที่เมื่อเวลาเพ็บไปบ้านคุณย่า แล้วจะได้ทานทุกสัปดาห์ ซึ่งต่อมาสูตรก็ถูกถ่ายทอดมาให้คุณแม่ของเธอ พอได้มารู้จักกับภัทร์ก็ได้ทำให้ลองทาน เมื่อภัทร์ทานเข้าไปแล้วก็รู้สึกว่า “เฮ้ย มันอร่อย” และไม่เคยทานรสชาติแบบนี้ที่ไหนมาก่อน ทำให้นี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2568 “ตลาดสุกี้” คือหนึ่งในสนามธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาชิงเค้กก้อนใหญ่ และแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่แล้ว ซึ่งแบรนด์ที่ลงสนามท้าชนในตลาดนี้ มีทั้ง MK, สุกี้ตี๋น้อย และลัคกี้ สุกี้ ต่างสลับกันปล่อยหมัดเด็ด แข่งกันด้วยโปรโมชัน สู้กันด้วยราคา รวมทั้งออกเมนูที่หลากหลาย เพื่อหวังครองใจผู้บริโภคไทยที่ชื่นชอบการกินบุฟเฟต์ ใน SMEs Survivor “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไม่พลาดที่จะหยิบยกเรื่องราวของแบรนด์ดังกล่าวขึ้นมาเล่า ก่อนปิดฉากปี 2568 “MK Restaurants” ตำนาน 39 ปี เริ่มกันที่แบรนด์ในตำนาน “MK Restaurants” ชื่อนี้คนไทยคุ้นหูกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะเปิดมายาวนาน 39 ปี แต่ความเป็นตำนานไม่ได้ช่วยให้แบรนด์คงความนิยมได้ตลอด เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น MK Restaurants “ปรับตัว” ครั้งใหญ่ จากอะลาคาร์ต สู่ “บุฟเฟต์” โมเดลที่เปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Value for Money ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่า และประสบการณ์การรับประทานที่หลากหลาย เราจึงได้เห็นบุฟเฟต์ “MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท” และ “MK Premium Buffet 49
เพราะชอบกินน้ำแตงโมเป็นชีวิตจิตใจ จึงนำความชอบมาสร้างธุรกิจ Babe Fruit (เบ๊บฟรุ๊ต) แบรนด์น้ำแตงโมสลัชชี่ ชูจุดเด่น ไม่ใส่น้ำแข็ง ไม่ผสมน้ำเชื่อม และไม่ปรุงแต่ง โดย คุณออย-ไอลัดดา สารีธา อายุ 31 ปี เจ้าของแบรนด์ ที่ปั้นเมนูฮิตจนขายดี ใช้แตงโมวันละ 800-1,000 กิโลกรัม เรื่องราวความสำเร็จของเธอเป็นมาอย่างไร “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับคุณออย เธอเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยเปิดร้านขายเมนูดองเกาหลี และชานมไข่มุกดีลิเวอรีที่บ้านในช่วงโควิด ซึ่งขายดีมากในช่วงนั้น แต่พอถึงช่วงที่โรคระบาดเริ่มซา คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ ทำให้ลูกค้าไม่ค่อยสั่งดีลิเวอรีเหมือนเคย เธอจึงต้องพาเมนูดองเกาหลี และชานมไข่มุก ออกไปหาลูกค้าตามงานอีเวนต์ แต่เมนูดองเกาหลีค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนจะชอบทาน ส่วนชานมไข่มุก แม้จะปรับสูตรไม่อ้วนไปขาย ก็ยังไม่ได้รับความนิยม เพราะลูกค้าไม่เข้าใจในโปรดักต์ และไม่มั่นใจในรสชาติ เธอเลยต้องสู้แบบสุดตัว ไม่คิดยอมแพ้ พยายามพาแบรนด์ออกอีเวนต์อยู่หลายงาน จนถึงที่สุด ก็รู้ว่าทำมาสุดเพดานแล้ว และนับเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มต้นทำอีกแบรนด์ขึ้นมา เพื่อซัพพอร์ตกัน
เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั่วประเทศ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 28% ในปี 2574 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุ จึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทยในปี 2566 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2566 มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับผู้สูงอายุกว่า 2.18 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2576 หรือเฉลี่ย 4.83% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อขอ
