How to
เว็บไซต์ TasteAtlas หรือเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น วัตถุดิบดั้งเดิม และร้านอาหารยอดนิยมจากทุกมุมโลก ได้จัดอันดับเครื่องดื่มยอดฮิตที่สุดในโลก โดยมีหัวข้อที่ว่า “Best Non-alcoholic Beverage Types in the World” หรือแปลเป็นไทยว่า อันดับเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วโลก โดยเมนู “ชาไทย” จากประเทศไทย ติดโพลอยู่ในอันดับที่ 9 ทาง TasteAtlas ได้อธิบายความเป็นชาไทยไว้ว่า “ชาเย็น” (หรือชาไทย) ขนานแท้ คือส่วนผสมที่ลงตัวของชาดำรสเข้มข้น นมข้นหวานหรือนมข้นจืด น้ำตาล เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งป่น โดยตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น ตัวชาจะทำจากใบชาดำแบบแห้ง เช่น พันธุ์อัสสัม ซีลอน หรือคีมุน หรือบางสูตรจะมีการเพิ่มส่วนผสมอย่าง มะขามบด โป๊ยกั๊ก หรือกระวาน ลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งในปัจจุบันที่เป็นแบบรถเข็นข้างทางและในร้านอาหาร มักนิยมใช้ผงชาแบบสำเร็จรูปที่มีการผสมสีผสมอาหาร ซึ่งทำให้ชามีสีส้มที่โดดเด่นและดูไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่ชาแบบดั้งเดิมควรจะมีสีน้ำตาลอำพันที่เข้มและลึก โดยปกติแล้วจะนำน้ำชาไปทำให้เย็นก่อนนำมาผสมกับน้ำแข็ง ชาไทยนั้นมีจำหน่ายทั่วไปตามร้านรถเข็นข้างทาง และยัง
ถ้าวันนี้คนตัดสินใจระดับสูง ต้องลงมาจับแก้ว ชงชา และเผชิญหน้ากับลูกค้าที่ต่อคิวยาวเหยียดด้วยตัวเองจะเป็นอย่างไร? และแน่นอนว่าเมื่อ คุณไผ่-กชณิชา ฐิติชนาโชติ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Nose Tea ตัดสินใจนำทีมบริหารและ Head ทุกฝ่ายลงจากออฟฟิศไปสวมผ้ากันเปื้อน ยืนขายชาหน้าร้านแบบเต็มตัว 1 วันเต็ม ซึ่งได้ออกมาโพสต์คลิปที่เป็นกระแสไวรัลทันที โดยระบุข้อความว่า “พี่ลองให้ทีมบริหารกับ Head ทุกฝ่ายมาทำงานหน้าร้านโนสทีแบบจริงจังเลย เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ปัญหาและจะได้แก้ไขพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน อะไรใหม่ ๆ ของโนสทีมาก” ในช่วงต้นคลิป แสดงออกให้เห็นเลยว่า หน้าร้านมีแต่ความวุ่นวายและปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ซึ่งในฐานะผู้บริหารหลายๆ ท่าน ก็อาจจะไม่เคยรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่หากผู้อ่านลองย้อนดูคลิปดีๆ เราอาจจะเห็นถึงกลยุทธ์หรือแนวทางการทำธุรกิจอะไรบางอย่างจากการที่พาผู้บริหารมาลงพื้นที่ โดยเนื้อหาในคลิปช่วงหนึ่ง เหล่าผู้บริหารได้กล่าวว่า เมื่อระยะห่างลดลงวิสัยทัศน์จะชัดเจนขึ้น เหตุผลที่ทำไมถึงเอาผู้บริหารและเมเนเจอร์ลงมาทำงานหน้าร้าน คุณไผ่กล่าวในคลิปว่า วันนี้ที่ให้มาไม่ได้ต้องการ
