How to
เรื่องราวของ “คุณมาวิน ทวีผล” เขาเคยอยู่ในช่วง “ขาร่วง” ชีวิตติดลบจนไปต่อไม่ได้ ก่อนมาเริ่มต้นเป็น “นักรีวิว” เจ้าของช่อง มาวินฟินเฟ่อร์ (Mawinfinferrr) ที่เริ่มต้นในอินสตาแกรมก่อนต่อยอดในหลายแพลตฟอร์ม แต่กว่าจะเจอการรีวิวที่ใช่ เขาลองทำมาหลากหลายแนวทาง จนพบว่า “การเป็นตัวเองดีที่สุด” คุณมาวินแชร์ให้ฟังผ่านเวที The Unlock Stage ของ สสว. ว่า “ผมกินข้าวผ่านกล้องมือถือ ง่ายๆ เรียลๆ คนเลยชอบ ค่อยๆ เรียนรู้ พัฒนา อ่านทุกคอมเมนต์ ปรับปรุง และทำความเข้าใจว่าคนดูต้องการอะไร ชอบอะไร การทำเพจเราต้องมองว่าในตลาดมีคนแบบไหน มีนักรีวิวแบบไหน แล้วเราอยากอยู่จุดไหน เลยกลายมาเป็นมาวินฟินเฟอร์อย่างทุกวันนี้” การนำเสนอของคุณมาวิน ไม่ใช่เพจที่รีวิวจ๋าๆ แต่เป็นเหมือนคนชอบกินมากกว่า “ใช้ตัวเองเป็นสื่อกลาง คอนเน็กกับร้านและแพลตฟอร์ม ว่าเราเป็นคนชอบกิน กินดุ กินจริงจัง ในการนำเสนอถ้าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดา ทำยังไงให้อร่อย เราใส่องค์ความรู้ของเราเข้าไปได้ เขามีถ้วยน้ำจิ้ม เราปรุงสิ แล้วซดน้ำจิ้มที่เขาตั้งใจปรุงให้เรา ภาพที่คนชอบคือ ช็อตเทน้ำซุป ควันขึ้น เห็นเนื้อชิ้นใหญ่ ขึ้นเขียงแล้วสับ หร
หลายคนอาจมองว่าการทำธุรกิจคือการสร้างกำไร แต่สำหรับ เจค แจบส์ (Jake Jabs) ซีอีโอวัย 95 ปี แห่ง American Furniture Warehouse หนึ่งในตัวอย่างความประทับใจที่ความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่ที่ยอดขาย แต่ยังรวมถึงการส่งต่อโอกาสให้ผู้อื่นอีกด้วย ชุบชีวิตร้านที่เกือบล้มละลาย ย้อนกลับไปในปี 1975 เขาตัดสินใจซื้อกิจการร้านเฟอร์นิเจอร์ที่กำลังจะล้มละลาย ด้วยเงิน 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 ล้านบาท) ด้วยวิสัยทัศน์และการบริหารที่แข็งแกร่ง เขาค่อยๆ พลิกฟื้นธุรกิจจนกลายเป็นอาณาจักรร้านเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ที่มีถึง 18 สาขา ครอบคลุมทั้งในรัฐโคโลราโด แอริโซนา และเท็กซัส แม้ว่าในปัจจุบัน American Furniture Warehouse จะยังคงเป็นธุรกิจของครอบครัวไม่ใช่บริษัทมหาชน แต่ในปี 2025 บริษัทก็ทำรายได้สูงถึง 858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนรายใหญ่ของรัฐโคโลราโด แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนชื่นชมเขาไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางธุรกิจ หากคือการนำความสำเร็จนั้นกลับไปช่วยเหลือสังคม ในช่วงปีที่ผ่านมา เขาบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลในรัฐโคโลราโดมากกว่า 1 ล้านดอลลา
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printer) ยังถูกมองเป็นแค่ของเล่นสำหรับสายเทคหรืออุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่วันนี้เครื่องพิมพ์สามมิติราคาย่อมเยาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานในบ้าน กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้จริง รายงาน Wohlers Report 2026 ระบุว่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติทั่วโลกในปี 2025 แตะระดับ 24,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 812,466 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่บริษัทวิจัยตลาดอย่าง Fortune Business