SMEs
เคยเจ๊ง แต่โลกไม่แตก ตั้งหลักใหม่ จนได้ “แฟรนไชส์ไก่ทอด 120 สาขา” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ เป็นหนุ่มวิศวะจุฬาฯ เคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานใหญ่แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเคยถูกส่งไปศึกษาต่อที่ไต้หวันและญี่ปุ่น ถึง 2 ปี ต่อมาแต่งงานมีครอบครัว เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางไปทำงานประจำ เลยหันมาทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น แต่ผลลัพธ์ ไม่ดีอย่างที่หวัง “ด้วยความที่ว่าเราเปลี่ยนสายงาน ออกมาทำในสิ่งที่ไม่มีข้อมูล ไม่ได้ศึกษามาก่อน ไม่มีประสบการณ์ ตอนนั้นธุรกิจเลยไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่” คุณณัฐวุฒิ เนื่องสิกขาเพียร เจ้าของกิจการ แฟรนไชส์โทริมารุ คาราอาเกะ เล่าเสียงเศร้าเล็กน้อย ก่อนเผยประสบการณ์ “ตอนล้ม” ให้ฟัง ด้วยแววตาหม่น “ตอนนั้นเฟลสุดๆ เงินไม่เข้าเลย แล้วก็ใช้เงินทุนลดไปเรื่อยๆ ผมอยู่ในสภาพเหมือนคิดไม่ตก ไปคิดวนอยู่แค่จุดเดียว แบบทำไมร้านขายไม่ดี พรุ่งนี้จะไม่มีเงิน เดี๋ยวจบเดือนแล้วจะติดลบเท่านั้น เท่านี้ ตอนนั้นคิดวนอย่างนั้นอยู่ในอ่าง เหมือนโลกจะแตก” แต่เมื่อตัดสินใจเดินหน้าลาออกจากงานประจำมาเป็นผู้ประกอบการเต็มตัวแล้ว เขาจึงไม่ยอมแพ้ เพราะได้กำลังใจของครอบครัว เพื่อน และคนรอ
“น้ำพริกเอมโอชา” น้ำพริกไทยสไตล์โมเดิร์น คือ เจ้าของรางวัล SME ดาวรุ่ง ประจำปี 2568 จากการประกาศรางวัลของ เซเว่น อีเลฟเว่น เกิดมาจากความชอบทำอาหารกลายเป็นธุรกิจเต็มตัว มี คุณลดาวัลย์ เลห์มันน์ เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ โดยเธอมองเห็นโอกาสใน “น้ำพริก” เมนูคุ้นเคยของคนไทย ที่ยังสามารถพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อีกมาก ด้วยแนวคิด รสชาติอร่อย ตามเทรนด์อยู่เสมอ คุณภาพสินค้า สะอาด ปลอดภัย Packaging Design ที่ทันสมัย มีความคุ้มค่า คุ้มราคา ถ่ายทอดเสน่ห์อาหารพื้นบ้านไทยในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่เข้าใจ จึงเริ่มต้นพัฒนาสูตรน้ำพริกกรอบหลากหลายรสชาติ แพ็กเกจจิ้งหลากหลาย ทั้งรูปแบบถ้วย และรูปแบบซอง ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกน้ำย้อย น้ำพริกหมึกย่างสามรส น้ำพริกปลาแซลมอนคั่วกรอบ น้ำพริกฟองเต้าหู้หม่าล่า ไปจนถึงน้ำพริกปลาดุกฟูผัดพริกขิง และยังขยายไลน์ “น้ำพริกท็อปปิ้ง” ที่มีรสชาติแบบสากล เช่น ศรีราชา กรีนเคอรี่ และซอยการ์ลิก เจาะตลาดต่างประเทศได้อย่างลงตัว คุณลดาวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จอยู่ที่การ “ฟังลูกค้า” ทีมงานของเอมโอชาติดตามเทรนด์ผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ป
ใครจะคิดว่าผักสวนครัวบ้านๆ ผักธรรมดาๆ อย่าง กะเพรา โหระพา ใบแมงลัก สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง ผักชีไทย ผักชีลาว มะเขือ แตงกวา คะน้า ถั่วฝักยาว เห็ดหูหนู ฯลฯ จะสามารถสร้างรายได้มหาศาลหลักล้านต่อเดือนให้ คุณนภคสร สามงามไกร หรือ เจ๊นุ่น ผักสด เจ๊ใหญ่แห่งวงการขายผักสด “รายได้หลักล้านได้ไม่ยากถ้าเห็นโอกาส ที่พูดมาทั้งหมด ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก และอย่างน้อยทุกบ้านต้องมีผักเหล่านี้ 1-2 อย่างในตู้เย็น ตรงนี้แหละทำให้เราเห็นเงินล้าน” เจ้าของร้าน เจ๊นุ่น ผักสด กล่าว