Featured How to เคล็ดลับผู้ประกอบการ

วัตถุดิบ “GI” ทำอะไรได้บ้าง เปิดไอเดีย Cooking Table ทำเมนูใหม่จากของดีท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าได้หลักพัน

โดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี”

GI คำนี้ย่อมาจาก Geographical Indications คนละคำกับทหาร GI อันนั้นย่อมาจาก Government Issue ความหมายเดิมคือสินค้าเครื่องใช้ของทหารอเมริกัน ต่อมาเลยหมายถึงทหารอเมริกัน ในบ้านเราทหารจีไอฮิตมากในสงครามเวียดนาม (2498-2518) ทหารอเมริกันมาเต็มเมืองไทย คนไทยเลยเรียกทหารอเมริกันว่า จีไอ

พอมาได้ยินหรืออ่านถึง “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” ใช้ตัวย่อว่า GI เหมือนกัน คนรุ่นผมฟังแรกๆ งงๆ เกี่ยวอะไรกับ จีไออเมริกัน หรือเปล่าหว่า พอใช้กันเยอะๆ เลยหายงง

ความหมายของสินค้าจีไอคือ

เป็นสินค้าที่มาจาก แหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะของสินค้านั้น เป็นผลมาจากการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว ประโยชน์คือช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าชุมชน ปกป้องสิทธิ์ผู้ผลิต และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าเป็นของแท้จากแหล่งกำเนิดจริง

ทะเบียนจีไอไทยนี้จดไปทั่วโลกด้วย กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ออกเครื่องหมายรับรองจีไอ ผู้ผลิตทั่วไปสามารถยื่นขอ จดทะเบียนสินค้าจีไอได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนด เช่น เป็นสินค้าในท้องถิ่นนั้นจริงๆ มีแผนปฏิบัติงาน แผนควบคุมทดสอบ สินค้าจีไอส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบอาหาร และพวกหัตถกรรม ทะเบียนจีไอมีอายุ 2 ปี พอจะหมดต้องขอต่อใหม่ กันเพี้ยน หรือเอาสินค้าสวมรอย สินค้าจีไอตอนนี้มีอยู่ 267 รายการ เช่น กล้วยไข่กำแพงเพชร ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท ร่มบ่อสร้าง มะแขว่นเชียงใหม่ เงาะทองผาภูมิ ฯ

วัตถุดิบจีไอนี่แหละครับ ที่เป็นหนทางหนึ่งในการพลิกแพลงทำอาหารของกุ๊ก ของเชฟไทย ณ ตอนนี้ ซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านอาหารไม่มากก็น้อย

Cooking Table
Cooking Table

ผมไปร่วมเป็นกรรมการตรวจร้านอาหารกรีนพรีเมียม (Green Premium) จัดโดยกรมการท่องเที่ยว ปีนี้ทั่วประเทศมี 30 ร้าน ร้านกรีนพรีเมียมเป็นอัปเกรดอีกขั้นของร้านอาหารสีเขียว นอกจากเรื่องรักษ์โลก สิ่งแวดล้อม ลดขยะ ลดพลังงาน สะอาด อนามัย ยังต้องมีเรื่องราว จุดเด่นของร้าน อาหาร ที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร เชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวได้ไปลิ้มลอง

หลายร้านเอาวัตถุดิบจีไอนี่แหละครับมาเล่นเป็นจุดขาย ผนวกกับวิธีการทำอาหารสมัยใหม่ เชฟ 2 คน ที่ภูเก็ต พอมีเวลาวันว่างเขาจะขี่รถไปตระเวนตามท้องถิ่น เลือกสรรวัตถุดิบพื้นถิ่นนั้นมาทำอาหาร (อาจจะเป็นจีไอ) ที่แน่ๆ ของภูเก็ต มีตราจีไอแล้วคือ สับปะรดภูเก็ต กับ กุ้งมังกรเจ็ดสีภูเก็ต เลยไปพัทลุงมี ข้าวสังข์หยด พังงามี ข้าวไร่ดอกข่า ขึ้นเหนือเชียงใหม่มี กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง มะแขว่นเชียงใหม่ ลงมากรุงเทพฯ ที่ขึ้นทะเบียนจีไอแล้วมีแค่ 3 อย่าง คือ ลิ้นจี่บางขุนเทียน ส้มบางมด จำปีหนองแขม

ใครอยากได้วัตถุดิบท้องถิ่นไหนมาทดลองทำอาหารเรียกแขกไปเปิดบัญชีรายการวัตถุดิบจีไอของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ครับ https://www.ipthailand.go.th/th/gi-002.html

ถามว่าแล้วเขาเอาวัตถุดิบจีไอมาทำอะไรกัน

ก็ทำอาหารไทยมั่ง ฝรั่งมั่ง จีนก็มี ผสมผสานกันได้หมด สำคัญที่การผสานรสชาติ การนำเสนอ เชฟคนหนึ่งใช้ไก่ท้องถิ่นแค่ค่อนตัว ส่วนท่อนล่างเอาไปต้มน้ำซุป ท่อนบนยัดสมุนไพรไปแขวนในตู้ดรายเอจ คือตู้ที่คุมอุณหภูมิ และความชื้น ไม่ให้แบคทีเรียข้างนอกเข้า บ่มจนเนื้อนุ่ม ค่อยเอาไปย่างถ่านรมควันเป็นไก่ย่างหนังกรอบหอมรมควันเนื้อนุ่ม

