SMEs
บทความโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ ไอเดียต่างแดน เทรนด์การเช่าสิ่งต่างๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลก ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่สิ่งของ แต่ยังมีบริการเช่าแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว-เจ้าสาว แฟนหลอกๆ หรือครอบครัวกำมะลอ เพื่อสร้างความสบายใจท่ามกลางสังคมที่โดดเดี่ยวและกดดันมากขึ้น “ญี่ปุ่น” เป็นประเทศขึ้นชื่อในเรื่องบริการเช่าสุดแปลก ล่าสุด มีบริการให้เช่า “หนุ่มสายโหด” สำหรับผู้ที่มีปัญหาแก้ไม่ตก หลายๆ ภารกิจก็ลุล่วงไปได้ด้วยดีแบบไม่มีความรุนแรง “เซาท์ไชนา มอร์นิง โพสต์” ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีกระแสไวรัลในโลกโซเชียลญี่ปุ่นเกี่ยวกับบริการเช่าหนุ่มลุกส์โหดๆ มีรอยสักและแต่งตัวสไตล์น่าเกรงขาม ไปช่วยจัดการธุระส่วนตัวที่ทำคนเดียวได้ยาก หนุ่มสายโหดเหล่านี้ มีความสามารถในการเผชิญหน้าท่ามกลางสถานการณ์อันตราย แต่บริษัทที่ให้บริการยืนยันว่าจะไม่รับจ้างทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือจ้างคนจากแก๊งอันธพาล หากลูกค้าทำสิ่งผิดกฎหมาย พวกเขาก็จะยกเลิกรับงานทันที บริการนี้ได้รับความสนใจหลังจากผู้ใช้โซเชียล @yukitichqn โพสต์หน้าจอเว็บไซต์ https://rental-kowaihito.com/ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม จากนั้นก็มียอดคลิ
ย่านนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ นอกจากจะเป็นตลาดเก่าแก่กว่าร้อยปีที่ขึ้นชื่อด้านอาหารและขนมไทยแล้ว ยังมีร้านขนมถ้วยชื่อดังที่เป็นเสมือน “หมุดหมาย” ของนักชิมทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นคือ “ขนมถ้วยตะไลมณฑา” ของหวานโบราณรสละมุน ที่สืบทอดสูตรชาววังต้นตำรับ 100 ปี ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทุกเช้าในตลาดนางเลิ้ง ร้านเล็กๆ แห่งนี้จะอบอวลด้วยกลิ่นหอมกะทิสดที่คั้นเอง ผสมความหวานหอมจากน้ำต้มใบเตยตามแบบฉบับสูตรดั้งเดิม เสิร์ฟมาในถ้วยตะไลเรียงราย สวยงามจนผู้ที่ผ่านไปมาต้องหยุดมอง คุณนก-จิราพรรณ คงเทียน ทายาทรุ่น 2 ในฐานะลูกสาวของ คุณมณฑา ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา เล่าว่า เธอขายขนมถ้วยมา 40 กว่าปี ความสำเร็จของขนมถ้วยไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการนึ่งเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่การ “คัดเลือกมะพร้าว” ซึ่งต้อง “ไม่เอือน” หรือมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ “ไม่จาว” หรือไม่มีงอกมะพร้าวในลูก และ “ไม่ร้าว” เพราะจะทำขนมให้มีกลิ่นหืน ทุกวันจึงต้องสั่งมะพร้าวสดจากเจ้าประจำในตลาดเทเวศร์ แม้ราคาจะสูงกว่าแหล่งอื่น แต่เพื่อคงคุณภาพและรสชาติ จึงไม่ยอมลดทอนมาตรฐาน ขนมถ้วยตะไลมณฑา จึงยังคงเอกลักษณ์คว
จากเด็กวัย 15 ปีที่เริ่มธุรกิจแรกจากการเพนต์เคสไอโฟนขายบนเว็บบอร์ด สู่การเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าครบวงจร Awesome.screen คุณแพรว-พรรณระพี โกสิยพงษ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Awesomedough (ออซั่มโด) ที่มีความตั้งใจอยากทำโรงงานที่เข้าถึงง่าย มือใหม่ไม่มีประสบการณ์ก็สามารถสร้างแบรนด์ได้ ปัจจุบันรับผลิตเสื้อผ้ากว่า 1,000 แบรนด์ พร้อมให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่หาผ้า ขึ้นแพตเทิร์น ตัดเย็บ สกรีน รวมถึงรีดเสื้อ QC ทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และบริการแพ็กใส่ถุง พร้อมขายได้ทันที จุดเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ สู่โรงงานผลิตเสื้อผ้าครบวงจร ย้อนกลับไปเมื่อตอนวัย 15 ปี คุณแพรวเล่าว่า ธุรกิจแรกของเธอเริ่มจากการขายเคสไอโฟนที่นำมาเพนต์ลวดลายต่างๆ ด้วยสีอะคริลิก ไม่ว่าจะเป็น ลายท้องฟ้า ลายกริด และลายหินอ่อน ซึ่ง ณ ตอนนั้นถือว่าได้รับความนิยมจนเกิดเป็นกระแสไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะต่อยอดสู่การใช้เทคนิค Heat Transfer หรือการถ่ายเทลวดลายด้วยความร้อนลงบนพลาสติก ในยุคนั้นโซเชียลมีเดียยังไม่บูมมาก ทำให้เธอเริ่มจากการขายตามเว็บบอร์ด ก่อนจะย้ายมาขายผ่านทาง Facebook และ Instagram ในเวลาต่อมา เมื่ออายุ 21 ปี เธอได้เข้าเร
ถ้าพูดถึง “ถุงหอมสมุนไพร” เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงร้าน “จิ้น เฮง ฮวด” ร้านขายสมุนไพรจีนและสมุนไพรไทย ที่เปิดมายาวนานกว่า 50 ปี นับตั้งแต่ปี 1971 อยู่คู่สี่แยกราชวงศ์ ก่อนย้ายมาแถววัดมังกรในปัจจุบัน และสืบทอดกิจการมาถึงทายาทรุ่นที่ 5 แม้จะเป็นร้านเก่าแก่ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ร้านขายสมุนไพรแห่งนี้กำลังเป็นไวรัลบนติ๊กต็อก มียอดวิวถึงหลักล้าน จากการพัฒนาและปรับตัวตามเทรนด์ นำจุดแข็งด้านสมุนไพรมาต่อยอดไอเดียจากซีรีส์จีน จนกลายเป็น “ถุงหอมสมุนไพร” สูตรเฉพาะของทางร้าน สินค้าขายดีที่สุดในตอนนี้ จุดเริ่มต้นของ จิ้น เฮง ฮวด เป็นมาอย่างไร วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ คุณพรีม-เพ็ญพิชชา เอื้อแสวงบุญ ทายาทรุ่นที่ 5 จุดเริ่มต้นของ จิ้น เฮง ฮวด คุณพรีมเติบโตมากับร้านสมุนไพรของครอบครัว เธอเห็นคุณแม่ทำงานในร้านแห่งนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่การต้มยาจีน การจัดสมุนไพร ไปจนถึงการดูแลลูกค้าที่ให้บริการแบบเป็นกันเอง เหมือนคนในครอบครัว จึงทำให้เธอซึมซับบรรยากาศและมีความคุ้นเคยกับธุรกิจนี้มาโดยตลอด “สิ่งสำคัญที่ทำให้ร้านเราอยู่ได้ยาวนานขนาดนี้ เพราะการบอกต่อของลูกค้า อีกทั้
“ผัดไทย” อาหารจานเดียวที่เป็นภาพจำของไทยในสายตาชาวโลก แท้จริงแล้วไม่ได้มีรากเหง้าเก่าแก่ตั้งแต่โบราณ แต่ถือกำเนิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยรัฐบาลในยุคนั้น ต้องการส่งเสริมการบริโภคก๋วยเตี๋ยว และมีการต่อยอดให้เป็นอาหารที่มีความเป็นไทย สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างชาติในช่วงเวลานั้น แต่กว่าผัดไทยจะมาอยู่ในจุดที่เป็น “เมนูแห่งชาติ” อย่างทุกวันนี้ ก็ผ่านการปรับเปลี่ยน ดัดแปลง และเพิ่มมูลค่ามาโดยตลอด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร อย่าง เชฟแมน-สราวุธ เนียนวิฑูรย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร วิทยาลัยท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า “การตีความผัดไทย ไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่การผัดแบบจีนที่ดัดแปลงด้วยรสเปรี้ยว หวาน เค็ม จนได้อาหารที่ลงตัว และถูกเรียกชื่อว่า ผัดไทย อันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานที่เรียบง่าย แต่โดนใจผู้คน” เชฟแมน เริ่มต้นกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนบอกต่อว่า สำหรับ “การเพิ่มมูลค่า” ผัดไทย สามารถทำได้หลายทาง หนึ่ง การเลือกสรรวัตถุดิบ เช่น ทั่วไปอาจใช้กุ้งแห้งเป็นพื้นฐาน แต่ถ้าอยากยกระดับ สามารถเปลี
