SMEs
เพียงเอ่ยชื่อ “ทิพย์สมัย” เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยต้องรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี สำหรับร้านผัดไทยที่อยู่คู่ย่านประตูผีมานานกว่า 86 ปี เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งปัจจุบันคือเจนที่ 3 ในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” จัดโดย เส้นทางเศรษฐีและเครือมติชน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร รองประธาน ผัดไทยทิพย์สมัย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาบนเวที Talks &Taste Stage หัวข้อ ‘Good Taste for a Good Cause เบื้องหลังรสชาติไทยที่บินไกลทั่วโลก’ ได้กล่าวถึงผัดไทยทิพย์สมัยว่า ผัดไทย อยู่คู่กับคนไทยมานาน นับเป็นเมนูประจำชาติอีกอย่างหนึ่ง ในมุมของผู้บริโภค ผัดไทยมีหลากหลายรูปแบบมาก แต่สำหรับทิพย์สมัยแล้ว เมนูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ผัดไทยเส้นจันท์มันกุ้ง กุ้งสด ทั้งแบบห่อไข่และไม่ห่อไข่ จากการที่ รศ.พญ.ธัญนันท์ ได้พูดคุยกับสามี ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีความชอบและพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา “ผัดไทยทิพย์สมัย” ให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ พร้อมทั้งตั้งใจผลักดัน “ผัดไทยดั้งเดิม” ให้ก้าวออกไปทั่วโลก ย
เพราะมีความฝันอยากเปิดร้านเครื่องดื่มของตัวเอง แม้จะไม่ตรงกับความคาดหวังของครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ แต่นั่นไม่ใช่บททดสอบให้คิดยอมแพ้ ในทางกลับกัน คุณมุ-กิติพัฒน์ บุญทัศน์ กับ คุณฟ่าง-นรีรัตน์ มีเดช แฟนสาววัย 25 ปี ได้พิสูจน์ตัวเอง ด้วยการขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด และสวนสาธารณะ แต่กลับขายไม่ดีอย่างที่คิด จึงปรับมาขายชาผลไม้ดีลิเวอรีจากในบ้าน ในชื่อร้าน “ผลเอย ผลไม้” กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้พวกเขากลับมาตั้งหลักจนมีหน้าร้าน ก่อนต่อยอดสู่ “โมจิผลไม้” เมนูไวรัลที่มีลูกค้าจองคิวล่วงหน้า 1,200 ลูก ใน 1 สัปดาห์ สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน เริ่มต้นจาก “ขายไม่ได้” คุณมุ วัย 33 ปี เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า ผลเอย ผลไม้ เริ่มต้นมาจากการขายน้ำผลไม้สกัดเย็น ที่วันหนึ่งขายได้แค่ไม่กี่ขวด จนต้องหันมาขาย “ชาผลไม้” เมนูกระแสที่กำลังดังในกรุงเทพฯ “ไปขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด แล้วขายไม่ดี ไม่มีคนซื้อ บางวันขายได้ 7 ขวด หรือไปขายที่สวนสาธารณะได้ขวดสองขวด เลยต้องหาอะไรที่น่าจะขายได้ ตอนนั้นกระแสชาผลไม้กำลังดังในกรุงเทพฯ แล้วเราก็อยากกินด้วย เลยไปรีเสิร์ชว่าในพิษณุโลกมีคนขายไ
“นกหวีดพารอด – PAROD Whistle” ไอเดียเจ๋งๆ นี้มาจาก Qualy ผู้ออกแบบ “นกหวีดพารอด – PAROD Whistle” ที่ไม่ใช่แค่เครื่องส่งเสียง แต่คือสัญลักษณ์แห่งความรอด และพลังแห่งศรัทธา โดยทางเพจ Qualy ได้อธิบายรายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจว่า นกหวีดพารอด ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “พระรอด” ซึ่งเป็นพระเครื่อง 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีที่มีอายุเก่าแก่ มีความเชื่อเรื่องพุทธคุณแคล้วคลาด คงกระพัน จนถูกขนานนามว่า “พระเครื่องสายเหนียว” สู่การดีไซน์ “นกหวีดพารอด” เครื่องรางแห่งความรอดปลอดภัย ที่มาพร้อมเสียงเตือนภัย