เชฟบางคนถนัดวิทยาศาสตร์ เอาพวกอาหารอย่างเช่น กะปิ ไปสกัดด้วยเครื่องทำหัวน้ำหอม คือมันจะสกัดกลิ่นอาหารออกมาเป็นน้ำ แต่น้ำใสๆ ไม่มีรสนั้นดันเป็นกลิ่นกะปิ ด้วยวิธีนี้เชฟก็เอาน้ำกลิ่นโน้นกลิ่นนี้มาเป็นลูกเล่นในการประกอบอาหารจานใหม่ได้ เหมาะกับคนกินที่ชอบทดลอง และอาหารประเภทนี้ขายกันหัวหนึ่งแพงเอาการ 2,000-3,000 บาท เชียว

ทั้งเครื่องดรายเอจ เครื่องสกัดกลิ่น มีขายในแอปขายของหาง่ายถ้าอยากเล่น ที่เล่นกันเยอะๆ คือ เครื่อง Slow Cook หรือเครื่องตุ๋น เครื่องซูวีหรือการต้มแบบสโลว์คุกแต่อยู่ในถุงทนความร้อน หม้อแรงดัน หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องพวกนี้ช่วยประหยัดพลังงานแก๊สไปได้มาก

เรื่องราวการนำวัตถุดิบจีไอยิ่งถ้าเป็นเกษตรอินทรีย์ด้วยยิ่งดีมาทำอาหารนี้ ต้องนำเสนอให้ลูกค้ารับรู้ งุดๆ ทำคนเดียวรู้คนเดียวไม่ได้ ป่าวประกาศไปให้ทั่วทั้งทางโซเชียล ป้ายหน้าร้าน ป้ายตั้งโต๊ะ ในเมนู เรามีอะไรดี เอามา “ขาย” ให้หมด

อาหารไทย

ผมเคยทำอาหารจากกุ้งมังกรอยู่อย่างหนึ่งเป็นไอเดียที่ตั้งไว้เองว่า “Cooking Table” คือให้ลูกค้ามาร่วมทำอาหารและกินไปด้วย ทำอยู่ได้ไม่กี่ครั้ง ผมก็เลิกซะ เพราะทำไม่ไหว ไม่มีคนช่วย กุ้งมังกรที่ใช้เป็นกุ้งเป็นแต่เอาไปน็อกน้ำแข็งให้สลบ

กิมมิกที่เอามาเล่นกับกุ้งมังกรคือให้ลูกค้ามาเป็นคนผ่ากุ้งมังกรเอง ผมคอยสอนอยู่ข้างๆ ว่าตัดยังไง ทำยังไง จนดึงตัวออกมาจากหัวได้ ดีใจกันใหญ่ ถ่ายรูปพรึ่บพรับ จากนั้นเอามาผ่านกระบวนการแล่เป็นชิ้น ล้างน้ำโซดา (ยังไงกุ้งก็ดิบ เสี่ยงต่อเชื้อแบคทีเรีย พยาธิ คนกินเป็นผู้เสี่ยงครับ) ลูกค้าที่ไม่ไว้ใจของดิบ เอาไปลวกน้ำเดือดพอสุก ได้เนื้อกุ้งหวาน สุก กินสบายใจกว่า

น้ำพล่าเหมือนน้ำยำ แต่เพิ่มน้ำมะกรูด เสียดายที่ยังไม่มีมะกรูดบ้านไหนได้จีไอ มีแต่ส้มซ่าบ้านวัง พิษณุโลก เอามาใช้เพิ่มลูกเล่นได้เลย (ถ้าหาได้ เขามีเพจบ้านวังครับ)

สัดส่วนน้ำยำมาตรฐาน ใส่ของเปรี้ยว 1 ส่วน (น้ำมะนาว+น้ำมะกรูด หรือน้ำส้มซ่า) น้ำปลา 1 ส่วน น้ำตาล 1/2 ส่วน เช่น น้ำมะนาวกับน้ำมะกรูด 1 ถ้วย น้ำปลาก็ 1 ถ้วยหย่อน ๆ หน่อย เกิดเจอน้ำปลาเค็มมาก น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย คนละลาย เครื่องของพล่าต่างจากเครื่องยำทั่วไป มีตะไคร้อ่อนซอยฝอย กระเทียมสับ หอมแดงซอยบาง ใบสะระแหน่เด็ดเป็นใบ พริกขี้หนูสวนซอย โรยหน้าด้วยใบมะกรูดซอย ผสมผิวส้มซ่าซอย เป็นพล่าที่อร่อยสุดยอด

ไอเดียคุกกิ้งเทเบิ้ลนี้ยินดีให้นำไปใช้ได้ ผสมกับวัตถุดิบจีไอ เกษตรอินทรีย์ และการจัดการร้านอาหารสีเขียว การจัดแต่งจาน การนำเสนอ แค่นี้ก็เป็นเลิศแล้วครับ

Related Posts

วัตถุดิบ “GI” ทำอะไรได้บ้าง เปิดไอเดีย Cooking Table ทำเมนูใหม่จากของดีท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าได้หลักพัน
ร้านขนมอบสไตล์ฝรั่งเศส Trinity
ขายได้เกือบ 3 ล้าน ใน 3 เดือน สูตรปั้น “SODO Donut” คาเฟ่โดนัทรสชาติไทย เสิร์ฟวันละ 600-1,000 ชิ้น