“เป้าหมายของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ไม่ใช่โฟกัสเรื่องสินค้าจีนในไทย แต่คือการเปิดทางให้สินค้าไทยได้ก้าวออกไปสู่ตลาดโลก ผ่านระบบนิเวศที่คนไทยสร้างขึ้น เพื่อสนับสนุนคนไทยอย่างแท้จริง” ทิศทางใหม่นี้สะท้อนความตั้งใจในการขยายขอบเขตของคุณคมสันต์ ลี จากการเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ในประเทศ ไปสู่การเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ และผู้ประกอบการไทยมีเวทีในระดับสากล โดยใช้ศักยภาพของ Flash และเครือข่ายธุรกิจใน Ecosystem เดียวกัน เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก คุณคมสันต์ กล่าวว่า ไม่ได้ต้องการสร้างแพลตฟอร์มค้าปลีกเพื่อขายของจีน แต่สร้างขึ้นเพื่อให้แบรนด์ไทยได้ไปต่อ แพลตฟอร์มนี้จะเป็นเวทีของสินค้าคนไทย แบรนด์ไทย ที่อยากเติบโตในเวทีโลก ส่งออกแบรนด์และแนวคิดไทย ผ่าน Ecosystem ที่คนไทยสร้างเอง ธุรกิจใหม่ที่กำลังพัฒนานั้นจะใช้ Ecosystem ที่สร้างจาก Flash Express และพันธมิตรในสายโลจิสติกส์ไทยเป็นฐานหลัก พร้อมต่อยอดด้วยธุรกิจ Mad Unicorn ที่จะช่วยสร้างเครื่องมือและเทคโนโลยีสนับสนุนแบรนด์ไทยในการแข่งขันระดับสากล หากย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้นของ Flash Express จะเห็นได้ชัดว่า ผู้ก่อตั้งอย่างคุณคมสันต์ ลี และ Co-founder ไ
โตเกียว ขนมแป้งบางกรอบไส้หวานมันที่อยู่คู่กับความทรงจำวัยเด็กของใครหลายคน อาจดูเป็นแค่ขนมธรรมดาๆ แต่สำหรับ คุณปัน-ปัญรญา หว่องวัชระมาริน วัย 35 ปี และ คุณซี-ฉัตรปวีณ์ ปัญญารพีวัชร์ วัย 41 ปี สองหุ้นส่วนเจ้าของร้าน 80eggs ขนมชิ้นนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งสำคัญ จากความทรงจำริมทางสู่การสร้างสรรค์ธุรกิจที่มีเอกลักษณ์และเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามหา “โตเกียว” ในอุดมคติ คุณปันและคุณซีซึ่งเคยทำงานในสายสุขภาพและเวชภัณฑ์ ต่างเป็นคนชอบทานขนมโตเกียว แต่เมื่อพวกเขาเริ่มมองหารสชาติแบบที่คุ้นเคยในอดีต นั่นคือแป้งบางกรอบและหอมอร่อย กลับพบว่าส่วนใหญ่เป็นแป้งหนานิ่ม ความผิดหวังในครั้งนั้นได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ทั้งคู่ตัดสินใจลงมือค้นหาสูตรที่ใช่และสร้างสรรค์ร้านของตัวเองขึ้นมา เพื่อส่งต่อรสชาติแห่งความทรงจำให้กับคนรุ่นใหม่ 80eggs ไม่ได้โดดเด่นแค่ความอร่อย แต่ยังเป็นการ ยกระดับขนมโตเกียว ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์คนยุคใหม่ ทั้งด้วยการปรับสูตรให้ แป้งบางกรอบ ที่เป็นเอกลักษณ์ และการ ลดความหวาน ลงเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ อีกทั้งยังนำเสนอ ไส้ที่หลากหลายกว่า 30 หน้า ทั้งคาวและหวาน ซึ่งเป็นไอเดียที่ม
เมื่อพูดถึง “ทอฟฟี่เค้ก” หลายคนคงคุ้นกับรสชาติหอมหวานของคาราเมลและความนุ่มของเนื้อเค้กที่เคยได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่ร้านขนมเล็กๆ สุดชิกในจังหวัดนครปฐมอย่าง “ย้อยหย่อย” กลับหยิบเมนูคลาสสิคนี้มาตีความใหม่ จนกลายเป็นเค้กที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างติดใจ และกลับมาซื้อซ้ำจนกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของร้าน จุดเด่นของทอฟฟี่เค้กร้านนี้ อยู่ที่ความหอมกลมกล่อมของเนื้อเค้กรสกาแฟ ตัดกับหน้าคาราเมลหอมหวาน โรยเม็ดมะม่วงหิมพานต์แบบจัดเต็ม แน่นเต็มกล่อง