Insights และ Grand View Research ต่างคาดการณ์ตรงกันว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยปีละ 20% ขึ้นไป และอาจแตะหลักแสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033-2034 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยเกือบ 20% ต่อปีในกลุ่มผู้ประกอบการ สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินหรือยานยนต์เท่านั้น แต่ยังกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจจากบ้านด้วยเครื่องพิมพ์เพียงหนึ่งหรือสองเครื่อง แพลตฟอร์มอย่าง Shopify ระบุว่าธุ
นึกภาพของคาปิบาร่าที่นอนแช่น้ำร้อนเฉยๆ ท่ามกลางนกที่เกาะหัว ลิงกำลังนั่งบนหลัง หรือจระเข้ที่ลอยอยู่ข้างๆ แบบไม่มีใครสนใจใคร ตอนนี้คาปิบาร่ากลายเป็นสัตว์ที่อินเตอร์เน็ตหลงรัก และคำว่า “Capybara Mode” ก็กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่คนวัยทำงานทั่วโลกหยิบมาใช้เตือนสติตัวเอง แล้ว Capybara Mode คืออะไร Capybara Mode ตัวแม่ไม่แคร์เวิร์ล พูดง่ายๆ Capybara Mode คือการใช้ชีวิตแบบชิล ไม่แคร์ดราม่า ตามสไตล์คาปิบาร่า สัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าใจเย็นที่สุดในโลกสัตว์ป่า มีคนบนโลกออนไลน์เอาคอนเซ็ปต์นี้มาปรับใช้กับชีวิตจริง โดยเฉพาะในที่ทำงาน มีบล็อกเกอร์คนหนึ่งอธิบายไอเดียนี้ไว้ชัดเจนว่า Capybara Mode เมื่อใช้ในที่ทำงานหมายถึง การใจเย็นและปฏิเสธงานที่ไม่จำเป็น ทำงานของตัวเองให้ดี เป็นมิตรกับทุกคน แต่ส่งต่องานที่ไม่เกี่ยวข้องให้คนที่รับผิดชอบจริงๆ พูดอีกแบบคือ ทำหน้าที่ตัวเองให้เต็มที่ แต่ไม่แบกทุกอย่างที่คนอื่นโยนมาให้ และรู้จักขีดเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน ไม่ใช่คนที่ตอบแชทงานตอนเที่ยงคืนเพราะรู้สึกผิดที่จะไม่ตอบ ฟังดูคุ้นๆ กับ “quiet quitting” แต่ Capybara Mode มาในเวอร์ชัน
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งบัญชีธนาคารของคุณพุ่งขึ้นมาเป็นหลักพันล้านบาทในชั่วข้ามคืน คุณจะทำอะไรต่อ สำหรับคนทั่วไป คำตอบอาจดูง่าย เที่ยวรอบโลก ซื้อบ้านหลังใหญ่ เกษียณตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สำหรับ Vinay Hiremath อดีต CTO และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Loom แพลตฟอร์มส่งข้อความวิดีโอชื่อดัง กลับไม่ได้เป็นสูตรแบบที่ใครหลายคนคิด จาก Startup เล็กๆ สู่ดีลพันล้าน Hiremath ร่วมก่อตั้ง Loom ในปี 2016 ร่วมกับ Joe Thomas และ Shahed Khan หลังจากที่เขาตัดสินใจดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัย University of Illinois ไอเดียตั้งต้นเรียบง่ายมาก นั่นคือทำให้การสื่อสารในที่ทำงานง่ายขึ้นด้วยการอัดวิดีโอสั้นๆ แทนการพิมพ์ข้อความยาวๆ ไอเดียง่ายๆ นี้เติบโตเร็วเกินคาด Loom ระดมทุนได้เกือบ 200 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Sequoia Capital และ Andreessen Horowitz จนมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะระดับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน และมีลูกค้าที่จ่ายเงินราว 200,000 ราย จุดสูงสุดมาถึงในเดือนตุลาคม 2023 เมื่อ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย เข้าซื้อกิจการ Loom ด้วยมูลค่าเกือบ 1,00