จุดเริ่มต้นอาชีพแม่ค้าของเจ๊นุ่น เริ่มตั้งแต่สมัยเด็ก เธอมั่นใจมาตลอดว่าอยากเป็นแม่ค้า เพราะชอบค้าขาย หลังเรียนจบจึงยึดอาชีพเป็นเเม่ค้าทันทีโดยไม่ได้ทำอาชีพอื่น “นุ่นชอบขายของ ชอบพูดคุยกับลูกค้า สร้างฐานลูกค้าด้วยสองมือกับความพยายามของตัวเอง ทำตรงนี้ใจต้องรัก เพราะไม่ได้ทำงานในออฟฟิศเย็นๆ ต้องตากแดดร้อนๆ อย่างตัวนุ่นเป็นเกษตรกรเองด้วย ไหนจะต้องคุมคนงานปลูกผักของตัวเอง ไหนจะต้องขับรถไปหาลูกไร่อื่นๆ เพื่อหาสินค้ามาเติมให้จำนวนเพียงพอกับออร์เดอร์ที่เข้ามาในแต่ละวัน” “ทุกคนเป็นแม่ค้าได้ แต่เป็นแม่ค้าที่มีลูกค้าประจำแ
จาก 1 โต๊ะ สู่ 18 โต๊ะ “อาม่งหม่าล่า” ทำอย่างไรให้ยอดขายโต 35% ในช่วงที่ตลาดหม่าล่าซบเซา? จากความหลงใหลในรสชาติหม่าล่าต้นตำรับ สู่ร้านอาหารที่ครองใจคนไทย “อาม่งหม่าล่า” ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางของ คุณทอฝัน บัวคอม อายุ 35 ปี เจ้าของร้าน อาม่งหม่าล่า หญิงสาวที่บินลัดฟ้าสู่ประเทศจีน เพื่อตามหารสชาติที่ใช่ และนำมันกลับมาสร้างสรรค์เป็นหม่าล่าสไตล์โฮมเมดที่ทุกคนต้องหลงรัก ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตในจีน ทำให้เธอได้เรียนรู้เคล็ดลับการกินหม่าล่าแบบต้นตำรับ และนำมาปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย จนเกิดเป็น ‘อาม่งหม่าล่า’ ร้านอาหารที่เสิร์ฟความอร่อยแบบไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นน้ำซุปที่เข้มข้น วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี หรือบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ อาม่งหม่าล่า กลายเป็นร้านหม่าล่าในดวงใจของใครหลายๆ คน บทความนี้จะพาคุณไปสัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ ไปจนถึงเคล็ดลับความอร่อยที่คุณอาจไม่เคยรู้ จนถึงขั้นที่จะอยากมาลองด้วยตัวเอง สักครั้ง ออกจากงานประจำ ทำอาม่งหม่าล่า ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานประจำ ทำมาหลายอาชี
“30 ปีก่อน เป็นแค่ลูกจ้างในตลาดผักธรรมดา ขายผักไปเรื่อยตามที่มีขาย ไม่มีทุน ไม่มีชื่อ ไม่มีร้านกับเขา แต่วันนี้สามารถยืนอยู่แถวหน้าได้ ด้วยสองมือและหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ เรื่องราวของ เจ๊สอง-คุณรัตนมล แสงจันทร์ เจ้าของร้านนำโชค เจ๊สอง หรือที่หลายคนเรียก เจ๊สอง ท้อสีดา แผงขายมะเขือเทศที่ลูกค้าหลายเจ้า ตั้งแต่ร้านยำ ยันสายการบินให้ความไว้วางใจ เธอก่อร่างสร้างตัว จนตอนนี้สร้างอนาคตของตัวเองได้สำเร็จ เริ่มต้นจากขายผัก เจ๊สอง เป็นคนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ยึดอาชีพหาเช้ากินค่ำทั่วไป และเคยเข้ามาขายกะหล่ำปลี กับผักกาดขาว ที่ตลาดสี่มุมเมือง ทำได้ระยะหนึ่ง เธอตัดสินใจกลับบ้านไปตั้งหลัก ใช้ฝีมือเย็บผ้า มาเป็นอาชีพทำกิน แต่ชีวิตก็ถึงจุดเปลี่ยน เมื่อคนรู้จักสมัยขายผัก ชวนมาช่วยขายมะเขือเทศท้อกับมะเขือเทศสีดา แม้ตอนนั้นจะลังเล เพราะไม่ได้ขายผักมานาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาสู้ “ช่วงแรกงงทุกอย่าง ไม่รู้แม้แต่จะแยกพันธุ์มะเขือเทศ ขายได้แค่วันละ 75-100 กิโล หมดกำลังใจหลายครั้งที่คิดว่าจะเลิก แต่ก็กัดฟันสู้ เพราะในใจเชื่อว่า ยังมีทางของเราอยู่ตรงนี้ จากคนไม่รู้จักตลาด ก็ค่อยๆ เรียนรู้ จากลูกจ้า