และแรงศรัทธาแห่งความยั่งยืน โดยออกแบบด้วยเทคนิคให้ด้านหน้าเป็น “พระเครื่อง” สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคู่คนไทย ด้านหลังออกแบบให้เป็น “นกหวีด” เครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยและขอความช่วยเหลือจากภัยอันตราย ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยร้ายใกล้ตัว พร้อมออกแบบ Typography Design คำว่า “ROD = รอด” ที่สามารถอ่านได้ทั้ง 2 ภาษาในคำเดียว เรียกว่าเป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยเพิ่มความเหนียวไปอีกหนึ่งสเต็ป และเมื่อถอดรหัสความหมายที่แฝงอยู่ในคำว่า PAROD จะสามารถนิยามได้ว่า P = Portable, A = Awareness, R = Res
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นคลิปดาราสาวซ้อนมอเตอร์ไซค์วิน ด้วยชุดเดรสสีชมพู สวยสะดุดตา ที่เรียกได้ว่าฮอตมาก เป็นไวรัลบนโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม กวาดยอดวิวรวมกว่า 80 ล้านวิว และชาวเน็ตต่างพากันคอมเมนต์ว่า “อาบน้ำใหญ่แล้วสวยมาก” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “Janistarrr” หรือ เจนิส-เจณิสตา พรหมผดุงชีพ นักแสดงสาวสุดฮอตที่ตอนนี้มาแรงและเป็นที่พูดถึงอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากบทบาทดาราแล้ว เธอยังเป็น CEO เจ้าของแบรนด์ความงามสุดฮิตอย่าง Janebeauty.th พร้อมกับมอบสวัสดิการพนักงานให้เเบบเริ่ดๆ เรียกได้ว่าเข้าใจคนรุ่นใหม่อย่างมาก จาก “เขมมิกา” สู่ “เขมสุรา” เจนิสได้เข้าสู่วงการแสดงเต็มตัวจากซีรีส์ Together With Me อกหักมารักกับผม และผลงานที่ทำให้ใครหลายคนรู้จักเลยคือละครเรื่อง เมีย 2018 ในคาแร็กเตอร์ของ พลอยใส บทนางร้ายที่ทำให้ใครหลายคนถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก และล่าสุดกับบทบาทที่ทำให้หลายคนรู้จักกับเจนิสมากขึ้นจนเป็นไวรัลบน TikTok นั่นคือบทบาทของ “เขมมิกา” ในซีรีส์ “เขมจิราต้องรอด” ที่เธอแสดงเป็นเขมจิราเวอร์ชันอดีตชาติ ที่สามารถตกคนเข้าด้อมได้อย่างล้นหลาม แต่ท
จากธุรกิจด้านการศึกษาของครอบครัวที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ก้าวข้ามสู่ธุรกิจร้านอาหาร ด้วยการมองเห็นโอกาสเล็กๆ จากการที่ต้องต้อนรับแขกชาวต่างชาติอยู่เสมอ จึงเกิดความคิดขึ้นว่า “ทำไมไม่เปิดร้านอาหารเองเสียเลย” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปรู้จัก “หงเปา” (Hong Bao) ภัตตาคารอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ที่โดดเด่นเรื่องรสชาติ และเมนูอาหารหลากหลาย ภายใต้การบริหารงานของ คุณนพดล นฤตรรกกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงเปา อีวี จำกัด ทายาทที่ไม่ได้คิดจริงจังกับการทำร้านอาหาร แต่สามารถบริหารร้านให้เติบโตจนสร้างรายได้กว่า 500 ล้านบาทในปี 2567 พร้อมตั้งเป้าเติบโต 600 ล้านบาทในปี 2568 ข้ามสายสู่ธุรกิจร้านอาหาร คุณนพดล เล่าให้ฟังว่า หงเปา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 196,274,100 ล้านบาท ได้กลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารจีนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในประเทศไทย ด้วยจุดยืนที่เน้นคุณภาพ รสชาติ บริการ และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง “ก่อนมาเปิดร้านหงเปา ครอบครัวของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา ต้องซื้อหนังสือและฐานข้อมูลจากต่างประเทศค่อนข้างเยอะ ทุกอาทิตย์จะมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน และพาไปเลี