จนหลายคนบอกว่าเพียงกัดคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของคนทำที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ที่สำคัญ “ย้อยหย่อย” ยังสร้างเสน่ห์ใหม่ให้กับขนมเก่า โดยชูจุดขาย อร่อยได้ 2 สไตล์ใน 1 กล่อง หากแช่เย็นจะได้สัมผัสคาราเมลกรอบๆ เคี้ยวเพลิน แต่ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง คาราเมลด้านหน้าจะกลายเป็นเนื้อฟัดจ์เยิ้มๆ หวานมัน ละลายใจสายขนมหวาน แม้ตลาดเบเกอรี่สมัยนี้ จะมีเค้กแฟนซี หน้าตาใหม่ๆ ออกมาให้เลือกไม่รู้จบ แต่ ทอฟฟี่เค้กย้อยหย่อย ยังคงครองใจลูกค้าด้วยความเรียบง่าย เข้าถึงได้ทุกวัย และที่สำคัญคือ ความอร่อยที่ไม่ธรรมดา จนใครได้ลองก็ติดใจ และกลับมาซื้อซ้ำกันเรื่อยๆ ส่วนร
คุณออม-โชติกา ถิระกิตติกุล คือเจ้าของร้านน้ำแข็งไส “ย้อยหย่อย” กิจการเล็กๆ แต่คับแน่นด้วยคุณภาพที่รังสรรค์และพลิกโฉมเมนูน้ำแข็งไสธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเมนูสุดว้าว จนเป็นร้านขนมที่ “ชิก” ที่สุดแห่งนครปฐม ก็ว่าได้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ บอกเลย “ไม่ง่าย” คุณออมเกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง ทำอาชีพค้าขายลอดช่อง ในวัยเด็กเธอใฝ่ฝันเป็นแอร์โฮสเตส ไม่เคยคิดจะค้าขายอาหารเหมือนแม่ อีกทั้งคุณพ่อ-คุณแม่ ไม่ค่อยสนับสนุนให้ค้าขาย เพราะรู้ดีว่าเหนื่อยสาหัสแค่ไหน เจ้าของกิจการ บอกอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ชอบเข้าครัวเป็นทุนเดิม ทำให้เธอตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน แล้วหันเหจากการเรียนด้านภาษา มาเรียนทางด้านการทำอาหาร จนจบปริญญาตรีจากสาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร วิทยาลัยดุสิตธานี (ปัจจุบันคือ สาขาวิชาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร) ทำให้มีทักษะด้านอาหารอยู่ในขั้นดีเลยทีเดียว หลังเรียนจบ คุณออมไปหาประสบการณ์ในต่างแดนอยู่หลายปี กระทั่งหลังสถานการณ์โควิด-19 มีเหตุจำเป็นต้องกลับมาทำงานที่บ้านเกิด เธอจึงตัดสินใจเปิด “ย้อยหย่อย” ร้านน้ำแข็งไสเล็กๆ 1 คูหา อยู่ในซอยแคบๆ ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ โดยดัดแปลงบ้านที่อาศัยแต่เยาว์วัย
โคตรมาร์เก็ตติ้ง! “อนันต์จะปั่นชาเย็น” ใช้ความบันเทิงเอนเตอร์เทนลูกค้า กลายเป็นไวรัล พีกสุด 400 แก้ว/วัน “โอมมม อะนันตะปัดชะเย อะปัดติเถเถนา” เพลงฮิตติดหูตลอดกาล ที่ไม่ว่าใครก็สามารถร้องตามได้ และล่าสุดกับไวรัลจากร้าน “อนันต์จะปั่นชาเย็น” ที่ได้เชิญ อาจารย์หน่อย เชิญยิ้ม มาสร้างสีสันให้กับทางแบรนด์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ คุณปอนด์-พงศ์ธวัช บรรณาสถิตย์กุล และคุณกิตติญา เอกสรกุล เจ้าของร้าน “อนันต์จะปั่นชาเย็น” เป็นคนที่ชอบดูรายการตลกเป็นชีวิตจิตใจ และได้ฟังเพลงที่เป็นคาถาสุดฮาอย่าง “อะนันตะปัดชะเย” ที่มีอาจารย์หน่อย เชิญยิ้ม เป็นผู้ร้องเพลงนี้ไว้ ทำให้เขาได้จุดประกายไอเดียดัดแปลงคำจากบทสวดมาตั้งเป็นชื่อร้าน ซึ่งคุณปอนด์ เล่าว่า ตนนั้นตั้งชื่อร้านนี้ตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน ซึ่งเป็นตอนที่ยังไม่รู้เลยว่าจะขายอะไรดี “เราแค่นึกถึงว่า คนเห็นบทสวดนี้แล้วตลก สนุกสนาน ตอนแรกธีมร้านยังไม่มีอะไรเลยครับ เรามีแค่ชื่ออย่างเดียว” กระแสตอบรับดีเกินคาด “ทุกคนคงมีภาพในหัวว่าวันหนึ่งเราอยากจะดัง แต่ภาพในหัวออกมาเป็นความจริงเร็วมากๆ เกินที่คิดไปแล้ว” เขาเล่าว่า เพจของร้านอนันต์จะปั่นชาเย็นจะไม่ได้เน้นโพส