ถ้าพูดถึงแบรนด์ไทยที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ คงจะเป็น Love Potion (เลิฟโพชั่น) ธุรกิจที่เริ่มจากความตั้งใจของ ซ้อก้าด-ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนาพร ปัจจุบันอายุ 27 ปี มีผู้ติดตามใน TikTok กว่า 11.8 ล้านคน และ ซุง-ศตาวิน นาคทองเพชร ที่มีผู้ติดตามใน TikTok กว่า 7.8 ล้านคน จุดเริ่มต้นแบรนด์มาจากการที่ซ้อก้าดต้องการหารายได้จุนเจือครอบครัว จึงทำให้เธอผลิตสบู่ Grape Soap ภายใต้ชื่อแบรนด์ Love Potion (เลิฟโพชั่น) ก่อนจะค่อยๆ เติบโตกลายเป็นแบรนด์ที่มีจักรวาลเป็นของตัวเอง มีสมาชิกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลิตสินค้าได้ตรงใจผู้บริโภคทุกเพศทุกกวัย หนึ่งในจุดเด่นของแบรนด์เลิฟ คือการตลาดแบบ Storytelling ที่จะชูตัวเจ้าของแบรนด์ ถ่ายทอดความจริงใจ ความสนุก ในสไตล์ที่เข้าถึงง่าย ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ โดยก่อนหน้านี้ Love Potion มักจะไม่ได้ใช้พรีเซนเตอร์ในการโปรโมตสินค้า แต่จะใช้ตัวเองในการรีวิว การบอกต่อ การทำคอนเทนต์เอง ขายเอง จนกระทั่งได้เจอกับ “พี่กร คนขายไม้กวาด” และได้ทำคอนเทนต์ร่วมกันจนมีคนดูทะลุ 42 ล้านวิว อีกทั้งยังมีการดึงพี่กรมาเป็นพรีเซนเตอร์น้ำหอม และต่อยอดให้ครอบค
ราคาหลักสิบ แต่ยอดขายหลัก 100 ล้าน ถอดกลยุทธ์ความสำเร็จ “วีชมาร์ต” ทรีตเมนต์ซองยี่ห้อดัง ในเซเว่นฯ “พัฒนาต่อเนื่อง-สินค้าตอบโจทย์-ราคาโดนใจ” สู่การตลาดแบบ “Word of Mouth” สร้างเติบโตยั่งยืน บริษัท วีชมาร์ต จำกัด (Vechmart) ถือเป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตเครื่องสำอางประเภทการดูแลเส้นผม ที่ครองใจกลุ่มร้านขายส่งสินค้าเพื่อความงามมายาวนานกว่า 20 ปี โดยมีสินค้าครอบคลุมหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม กลุ่มผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผม กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผม กลุ่มผลิตภัณฑ์ดัด-ยืด และกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับสินค้าที่ได้รับการตอบรับและที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างและถือเป็นตำนานผมสวย สุขภาพดี คือ ทรีตเมนต์บำรุงผม “กรีน ไบโอ ซุปเปอร์ ทรีตเมนต์ ครีม” ซองสีน้ำเงิน (Green bio Super Treatment Cream) สามารถใช้หมักผมแทนครีมนวด ให้ผมนุ่มสลวยเงางามมีน้ำหนัก จนผู้ใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีงามสมคำร่ำลือ แต่อาจจะหาซื้อได้ยากสักหน่อย เพราะจะมีจำหน่ายตามร้านขายส่งสินค้าเพื่อความงามเท่านั้นและในรูปแบบยกกล่อง แต่วันนี้ ทรีตเมนต์บำรุงผม ในตำนานตัวนี้มีวางจำห
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลครองโลก การจดบันทึกด้วยปากกาและกระดาษดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ด้วยการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ธุรกิจเครื่องเขียนเผชิญกับวิกฤตยอดขายตกต่ำ จากการที่ผู้คนหันไปใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ในการทำงานมากขึ้น จากประเด็นที่เคยได้เขียนไปเกี่ยวกับเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจนส่งผลให้ร้านเครื่องเขียนเตรียมปลดระวาง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก) ได้ต่อยอดมาถึงบทความสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจเครื่องเขียนที่วางจำหน่ายแค่ในเซเว่นฯ เท่านั้น ถึงแม้ธุรกิจนี้จะดูซบเซา แต่คุณหมู-บญจวรรณ รุ่งเจริญชัย อายุ 49 ปี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ KIAN-DA ยังคงสร้างรายได้จากการขายเครื่องเขียนถึง 150 ล้านในปีที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นจากปากกาด้ามเดียว คุณหมู เล่าย้อนก่อนที่จะมาทำธุรกิจเครื่องเขียนให้ผู้เขียนฟังว่า ก่อนหน้านั้น ที่บ้านขายผ้าอยู่แถวๆ สำเพ็ง แต่มีอยู่วันหนึ่ง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่ไปดูหนังเรื่องเถ้าแก่น้อย (ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน) เมื่อดูเสร็จออกมาจากโรงภาพยนตร์แล้วคิดว่า “สักวันหนึ่งฉันจะต้องนำสินค้าเข้าไปขายในเซเว่นฯ ให้ได้ รู้สึกว่ามัน
อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส และ 35 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิของเมืองฮาร์บินและกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม และกว่า 4,000 กิโลเมตร คือระยะห่างของการบินระหว่าง 2 เมืองดังกล่าว ทว่าความแตกต่างทางอุณหภูมิและความห่างไกลนับพันกิโลเมตรนี้ไม่ได้หยุดยั้งความนิยมชมชอบ “อาหารไทย” ในเมืองแห่งน้ำแข็งอย่างฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน บูธแสดงสินค้าไทย ณ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ได้ต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่เปิดต้อนรับสาธารณชนเมื่อวันอาทิตย์ (18 พ.ค.) โดยมีกลิ่นหอมอบอวลของข้าวหอมมะลิ กอปรกับเมนูผัดไทยและข้าวเหนียวมะม่วงจากฝีมือเชฟ “จิ้งตง” คอยดึงดูดความสนใจ ซึ่งอาหารไทยนั้นถือเป็นดาวเด่นอีกดวงหนึ่งนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมงานนี้ครั้งแรกในปี 2009 จิ้งตง วัย 30 ปีกว่า ซึ่งเป็นเชฟอาหารไทยมานาน 16 ปีแล้ว ปัจจุบันประจำอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีลูกค้าในช่วงสุดสัปดาห์เฉลี่ย 200-300 โต๊ะต่อวัน เผยว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลของรสชาติอาหารจากเมืองร้อนกับคนกินที่อยู่เมืองหนาว ส่วนสิ่งที่ยากที่สุดในการเอาชนะใจคนฮาร์บินคื
หากพูดถึงธุรกิจ ‘ร้านแว่นตา’ ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ ‘แว่นท็อปเจริญ’ ที่เปิดให้บริการ 2,000 กว่าสาขา แต่น้อยครั้งที่เราจะเห็นคนเข้าใช้บริการ ทำให้เกิดคำถามมากมาย ว่าแบรนด์นี้สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างไร ท่ามกลางสมรภูมิร้านแว่นเกิดใหม่มากมาย วันนี้ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ผู้สืบทอด ‘เจริญการแว่น’ สู่ ‘แว่นท็อปเจริญ’ นพศักดิ์ เล่าว่า พ่อของเขาทำแว่นตา มาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 หากนับถึงปัจจุบันคือ 78 ปี ส่วนตนเองทางบ้านตั้งใจอยากให้เรียนหมอ เพราะเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ที่ 1 ของโรงเรียน แต่กลับต้องหยุดความตั้งใจนั้นไว้ เมื่อพ่อและแม่เสียชีวิต “ผมกลายเป็นลูกกำพร้า ต้องออกจากโรงเรียนมาทำธุรกิจแว่นตา แต่ตอนเรียนคุณพ่อเคยบอกไว้ว่า ถ้าไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่เป็นไร จะทำธุรกิจอะไร ทำแว่นตาดีสุด แว่นตามงานสบาย กำไรเยอะ อย่าไปทำอย่างอื่น ผมก็จำฝังหัว ถ้าจะอดตาย ก็ทำแว่น” นับจากนั้น นพศักดิ์ จึงเข้ามารับช่วงต่อ ณ ตอนนั้นเขามีอายุประมาณ 16 ปี เรียนจบแค่ชั้น ม.3 เขาเล่าว่า ชื่อเดิมสมัยพ่อ คือ ‘เจริญการแว่น’ พร้อมหน่วยรถเร่ขายแว่นตาทั่วประ