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ เดือนตุลาคมนี้ รัฐบาล ”อนุทิน” ได้นำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง ให้ชื่อว่า “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคย และเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในอดีต ทั้งในแง่การสร้างกำลังซื้อและการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้โอกาสขายของมากขึ้น คำถามสำคัญคือ แฟรนไชส์ไทย โดยเฉพาะในปลายปี 2025 จะได้รับผลกระทบอย่างไร? และแฟรนไชส์กลุ่มไหนจะได้อานิสงส์สูงสุดจากการกลับมาของมาตรการนี้ บทเรียนจากอดีต โครงการคนละครึ่ง เริ่มในปี 2563 โดยรัฐ ออกค่าใช้จ่าย 50% สูงสุดวันละ 150 บาทต่อคน และต่อมาได้ขยายวงเงินและจำนวนผู้เข้าร่วมมากขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงการคลังในระยะที่ 3 พบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2.3 แสนล้านบาท และมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 1.3 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร–เครื่องดื่มและร้านขายของชำ สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่เพียงทำให้ “รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง” แต่ยังดึงให้ครัวเรือนควักเงินของตนเองอีกครึ่งหนึ่งออกมาใช้ เงินที่อาจถูกเก็บเป็นเงินออมก็ถูกนำออกมาจับจ่ายทันที ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าท
ร้านอาหาร นาราไทย คูซีน ร้านอาหารไทยต้นตำรับ ภายใต้การบริหารของเครือนารา กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจร้านอาหารไทยระดับพรีเมียม ขยายธุรกิจต่อเนื่องในระดับนานาชาติ ล่าสุดเปิดสาขาใหม่ ณ One Central P.O. BOX 9292 เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นับเป็นสาขาที่ 22 ในต่างประเทศแถบภูมิภาคเอเชีย ตอกย้ำความสำเร็จผลักดันอาหารไทยสู่เวทีโลกต่อเนื่องมาตลอด 20 ปี ในงานได้รับเกียรติจาก ท่านทูต สรยุทธ ชาสมบัติ เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะกงสุล เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานดูไบ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ร่วมแสดงความยินดีอบอุ่น โดยมี คุณยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา และ คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเครือนารา กรุ๊ป ร่วมต้อนรับ ณ นาราไทย คูซีน สาขา One Central ดูไบ คุณนราวดี ศรีกาญจนา เปิดเผยว่า การขยายสาขาในดูไบถือเป็นหมุดหมายสำคัญในแผน International Expansion Plan โดยเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรแฟรนไชส์ท้องถิ่น กลุ่มบริษัท AHGH ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ F&B Franchise Business ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในตลาด UAE แม้จะมีร้านอาหารไทยอย
จากอดีตแม่ค้าขายเสื้อผ้าที่เมื่อขายไปได้สักระยะหนึ่ง ธุรกิจเริ่มซบเซา ลูกค้าหันไปซื้อของออนไลน์มากขึ้น ทำให้ต้องหยิบสูตรขนมทองม้วนของที่บ้านมาต่อยอด จนกลายเป็นร้านขนมเจ้าดังหน้าเพาะช่าง นี่เป็นเรื่องราวของ คุณยงค์-สมยงค์ สีใส และ คุณเอิร์น-ธันย์ชนก แสงใหม่ สองแม่ลูก เจ้าของร้าน คุณยงค์ทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ ที่ใครก็ตามที่ผ่านไปแถวเพาะช่าง จะต้องแวะอุดหนุนทุกครั้ง เพราะกลิ่นหอมของมะพร้าวอ่อนชวนให้อยากทาน