How to
“จะไปปลูกอะไรได้ แห้งแล้งอย่างนี้ ปลูกได้ก็แต่ตะบองเพชร” คุณเคยได้ยินเสียงพูดประชดประชันอย่างนี้ใช่ไหม “งั้นก็ปลูกเลย ตะบองเพชร ไม่ต้องใช้น้ำเยอะ อยู่กับความแห้งแล้งได้” ความฝันเป็นจริงได้เลยขอบอก…ตะบองเพชร หรือ แค็กตัส นี่แหละ มีผู้ทำได้มาแล้วค่ะ ขายแค็กตัสแบบออนไลน์ คุณ “อุษา เกษศรี” หรือ น้องเอ๋ เธอปลูกแค็กตัสขาย ขายทางไปรษณีย์ จับใส่กล่องแล้วส่งไปขาย จากความชอบพัฒนาเป็นอาชีพ จากปลูกเล่นๆ ปลูกให้เพื่อน จนเริ่มสร้างโรงเรือนสำหรับปลูกแค็กตัสสำหรับขาย เอ๋ เกิดและโตที่เชียงใหม่ เรียนจบพยาบาล เธอประกอบอาชีพพยาบาลแต่สนใจงานสิ่งแวดล้อม หลังจากประกอบอาชีพพยาบาลมาพักหนึ่งก็ลาออก เธอก็มาช่วยงานกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในเมืองเชียงใหม่ “กลับมาอยู่บ้าน ดูแลพ่อแม่ ก็ต้องหาอะไรทำที่เป็นของตัวเอง พอทำต้นไม้ก็ชอบ คือชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว ปลูกต้นไม้ ดูแลให้มันออกดอกรู้สึกสบายใจ” เธอเล่าด้วยตาเปล่งประกายที่ดูเป็นสุขจริง ตอนนี้เธอก็ยังทำงานเป็นอาสาสมัครด้านงานสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับปลูกแค็กตัสขาย “เอ๋ทำกับเพื่อนสองคน เรามีความรักในไม้อวบน้ำเหมือนๆ กัน แค็กตัสเป็นส่วนหนึ่งของไม้อวบน้ำค่ะ ความตั้งใจเริ่มต้น
อาจารย์สอนบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ ลงทุน 1,200 บาท ปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก ซอยพหลโยธิน 53 เขตบางเขน กรุงเทพฯ จำนวน 100 ก้อน โดยวางแนวนอนซ้อนกัน ใช้พื้นที่เพียง 1.5 ตารางวา ขายผลผลิตให้เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง สร้างรายได้สัปดาห์ละ 500 บาท มีเงินจ่ายค่าหอพักสบายๆ นอกจากนั้นยังต่อยอดความรู้ด้วยการสร้างโรงเพาะเห็ดขนาดเล็กเพื่อให้นักเรียนมาศึกษาหาความรู้อีกด้วย เอกรัตน์ พัฒชู หนุ่มสุราษฎร์วัย 25 ปี กำลังศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริกปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะวิชาการบัญชีที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ อาจารย์เอกรัตน์ เผยว่า ก่อนจะมาเป็นอาจารย์สอนบัญชี เคยทำงานเป็นผู้จัดการที่ร้านอาหารข้าวต้มขาไก่ จากนั้นไม่นานลาออกไปเป็นอาจารย์สอนบัญชี และปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก โดยลงทุน 600 บาท ซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะ 50 ก้อน หลังจากนั้นเมื่อเห็ดออกดอก และเริ่มขายได้ จึงซื้อมาเพิ่มอีก 50 ก้อน โดยวางตามแนวระเบียง รดน้ำทุกเช้าโดยรดจากด้านบน ปล่อยให้น้ำซึมไหลลงมายังชั้นล่างสุด “ผมหาความรู้การเพาะเห็ดจากอินเตอร์เน็ต และกรมวิชาการเกษตร
ใครมีที่ดินข้างบ้านว่างๆ วันนี้จะมาชวนปลูก อ้อยสำหรับงานแต่ง ในประเพณีงานแต่งงานไทย มักจะต้องมีกล้วยและอ้อยในพิธี ซึ่งอ้อยงานแต่ง จริงๆ ก็คืออ้อยควั่น หรืออ้อยคั้นน้ำทั่วไปนี่ล่ะ แต่วิธีการปลูกอาจจะละเมียดละไม ขึ้นไปอีกนิด นั่นคือ ต้องมีลำต้นที่ตรงสวย สูงได้ขนาด ต้นและใบสมบูรณ์ดี แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ราคา อ้อยควั่น หรืออ้อยคั้นน้ำทั่วไป ขายกันอยู่ไม่เกินลำละ 5-10 บาท แต่อ้อยงานแต่ง ที่มักจะต้องใช้ 5 ลำ (ประเพณีภาคกลาง) ขายได้ราคาถึง 300 บาท หรือที่ขายกันทางอินเตอร์เน็ท ที่เป็นอ้อยคู่ (สองลำ) สำหรับพิธีมงคลทั่วไป ขายกันคู่ละ 500 บาท ดังนั้น หากมีที่ดินข้างบ้านว่างๆ พื้นที่เพียงเล็กน้อย ก็สามารถปลูกอ้อยสำหรับงานแต่ง หรืออ้อยงานพิธี เป็นรายได้เสริมในภาวะเศรษฐกิจขาลง พันธุ์อ้อยสำหรับปลูก ส่วนใหญ่ เรียกว่า พันธุ์สิงคโปร์ มีลักษณะลำต้นอวบ เปลือกออกสีเหลืองอมเขียว ชานนิ่ม ควั่นกินได้อร่อยมาก การปลูก ใช้ท่อนพันธุ์ที่มี 3 ตา ยาวประมาณ 1 ฟุต กลบดินหนา 3-5 เซนติเมตร ปลูกในดินร่วนปนทราย ใส่ปุ๋ยคอก-รองก้นหลุม และให้น้ำสม่ำเสมอ ต้องการแดดจัด ประมาณ 6-8 เดือน สูงประมาณ 2 เมตร พอที่จะตัดใช้งานได้ ส
หลายๆ คนมักนึกถึงบางช่วงเวลาในวัยเด็กที่มีความสุข และอยากย้อนกลับไปทำอะไรซนๆ แบบนั้นอีก เพื่อเติมเต็มรอยยิ้มบนใบหน้า เชื่อว่าหนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของเด็กๆ ที่ยังประทับใจไม่รู้ลืมสำหรับหลายคน คงต้องมีกิจกรรมปีนต้นไม้ ไต่เชือก ห้อยโหนโจนทะยาน ซึ่งก็อาจได้แผลมากน้อยตามความซนของแต่ละคน อาจจะแถมโดนตีเป็นรางวัลพิเศษ ความสุขที่หลบซ่อนอยู่ในวัยเยาว์นี้ จุดประกายให้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัยที่ปลุกความซนของผู้คนออกมา และสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแบบไม่น่าเชื่อ บีบีซี หยิบยกกรณีของ “รีเบกก้า” และ “ทริสแทม เมย์ฮิว” เจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัยในอังกฤษ ที่มองว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้มีไว้เฉพาะวัยเด็กเท่านั้น รีเบกก้า เล่าย้อนว่า เธอปิ๊งไอเดียนี้ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน หลังจากเห็นผู้คนทุกเพศทุกวัยพากันเล่นสนุกกับการปีนป่ายต้นไม้ในชนบทของฝรั่งเศส ระหว่างที่เธอเดินทางไปเที่ยว เลยคิดว่าทำไมไม่ลองทำกิจกรรมอะไรเพื่อตอบสนองผู้คนที่หลงรักช่วงเวลาแบบนี้ ซึ่งยังไม่มีใครทำในอังกฤษ ประกอบกับการที่ทั้งสองคนอยากลาออกจากงานประจำอยู่แล้ว ทั้งคู่เลยตัดสินใจตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า “โก เอป” (Go Ape) เพื่อทำธุรกิ
การเลือกเห็ดมาปรุงอาหารแม้จะใช้ความละเอียดถี่ถ้วนและเลือกจากแหล่งที่เชื่อถือได้ แต่บางแห่งก็มิได้หมายความว่าจะปลอดภัยอย่างแท้จริง ในยุคผู้บริโภค 4 G โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร จึงเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อดอกเห็ดแล้วหันมาเพาะเลี้ยงดอกไว้เพื่อบริโภคเองเพราะมองว่าปลอดภัยกว่า อีกทั้งวิธีการเพาะ-เลี้ยงก็ง่าย สะดวก เปิดดูได้จากสมาร์ทโฟน แล้วยังเป็นงานอดิเรกไปในตัว หรือบางรายประสบความสำเร็จดีมากเลยถือโอกาสเลี้ยงสร้างรายได้เพิ่มอีกทาง ปกติแหล่งผลิตก้อนเห็ดจะอยู่ตามจังหวัดต่างๆ จึงอาจเป็นปัญหา/อุปสรรคหากต้องออกตระเวนซื้อ แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าในเมืองหลวงใหญ่แห่งนี้จะมีแหล่งผลิตก้อนเห็ดจำนวนนับหมื่นก้อนต่อเดือน สามารถรองรับความต้องการคนกรุงที่รักสุขภาพได้อย่างเต็มที่ บนเนื้อที่กว่า 80 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 100/163 หมู่บ้านอมรพันธ์ 9 ซอยเสนานิคม 42 แยก 14 แขวง/เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ และเป็นสถานที่ตั้งของฟาร์มเห็ดขนาดมินิ ที่ชื่อ “ฟาร์มเห็ดกลางกรุง ครูจัน” แม้จะดูไม่ใหญ่แต่ฟาร์มเห็ดแห่งนี้สามารถผลิตก้อนเห็ดได้เดือนกว่าหลายหมื่นก้อน มีลูกค้าทั้งในเขตกรุงเทพฯ/ปริมณฑล จำนวนมากมา
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ภายหลังจากที่ทางชลประทานได้มีการขอความร่วมมือกับเกษตรกรในพื้นที่ติดกับลุ่มน้ำลำตะคอง ขอให้หยุดการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำกักเก็บที่เหลืออยู่ 105.519 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 33.55 เปอร์เซ็นต์ ของความจุกักเก็บ 314.49 ล้านลูกบาศก์เมตร นั้นไม่เพียงพอต่อการจัดส่งให้กับเกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ เนื่องจากต้องรักษาปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ดังนั้นจึงขอความร่วมมือกับเกษตรกรให้งดปลูกข้าวนาปรังแล้วหันไปปลุกพืชใช้น้ำน้อยแทน ล่าสุด เกษตรกรในพื้นที่บ้านมะกอก หมู่ที่ 9 ตำบลสีมุม อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทีเคยใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี หันมาทำเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ ต้นกระเพราะ , ผักสลัด , แตกกวา , ต้นหอม ,มะเขือ และใบโหรพา ในช่วงที่ไม่ได้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรัง หลังจากที่ทางอำเภอ และทางชลประทานขอความร่วมมือ ทั้งนี้ก็เพื่อเอาไว้จำหน่ายเพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่ไม่ได้เพาะปลุกข้าวนาปรัง อีกทั้งก็ยังสามารถเอาไว้บริโภคในครัวเรือนเพื่อลดค่าจ่ายในครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง นางจันทร์ ประณีตพลกรัง
ปลากราย เป็นสัตว์น้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง และบึง เกือบทั่วประเทศ โดยชื่อที่เรียกกันของแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกันไปตามถิ่น เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า ปลาหางแบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ปลาตองกราย เป็นต้น ปลากรายเป็นปลาประเภทกินเนื้อ ซึ่งอาหารที่หากินตามธรรมชาติ ได้แก่ ตัวอ่อนของแมลง กุ้งฝอย ลูกปลาขนาดเล็ก และสัตว์น้ำอื่นๆ ปลากราย มีลักษณะลำตัวยาวบาง แบนข้าง ส่วนหัวมีขนาดที่เล็กเว้าเป็นสันโค้ง ลักษณะที่เด่นของปลากรายคือ เหนือครีบก้นจะมีจุดสีดำค่อนข้างใหญ่ ประมาณ 5-10 จุด เรียงเป็นแถว สีของตัวปลามีลักษณะเป็นสีขาวเงิน ฤดูวางไข่ที่เหมาะสมของปลากรายอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-ตุลาคม ปลากราย เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะนิยมนำมาขูดเอาเนื้อเป็นการเพิ่มมูลค่า เพราะจำหน่ายได้ราคาที่แพงกว่าปลาที่จำหน่ายเป็นตัว การนำเนื้อปลากรายมาปรุงอาหารนั้น สามารถทำได้หลากหลายเมนู เช่น ทอดมันปลากราย ลูกชิ้นปลากราย เป็นต้น ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมรับประทาน เพราะเนื้อปลามีรสชาติดี มีความนุ่มหนึบ ซึ่งปัจจุบัน ปลากราย ที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มมีจำนวนที่ลดน้อยลง จึงได้มีการเพาะพันธุ์และมีการเลี้ยงเป็นอ
มีไอเดียจากกว่างโจวมาฝากครับ แต่จะกู๊ดไอเดียหรือแบดไอเดีย ลองดู คนไทยเรียก กว่างโจว ว่า กวางเจา มานานนม พอไปที่โน่น เขาเรียกกันกว่างโจว เลยกว่างโจวตามไปกับเขาด้วย เมื่อ 10 กว่าปีก่อน อาจจะเกือบ 20 ปี ผมเคยไปกว่างโจวมาหนหนึ่ง ตอนนั้นผู้คนยังใส่แต่เสื้อสีเทาๆ คอตั้ง รถราขี่จักรยานเต็มเมือง เที่ยวตลาดสดมีแมว หมา งู แขวนขาย ไปคราวนี้ ผิดเป็นหน้ามือหลังมือ อาหมวยนุ่งสั้น อาตี๋ผมตั้ง เหมือนเดินอยู่ในฮ่องกง แถมมาจูจุ๊บกันในรถไฟใต้ดินด้วย ซึ่งวิ่งเพ่นพ่านไปได้ทุกที่ทั่วเมือง กว่างโจว ถนนลอยฟ้าก็เยอะแยะ ห้างใต้ดินบนดินมีเป็นดอกเห็ด ของก๊อบ ของแบรนด์เนมซื้อได้ทุกอย่าง แม่ค้าเมืองไทยชอบไปหอบของขายส่งที่กว่างโจวมาขายทุกชนิด ยิ่งหน้าที่เขามีงานแสดงสินค้าปีละ 2 หน คนไทยเดินชนกันตามตรอกเลย กว่างโจว เป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง อยู่ใกล้ๆ กับเสิ่นเจิ้น ฮ่องกง ต้นตำรับอาหารกวางตุ้ง ติ่มซำ ขนมจีบ ซาลาเปา ก็อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ใครไปกว่างโจวแล้วไม่ได้กินติ่มซำก็เหมือนไม่ได้มากว่างโจว เมืองใหญ่ๆ ในจีน อย่างกว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น วุ่นวายพอๆ กัน คนเยอะมาก เบียดเสียดกันในรถไฟ เดินถนน ดีที่ห้างช็อปปิ้งมีห
คำว่า Amigurumi เป็นคำภาษาญี่ปุ่น มาจากคำว่า Ami แปลว่า การถักโครเชต์และนิตติ้ง กับคำว่า Nuigurumi แปลว่า ตุ๊กตาแบบยัดไส้ เมื่อแปลเป็นไทยจะมีความหมายว่า การถักโครเชต์ตุ๊กตาด้วยไหมพรม ในแพทเทิร์นแบบเดียวกัน คือ เริ่มต้นจากการถักไหมพรมในลักษณะก้นหอยก่อน แล้วค่อยถักต่อขึ้นไปจนเป็นตุ๊กตารูปร่างต่างๆ คุณส้ม-เพ็ญภัสสร บรรจงศิริ บัณฑิตสาววัย 24 สาขาเกษตรศาสตร์ ภาควิชาการจัดการศัตรูพืช คณะทรัพยากรธรรมชาติ จากรั้วมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัจจุบันสาวใต้คนนี้ กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาโรคพืชวิทยา ภาควิชาการจัดการศัตรูพืช คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และยังมีอาชีพหารายได้ ด้วยการถักโครเชต์ตุ๊กตาไหมพรม ภายใต้ร้าน “coocomi” อีกด้วย คุณส้ม ให้ข้อมูลอย่างใจดีว่า เธอชื่นชอบไหมพรมมาก เป็นนักสะสมไหมพรมตัวยงก็ว่าได้ แต่ใครจะไปรู้ว่า ก่อนหน้านี้เธอถักไหมพรมไม่เป็นเลย ไม่มีความรู้ด้านนั้นด้วยซ้ำ จนเมื่อปี 2558 ช่วงที่เธอกำลังตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ ปริญญาโท หรือ จะหางานทำดี ความบังเอิญของโชคชะตา เธอเปิดเจอคลิปสอนถักตุ๊กตาจากไหมพรมในยูทูบ ด้วยความที่ชื่นชอบไหมพรมอยู่แล้ว ระหว่างดู
นายขจร เชื้อขำ อายุ 43 ปี เจ้าของฟาร์มปลาช่อนวิเศษฟาร์ม อยู่ที่ 5 ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า ตนได้ทำการศึกษาการเลี้ยงปลาช่อนมานานกว่า 20 ปี ซึ่งตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของฟาร์มได้รับสินค้าคุณภาพ จีเอพี โดยปลาช่อนภายในฟาร์มนั้นเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป แล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกจำหน่ายในท้องตลาดได้หลายอย่าง เช่น ลูกชิ้นปลาช่อน ทอดมันปลาช่อน น้ำพริกปลาช่อน ปลาช่อนแดดเดียว ปลาช่อนลอดถ้ำ(ปลาเผาในกระบอก) เป็นต้น โดยตนเองและครอบครัวมีแนวคิดเลี้ยงปลาช่อนเองขายเอง โดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับปลาช่อนเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าในการจำหน่าย นายขจรกล่าวว่า ในช่วงนี้ได้คิดค้นเมนูเด็ด ปลาช่อนป๊อบ และปลาช่อนเทมปุระ เตรียมเปิดขายแฟรนไชส์ หลังได้ออกร้านจำหน่ายปลาช่อนป๊อบ และปลาช่อนเทมปุระ ในงานต่าง ๆ ทั่วไปทำให้ประชาชนได้รู้ว่าปลาช่อนของจังหวัดอ่างทอง ที่ผ่าน จีเอพี แล้ว นำมาปรุงอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยปลอดภัย และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย โดยวิธีการทำปลาช่อนป๊อบนั้นเริ่มจากนำเนื้อปลาช่อนมาแร่เอาก้างออกหั่นเป็นลูกเต๋าพอคำ นำไปชุบแป้งทอดลงในน้ำมัน เส