ใครที่เป็นสายช้อปปิ้ง เดินบิ๊กซีบ่อยๆ ต้องรู้ เพราะปัจจุบันเราไม่ต้องเสียแค่เงินซื้อของอย่างเดียวแล้ว แต่สามารถเป็นนายหน้ารับรายได้จากบิ๊กซีได้แบบไม่ยาก จะหยิบผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือของใช้ในบ้านมาป้ายยา ก็รับค่าคอมมิชชันไปแบบเน้นๆ โดยการป้ายยาแบบแปะลิงก์ Affiliate คือการตลาดออนไลน์ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นนายหน้าโปรโมตสินค้าหรือบริการผ่านลิงก์ และเมื่อมีคนคลิกซื้อสินค้าผ่านทางลิงก์นั้น ผู้โปรโมตจะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชัน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีช่องทางการหารายได้เสริมมาแนะนำ นั่นคือ Big C Affiliate เป็นการสร้างรายได้เสริมออนไลน์ผ่านแอป Big C PLUS แบบไม่ต้องสต๊อกสินค้าหรือจัดส่งสินค้าเอง เพียงแชร์ลิงก์สินค้าตามช่องทางออนไลน์ที่สะดวก อาทิ Facebook, Instagram, X (Twitter) และช่องทางอื่นๆ อีกมากมาย ขั้นตอนการทำง่ายๆ โดยใช้เวลาสมัครเพียง 1 นาที นอกจากนี้ทางบิ๊กซียังมีสินค้าให้เลือกมากกว่า 30,000 รายการ และสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย จะทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขั้นตอนการสมัครง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน 1. สแกน QR CODE หรือคลิก https://affiliate.bigc.co.th/bigc/register เพื่อสมัคร
ในเดือนเมษายนปี 2025 Anne Marie Carroll (แอน มารี แคร์โรลล์) หญิงสาววัย 29 ปีจากเดนเวอร์ ตัดสินใจควักเงินประมาณ 23,000 บาท ($680) ซื้อกล้องวิดีโอ (Camcorder) แบบย้อนยุคจาก Amazon และจ่ายเงินอีกประมาณ 10,000 บาท ($290) เพื่อสร้างเว็บไซต์บน Squarespace โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ภายในเวลาไม่ถึงปี เงินลงทุนก้อนนี้จะงอกเงยกลายเป็นยอดขายกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 60 ล้านบาท จุดเริ่มต้นจากความขัดใจในงานแต่งตัวเอง ไอเดียธุรกิจที่ชื่อว่า “Wedding Weekender” เกิดขึ้นหลังจากที่ แอน มารี แคร์โรลล์ แต่งงานในปี 2024 เธอพบว่าค่าจ้างช่างภาพวิดีโอแต่งงานนั้นแพงมหาศาล เฉลี่ยในอเมริกาอยู่ที่ 1.4 แสนบาทขึ้นไป จนเธอต้องยอมจ้างนักศึกษามาถ่ายให้แทน เธอสังเกตเห็นว่าเพื่อนๆ รอบตัวเริ่มตัดงบวิดีโอทิ้งเพื่อไปทุ่มกับภาพนิ่งอย่างเดียว เพราะสู้ราคาไม่ไหว ในขณะเดียวกัน เธอเห็นเทรนด์ Y2K กลับมาฮิตในหมู่เพื่อนๆ ที่เริ่มพกกล้องดิจิทัลเก่าๆ หรือกล้องใช้แล้วทิ้งไปตามงานปาร์ตี้เพื่อเก็บภาพที่ดูเรียลและมีเสน่ห์แบบย้อนยุค เธอจึงเกิดปิ๊งไอเดีย ทำไมไม่ลองให้เช่ากล้องวิดีโอแบบยุค 90 ให้บ่าวสาวไปถือถ่ายกันเอง พลังของ TikTok แล