จากร้านขายผ้าสู่ร้านทองม้วนสด ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คุณยงค์เคยทำธุรกิจค้าขายเสื้อผ้ามาก่อน แต่เมื่อมีการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้ธุรกิจซบเซา ลูกค้าซื้อของในออนไลน์กันส่วนใหญ่ จนต้องหาอาชีพใหม่เพื่อเป็นทางรอดให้ครอบครัว เธอจึงนำขนมทองม้วนสด ที่เป็นสูตรดั้งเดิมของทางบ้าน มาปัดฝุ่น ปรับปรุงรสชาติ และลองทำขายดู ณ ทำเลหน้าเพาะช่าง ช่วงแรกจะขายอยู่ในราคากล่องละ 20 บาท แต่ด้วยความที่เป็นร้านเปิดใหม่ ทำให้ยังไม่มีลูกค้ามากนัก ทำให้คุณเอิร์นมองเห็นภาพที่คุณแม่ต้องเรียกลูกค้าให้ลองซื้อขนมดู เพราะบางวันก็ขายไม่หมดก็มี หลังจากขายมาได้ 3 ปี ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ วันที่ 5 ต.ค. ที่มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” เทศกาลอาหารแห่งปี ซึ่งร่วมจัดโดยเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และสื่อเครือมติชน ปรากฏวันนี้อากาศปลอดโปร่ง แดดไม่ร้อน ลมพัดเย็นสบาย ทำให้บรรดาผู้คนสายฟู้ดดี้ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทยอยมาเดินชม-ชิม-ช็อป ตั้งแต่ก่อนเที่ยง ร้านค้าทุกโซนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงสินค้าทางการเกษตร และโซนการบินไทย พาวิเลียน มีผู้แวะเวียนมาชิมและจับจ่ายกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมวันสุดท้าย เริ่มเวลา 13.00–15.30 น. Workshop “สมูทตี้ 101 : จากแก้วสู่แบรนด์” คลาสเชิงปฏิบัติการที่ถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เทคนิคการทำ ไปจนถึงแนวทางต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์สมูทตี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือทดลองและชิมผลงานภายในคลาส วิทยากรโดย คุณซันนี่–วีรสรณ์ ลิ้มเจริญ, คุณไอซ์–จักรภัทร มุ่งจิตภิญโญ และคุณคิม–พงศ์กฤติ ลือกาญจนวนิช เจ้าของแบรนด์ WOOPS Smoothie ส่วนเวทีล้อมวงเล่า หัวข้อ เมื่อ “ทุน” เปลี่ยน “รสชาติ” เริ่มเวลา 13.00–15.30 น. เช่นเดียวกัน ซึ่งเวทีนี
เมื่อเวลา 16.00–17.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ลานสนามหญ้า เวทีกลางในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” ณ มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ผู้เข้าชมต่างให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม “รสชาติที่จับต้องได้” กันอย่างคึกคัก โดยในวันนี้มีการสาธิตเมนูประจำวัน คือ “ข้าวผัดผงกะหรี่กุ้ง” อาหารสร้างสรรค์ร่วมสมัย โดย เฮียจก โต๊ะเดียว เจ้าของร้านอาหารทะเลตำนานแห่งเยาวราช เฮียจก เชฟเทเบิลคนแรกๆ ของเมืองไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันกิจการร้าน “จกโต๊ะเดียว” ขยายเป็น 6 โต๊ะแล้ว คิวไม่ยาวเหมือนสมัยแรกๆ สำหรับเมนูสาธิต “ข้าวผัดผงกะหรี่กุ้ง” ได้แรงบันดาลใจมาตั้งแต่สมัยอายุ 40 ปี เมื่อครั้งเดินทางไปประเทศพม่าและได้ลิ้มรสข้าวผัดแบบท้องถิ่น จึงนำแนวคิดมาปรับดัดแปลงให้เข้ากับวัตถุดิบของไทย “ก่อนเปิดร้านอาหาร ผมค้าขายอาหารทะเลมาก่อน ทำให้ต้องเดินทางไปเสาะหาวัตถุดิบจากหลายประเทศ ทั้งพม่า บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน มาดากัสการ์ เพราะเมืองไทยมีทรัพยากรน้อยลง ปูและกุ้งดีๆ จึงมาอยู่ที่ร้านผม” เฮียจก เล่า สำหรับเคล็ดลับการทำข้าวผัดผงกะหรี่ เฮียจก เผยว่า ต้องใส่ใจจังหวะไฟ กระทะต้องร้อนพอดี เริ่มจากตีไข่จนสุก 70% แล้วใส่ข้าว ตามด้ว