จากเจ้าแม่อีเวนต์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการร้านอาหารอย่าง จิ้นทอดป้าตือ และ ป้าตือไวไวเขย่า เส้นทางของ ป้าตือ – สมบัษร ถิระสาโรช ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากการมองหาโอกาส ศึกษาตลาด และค่อยๆ ลงมือทำอย่างไม่เกินตัว “เวลาจะเริ่มทำอะไรก็ตาม ต้องศึกษาก่อน ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่กำลังจะทำคืออะไร ตลาดต้องการอะไร ความแตกต่าง ความยูนีค DNA ของเราอยู่ไหน และใส่ตัวตนของเราเข้าไป” คำบอกเล่าของ ป้าตือ บนเวที “สสว. UNLOCK ปลดล็อก ธุรกิจ SME ไทย” ก่อนแชร์ให้ฟังถึงสูตรการทำธุรกิจหลากหลาย หนึ่ง ให้เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองมี “ความชอบ” เรื่องอะไร เพราะถ้าทำสิ่งที่ชอบจะสามารถอธิบายให้ลูกค้าฟังได้ อย่าง จิ้นทอดป้าตือ ก็เริ่มต้นจากความชอบกินอาหารเหนือ “เราชอบกินอาหารเหนือ เลยมาขายอาหารเหนือในราคาถูก เพราะคนไทยชอบกินของจุกจิก และกินหลายอย่าง แต่ต้องราคาถูก จับต้องได้ ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ สอง ตลาดแบบนี้ในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ยังไม่มี หรือแม้แต่การเปิดไวไวเขย่า เราต้องสร้างซิกเนเจอร์ให้คนเขย่ากล่อง แต่ขณะเดียวกันต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำมาแล้วอร่อย และราคาจับต้องได้ เป็นพื้นฐานเลย” สอง
“BEARHOUSE” ผู้บุกเบิกชานมโมจิแบรนด์แรกในประเทศไทย เปิดตัวเมนูใหม่ “ซิลเวอร์มูนโมจิ” ตอกย้ำความเป็นตัวจริงของตลาดชานมด้วยการพัฒนานวัตกรรมแป้งโมจิสูตรเฉพาะจากกลยุทธ์ “ข้าวไทย” ที่มีความพิถีพิถันจนได้รสชาติและสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตอบรับเทรนด์ “Reward drink” ที่ชานมไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือความสุขเล็กๆ ที่มีได้ทุกวัน ประกาศตั้งเป้า 1,000,000 แก้วภายในสิ้นปี พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ และปิดปี 2026 ด้วยรายได้ 800 ล้านบาท คุณปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 21 ซันแพสชั่น จำกัด กล่าวว่า “BEARHOUSE” เป็นแบรนด์ชานมโมจิที่เชื่อว่า ความสุขเกิดขึ้นได้ทุกวัน (Happiness Everyday) ผ่านเครื่องดื่มคุณภาพ ประสบการณ์ที่อบอุ่น และช่วงเวลาพักเล็กๆ ที่สร้างโมเมนต์ที่ดีให้กับชีวิตประจำวัน BEARHOUSE เป็นแบรนด์ที่กล้าคิดกล้าทดลอง และกล้าที่จะสร้างความแตกต่าง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะ ไข่มุกโมจิ ที่ BEARHOUSE เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งผลิตจากแป้งข้าวไทย จนเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า ใน
“มีอาหารไทยอะไรทำง่ายๆ บ้างไหมคะ” เป็นคำถามจากนักเรียนอาหารไทยโรงเรียนแม่บ้านทันสมัย เพราะคนนี้เริ่มจากศูนย์เรียนรู้วัตถุดิบอาหารไทย ขั้นตอน วิธีการทำ วัตถุดิบนี้เตรียมอย่างไร หั่นแบบไหน ดูอะไรบ้าง จะโขลก จะต้ม ทอด นึ่ง แต่ละอย่างทำไง นวดแป้งขนม กวนขนม ทุกอย่างมีขั้นตอนละเอียด เทคนิควิธีทำหลายกระบวนการ เธอเลยถามคำถามนี้ เพราะในความเห็นของเธอ อาหารไทยยากไปหมด คำถามนี้น่าคิดครับ ไม่เฉพาะอาหารไทยหรอกครับ อาหารของชาติไหนๆ ผมว่าเมื่อศึกษาและหัดปฏิบัติอย่างถ่องแท้ตามกระบวนการและเอกลักษณ์ของอาหารชาตินั้นๆ อาหารที่ว่าง่ายที่สุดก็ยังมีความยากแอบแฝงอยู่ถ้าจะทำให้ได้ดีตามที่อาหารจานนั้นๆ ควรจะเป็น เอาง่ายๆ ที่สุด “ทอดไข่ดาว” แค่ตั้งน้ำมันร้อนใส่ไข่ลงทอด ง่ายๆ แค่นั้น แต่ถ้าจะให้ทอดไข่ดาวได้สวยแบบกรอบนอกนุ่มใน ไข่แดงอยู่กลาง เยิ้มเป็นยางมะตูม มันต้องมีวิชาการตั้งแต่การเลือกไข่ ไข่ใหม่ไข่แดงจะนูนสวย ไข่เก่าไข่แดงจะแฟ่บ ต่อยเปลือกออกมาแตกง่ายกว่าไข่ใหม่ ซึ่งเดี๋ยวนี้การเลือกไข่ในแพ็กให้ดูวันผลิตกับวันหมดอายุ หรือถ้าซื้อไข่จากร้านชำ ตลาดสดเลือกเจ้าที่มีไข่ลงเยอะๆ อย่าไปซื้อเจ้าที่เหลือไข่
ลาซาด้า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนึกกำลังกับ Meta เข้าร่วม Facebook Affiliate Partnerships เปิดโอกาสให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ สามารถปักตะกร้าสินค้าจากลาซาด้าลงบนคอนเทนต์บน Facebook ได้โดยตรง พร้อมรับค่าคอมมิชชันจากทุกการสั่งซื้อที่เสร็จสมบูรณ์ และเตรียมขยายการรองรับสู่ Instagram เร็วๆ นี้ การเปิดตัวในครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของ Creator-led Commerce ที่กำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักช้อปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการค้นหาและซื้อสินค้าออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน การซื้อขายผ่านช่องทางวิดีโอ (Video commerce) คิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของยอดขายรวมของสินค้าบนอีคอมเมิร์ซทั่วทั้งภูมิภาค ขณะที่ 82% ของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซื้อสินค้าตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ในปี 2567 การผสานอีโคซิสเต็มด้าน Affiliate ของลาซาด้าเข้ากับคอนเทนต์ที่ผู้คนมีส่วนร่วมอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ช่วยให้การสร้างแรงบันดาลใจ การค้นพบสินค้า และการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อยิ่งขึ้นกว่าเดิม เปลี่ยนคอนเทนต
ใครที่ชอบถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ หรือเป็นสายครีเอเตอร์ที่ถนัดในการเจนภาพ AI วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีวิธีสร้างรายได้เสริมผ่านช่องทางออนไลน์มาแนะนำกัน โดยจะเป็นการขายภาพบน Adobe Stock หรือ แพลตฟอร์มขายภาพชื่อดัง ขั้นตอนการสมัครสมาชิก 1. กดเข้าที่เว็บไซต์ https://stock.adobe.com/th 2. มองหาและกดที่เมนู “ขาย” บริเวณแถบด้านบน 3. ระบบจะพาไปอีกหน้าจอหนึ่ง ให้กดปุ่ม “เข้าร่วมเลย” 4. หน้าจอจะแสดงหน้าต่าง “สร้างบัญชี” 5. ขั้นตอนที่ 1 : กรอกอีเมล พร้อมตั้งรหัสผ่าน จากนั้นกด “ดำเนินการต่อ” 6. ขั้นตอนที่ 2 : กรอกชื่อ-นามสกุล (เป็นภาษาอังกฤษตรงตามบัตรประชาชน) และใส่วันเดือนปีเกิด (เน้นย้ำว่าเป็นปี ค.ศ.) เสร็จแล้วกด “สร้างบัญชี” 7. เข้าไปเช็กกล่องข้อความในอีเมลที่สมัครไว้ กดลิงก์ที่ระบบส่งมาเพื่อยืนยันตัวตน เมื่อขึ้นข้อความ “Your email has been verified!” ให้กด “Continue” เพื่อเข้าสู่ระบบและเริ่มใช้งานได้เลย ขั้นตอนการอัปโหลดรูปภาพเพื่อวางขาย 1. กดปุ่ม อัปโหลด (Upload) ภาพที่ต้องการ โดยสามารถเลือกรูปได้จากในอัลบั้มหรือถ่ายจากกล้องได้เลย (สามารถกดเลือกได้มากกว่า 1 ภาพ) 2. เมื่อเลือกรูปเสร็จเรีย