จากกิจกรรม “T-Brand to China 2.0” เวิร์กช็อปที่จะพาผู้ประกอบการไทยไปบุกตลาดจีน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปดูเนื้อหาที่น่าสนใจ ในหัวข้อ “Social Commerce Revolution with Tencent คู่มือใช้ WeChat สร้างหน้าร้าน-หาลูกค้า ฉบับ SMEs” โดย คุณธีรยุทธ บาการี Assistant Manager จาก WeChat Pay มาร่วมแชร์เคล็ดลับการใช้ WeChat แอปพลิเคชันยอดนิยมของคนจีน คุณธีรยุทธ เปรียบเทียบให้ฟังถึงพฤติกรรมการใช้สื่อของคนไทยและคนจีนว่า คนไทยส่วนใหญ่มักจะติดต่อกันผ่านทางไลน์ แต่คนจีนจะใช้ WeChat ในชีวิตประจำวัน เพราะมีหลายฟังก์ชันให้ใช้ ทั้งส่งข้อความ การเสิร์ชข้อมูลต่างๆ อีกทั้งยังเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ WeChat กว่า 1.4 พันกว่าล้านแอ็กเคานต์ และคนจีนมีการชำระเงินผ่าน WeChat เกือบ 99% ทำให้มีการใช้ชำระค่าบริการหลักพันล้านต่อวัน โดยได้อธิบายถึง WeChat Mini Program หนึ่งในฟังก์ชันของ WeChat ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการให้กับผู้บริโภคชาวจีนได้ด้วยการสร้างหน้าร้านใน WeChat Mini Program ซึ่งเป็นโอกาสให้ธุรกิจไทยเปิดประตูไปสู่ตลาดจีน นอกจากนี้ ทาง WeChat ยังมีการส
ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันอาจจะกำลังนั่งเล่นเกมหรือดูการ์ตูน แต่ แมดเดน ฟอร์เรสต์ (Madden Forrest) เด็กชายวัย 12 ปี Young Entrepreneur กลับใช้เวลาหลังเลิกเรียนสร้างอาณาจักรธุรกิจร่วมกับพ่อของเขา จนสามารถทำรายได้ถล่มทลายถึง 4,000 ดอลลาร์ ราว 1.4 แสนบาท ในเวลาเพียงแค่วันเดียว และปัจจุบันธุรกิจนี้กำลังสร้างเม็ดเงินเกือบ 2 ล้านบาทต่อเดือน อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้การเปิดซองการ์ดสะสมธรรมดาๆ กลายเป็นกลยุทธ์ทำเงินที่คนทั้ง TikTok ต้องจับตามอง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวของ “Bull Island Breaks” พ่อลูกคู่หูที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้ามีวินัยและความชอบที่มากพอ คำว่า “รวยตั้งแต่เด็ก” ก็ไม่ใช่แค่ความฝัน จุดเริ่มต้นที่ลองผิดลองถูก ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคมปี 2024 จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจที่ซับซ้อน แต่มาจากความสนุกล้วนๆ แมดเดนและคุณพ่อ สตีเวน (Steven) เริ่มต้นจากการสะสมการ์ดโปเกมอนและขยับมาสู่การ์ดอเมริกันฟุตบอล จนกระทั่งแมดเดนไปเห็นเหล่าครีเอเตอร์ใน TikTok ไลฟ์สดแกะกล่องการ์ด หรือ Card Breaking เขาจึงหันไปถามพ่อว่า เราลองทำแบบนี้บ้างได้ไหม? ในช่วงแรก ทั้งคู่ยอมรับว่า
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไม่เว้นแม้แต่ในมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่วันนี้พฤติกรรมการกินดื่มของชาวมะกันกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ “ความคุ้มค่า” กลายเป็นโจทย์หลัก แต่ “ความอยากกินของดี” ยังคงอยู่ สิ่งนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างแดนที่จะต้องปรับตัวให้ทันเกม เพื่อเปลี่ยนวิกฤตค่าครองชีพให้กลายเป็นโอกาสในการชิงส่วนแบ่งการตลาด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารของชาวมะกันในปี 2026 พบว่า การบริโภคนอกบ้านลดลง จากภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ แต่ยังคงบริโภคนอกบ้านอยู่ โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ แนะร้านอาหารไทยนำข้อมูลใช้วางแผนการตลาด ชูคุณภาพ ความคุ้มค่า สั่งซื้อ และใช้บริการสะดวก นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสร
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” กรมการท่องเที่ยวให้เกียรติส่งหนังสือเชิญไปบรรยายงานสัมมนาสำหรับร้านอาหาร โรงแรม ในชื่อโครงการสุดหรูว่า “Thailand Greem Premium Spark 2026” พร้อมโจทย์ชื่อยาวให้สร้าง “โมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารกรีนพรีเมียม จากครัวสู่การลดขยะอาหารอย่างยั่งยืน” กำหนดการสัมมนามีที่ ห้องแพลตินัม วิงส์ ชั้น 2 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. ไม่รู้ว่าบทความนี้จะออกทันประชาสัมพันธ์มั้ย ถ้าทันผู้สนใจเข้าร่วมติดต่อได้ที่ 082-450-2634 และ 062-191-4455 ครับ การจะสร้างโมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารสีเขียวให้เหมาะกับร้านอาหารของตัวเองไม่ยากครับ เพราะหลักง่ายๆ ของร้านอาหารสีเขียวคือ “ลด ละ เลิก” เหมือนกับรณรงค์เลิกดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เลย ในมุมมองของร้านอาหารสีเขียวการลด ละ เลิก คือ ลดจนไปถึงหยุดการใช้ การสร้างสิ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น เลิกใช้กล่องโฟม ลดการใช้ถุงพลาสติก ยามมะนาวแพงลูกละ 10 บาท ปรับเปลี่ยนการตกแต่งจานไม่ใส่ชิ้นมะนาววางมาในจานข้าวผัด ละเว้นการเปิดแอร์ในหน้าหนาวสำหรับร้าน
“ถ้าเราเล่าว่าสินค้าดีอย่างไรอาจไม่รอด เพราะในจีนไม่มีอะไรที่เขาผลิตไม่ได้ แต่ถ้าเราเล่าผ่านเรื่องราวของประเทศและผูกโยงเข้ากับถิ่นกำเนิดให้ได้ นั่นคือจุดที่เขาจะยอมควักเงินจ่ายให้เรา” ในแวดวงโฆษณาชื่อของ คุณโอห์ม-ดิศรา อุดมเดช Founder และ CEO ของ Yell Advertising เอเจนซีโฆษณาอิสระสัญชาติไทยที่เติบโตสู่ระดับ Network ในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับในเรื่องชั้นเชิงกลยุทธ์ ในเวิร์กช็อป “T-Brand to China 2.0” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด คุณโอห์มได้มาร่วมแชร์มุมมองในหัวข้อ “Creative Branding & AI Strategy ปั้นแบรนด์ไทยให้ ‘ชนะใจ’ ลูกค้าจีน ด้วยครีเอทีฟและ AI” เพื่อติดอาวุธให้ SMEs ไทยบุกตลาดแดนมังกรได้อย่างยั่งยืน มองมุมกลับ จีนไม่ใช่แค่ “ผู้ขาย” แต่คือ “ผู้ซื้อ” รายใหญ่ จากข้อมูลเมื่อประมาณกลางปี 2568 ตัวเลขส่งออกของไทยอยู่ในระดับที่สูง เราเป็นคู่ค้ากับจีน และเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งของออกไปมากที่สุด เวลาเรามองถึคงปีะเทศจีน เราอาจจะนึกถึงของที่มีราคาถูก ที่เราไปซื้อมาขายหรือของที่เขาเอาเข้ามาขายในไทย แล้วทำให้การแข่งขันในฐานะ SMEs มันยากเหลือเกิน แ