ในช่วงที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มซึ่งได้รับผลกระทบจากอย่างต่อเนื่องจากภาวะที่ผู้บริโภครัดเข็มขัดจำกัดรายจ่ายในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนผ่าน 2 ร้านอาหารต่างสไตล์อย่าง พาสต้า บ่? ร้านพาสต้าโฮมคิทเชน ในกรุงเทพฯ ที่สร้างสถิติยอดขายเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าครึ่งแสน ซึ่งถือเป็นยอดที่สูงสุดนับตั้งแต่เปิดร้าน และ ‘มีลาภ’ อุบลราชธานี ร้านอาหารอีสานท้องถิ่น ที่สร้างสถิติร้านต่างจังหวัดที่ขายดีที่สุดในโครงการคนละครึ่งพลัสกับแกร็บฟู้ด ‘พาสต้า บ่?’ ปั้นพาสต้าเส้นสดรสชาติไทย สู่ความสำเร็จที่โตแบบดับเบิ้ลด้วย “คนละครึ่งพลัส” ร้าน พาสต้า บ่? เริ่มต้นจากความตั้งใจของสองผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ยู–วรัญญู บุญอาจินต์ และ ณน–คณิน วัฒนสุข ที่เริ่มตั้งร้านด้วยการเปิดรับพรีออร์เดอร์จากหลักสิบกล่องในปี 2565 จนกลายเป็นร้านพาสต้าเส้นสดที่ได้การตอบรับที
หากพูดถึงกระแสสังคมที่เกิดขึ้นในปี 2568 เรื่องราวของแบรนด์ หงส์ไทย ต้องเป็นหนึ่งในประเด็นสังคมที่มีคนจับตามองไม่น้อย ด้วยที่เป็นแบรนด์ยาดมและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่โด่งดังจากยาดมกระปุกเขียว มีกลิ่นหอมสดชื่นจากสมุนไพรหลายชนิด จากเคยโด่งดังจนถึงขีดสุด แต่ก็ต้องมีช่วงที่ตกลงมาเกือบลึกที่สุดเช่นกัน #SMEsSurvivor วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอนำเรื่องราวจากแบรนด์ “หงส์ไทย” มาย้อนไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นว่า หงส์ไทย เป็น SMEs Survivor ที่เกือบหลับ แต่กำลังจะกลับมาได้ สรุปไทม์ไลน์ “หงส์ไทย” แมว 9 ชีวิต เผชิญทั้งวิกฤตและโอกาส ย้อนไปประมาณ 2 ปีก่อน บนโลกออนไลน์ ได้เกิดปรากฏการณ์ “ยาดมฟีเวอร์” ทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อศิลปินคนดังระดับโลก อย่าง “ลิซ่า” กำลังถือยาดมหงส์ไทยไว้ในมือ จนใครต่อใครอยากจะใช้ ทำให้ยาดมขาย “หมดสต๊อก” เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น จากทุนตั้งต้น 200 บาท สู่ยอดขาย 366 ล้านบาทในปี 2567 พร้อมตั้งเป้าปี 2570 จะมียอดขายทะยานสู่ 1,000 ล้านบาท หลังจากกลายเป็น Soft Power ที่คนทั่วโลกและศิลปินดังพกติดตัว จนกระทั่งปี 2568 เริ่มมีกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์เรื่อง “ยาดมเชื้อราลงปอด” ทำให้ สำ
งาน Thailand KIDS International Fashion Show 2025 ควบคู่กับพิธีมอบรางวัล KIDS e-Influencer 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายในมหกรรม Thailand Friendly Design & Tourism for All Expo 2025 อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2025 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา โดยมีเด็ก เยาวชน และครอบครัว เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น และเป็นมิตรกับทุกคนในสังคม ภายในงานมีการนำเสนอแฟชั่นโชว์จากเด็กและเยาวชน ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และตัวตนของเด็กยุคใหม่ พร้อมพิธีมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเยาวชนที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ออนไลน์อย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ และเหมาะสมกับวัย การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการผลักดันจากผู้บริหารและภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ • คุณนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคณะกรรมการ FTI Influencer และประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย • คุณณัฐริกา ทวิชาวัฒน์ ประธานจัดงาน และ CEO ณายด์ สตูดิโอ • คุณทรงสิทธา จันทรา อุปนายกสมาคมอินฟลูเอนเซอร์และเคโอแอลแห่งประเทศไทย และกรรมการส่งเสริมธุรกิจภูมิภาคอาเซียน CLMVT+China สภาอ
