SMEs
“เราอยากสร้างเมนูที่มีชื่อประเทศห้อยท้าย ให้กลับมาอยู่ในใจคนไทยอีกครั้ง” คือหัวใจสำคัญของการเปิดร้าน ‘เทพผัดไทย’ ธุรกิจน้องใหม่ในเครือ Aroi Mark ผู้ปลุกปั้นร้านกะเพรา ‘เผ็ดมาร์ค’ จนกลายเป็นร้านชื่อดัง ที่ใครหลายคนอยากลิ้มรสชาติดูสักครั้ง และคราวนี้ ‘เทพ-พงศ์เทพ อนุรัตน์’ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือ Aroi Mark ได้ร่วมกับร้าน ‘คั่วกลิ้ง ผักสด’ ปั้นเมนูผัดไทยด้วยความตั้งใจพัฒนาสูตรมานานเกือบ 1 ปี ตั้งแต่การตระเวนชิม การคัดสรรวัตถุดิบ ตลอดจนการสร้างแบรนดิ้ง ที่ใช้โทนสีแดง สีน้ำเงินของธงชาติไทย พร้อมเทวดาถือผัดไทย โดดเด่นอยู่หน้าร้าน ทำให้รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือ ‘เทพผัดไทย’ จุดเริ่มต้นของร้านเทพผัดไทย กว่าจะเป็นเทพผัดไทย ร้านในซอยสุขุมวิท 28 คุณเทพ เล่าให้ฟังตั้งแต่การเลือกเมนู ว่าทำไมต้องเป็น ‘ผัดไทย’ “เราอยากทำร้านเมนูเดียวให้มันอร่อย และผัดไทยเป็นอาหารที่คนต่างชาติรู้จักทุกคน รู้จักเยอะที่สุด แต่ถามว่า มาเมืองไทย ต้องกินร้านไหน ในใจเราก็ยังรู้สึกว่า มันยังไปได้อีก ยังไม่ได้เป็นแบบที่เราชอบ เลยขอทำร้านเล็กๆ ในแบบที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบให้คนได้กิน เราคือ Aroi Mark บริษัทที่ตั้งใจท
น้ำตาลโตนด ที่มักจะส่งกลิ่นหอมหวนรัญจวนใจ เป็นวัตถุดิบหลักของคาเฟ่ขนมไทยโฮมเมด อย่าง “คำนึงคำตาล” ที่เปิดขายอยู่ที่ “มหาชัย” แต่อย่าเพิ่งแปลกใจกันไปก่อนว่า อยู่ที่มหาชัย แต่ทำไมถึงใช้น้ำตาลโตนดจาก “เพชรบุรี” และยึดถือเป็นวัตถุดิบหลัก จนมาวันนี้ ผู้เขียนได้กระจ่างกับข้อสงสัยนี้ เมื่อได้พูดคุยกับ คุณพิม-พฤกษา พฤษศิริสมบัติ อายุ 35 ปี เจ้าของร้านคำนึงคำตาล ถึงที่มาและเรื่องราวของการทำร้านนี้ขึ้น โดยคุณพิม เล่าให้เราฟังว่า แต่ก่อน ที่บ้านเปิดร้านขายอาหาร เมื่อโตมาก็เปิดร้านอาหารกับพี่ๆ น้องๆ ชื่อร้านว่า Three girls and a boy นั่นสะท้อนให้เห็นว่า เธอคลุกคลีอยู่กับวงการร้านอาหารมาโดยตลอด จึงทำให้เกิดการซึมซับกับสายอาชีพนี้ ร้านอาหารที่เปิด จะเป็นเมนูอาหารคาวเสียมากกว่า แต่จะไม่มีของหวาน โดยส่วนตัว ทางครอบครัวมักจะไปกินอาหารหรือขนมจากที่ต่างๆ จากมหาชัยไปเพชรบุรี สามารถเดินทางวันเดียว เพื่อไปกินลอดช่องได้ โดยที่ไม่รู้สึกว่าไกล ได้ลองกินลอดช่องที่ใช้น้ำตาลโตนดเป็นวัตถุดิบหลัก เพราะที่นั่นเขาขึ้นชื่อในเรื่องของน้ำตาลโตนดอยู่แล้ว เมื่อได้ลองกินไป เลยรู้สึกติดใจ ทำไมของอร่อยๆ แบบนี้ ถึงยังไม่เป็นท
ในยุคที่รายได้ทางเดียวไม่พออีกต่อไป ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจของประเทศ คนรุ่นใหม่จึงมองหาวิธีสร้าง “รายได้เสริม” ที่ไม่ต้องลงแรงทุกวันให้เหนื่อย และยังได้ Passive Income เป็นเสือนอนกินมีเงินเข้าแม้ยามที่คุณหลับ และหนึ่งในเทรนด์ธุรกิจที่กำลังมาแรงในปีนี้คือ “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ” ที่ตอบโจทย์การลงทุนในหลายมิติ ช่วยให้แบรนด์โดดเด่น เป็นที่พบเห็นในวงกว้าง และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์มี “ช่องทางธุรกิจใหม่” มาฝาก จากรายงานแนวโน้มผู้บริโภคพบว่า คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติมากขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งห้างฯ โรงพยาบาล คอนโด และสถานีรถไฟฟ้า ด้วยพฤติกรรมที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว เน้นง่ายทันใจ(ข้อมูลอ้างอิงจาก Full Plan) ซึ่งปัจจุบันมีตู้ขายสินค้าอัตโนมัติในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่ตู้ขายขนมหรือเครื่องดื่ม เช่น ธุรกิจตู้ขายสินค้าอัตโนมัติกลายเป็น “ช่องทาง” สร้างรายได้ให้เติบโตแบบที่ไม่ต้องมีหน้าร้านไม่ต้องจ้างพนักงานเฝ้า และเปิดขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง “INBOX” เป็นหนึ่งในบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Vending Machine
“ส้มตำเปลี่ยนชีวิต” อดีตพ่อค้าตลาดนัด เบนเข็มสู่ความสำเร็จ ไลฟ์สดขายส้มตำ สร้างยอดขาย 3 หมื่นบาทต่อวัน “ลูกค้าเยอะจนท้อ” คำพูดจากพ่อค้าส้มตำที่บอกกับเรา ทันทีที่ได้ยินคำนี้จึงมานั่งคิดว่า ต้องเยอะขนาดไหนกัน ทำไมถึงไม่ดีใจที่ลูกค้าเยอะ แต่เมื่อได้ฟังเขาทั้งคู่อธิบาย เลยทำให้เข้าใจ และรู้ว่า นี่คือร้านส้มตำตัวอย่างอีกร้าน วันนี้จะมาพูดถึงร้านส้มตำที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าดังเลยคือ ร้านราชบุรีส้มตำ ล้านแตก แค่ชื่อร้านก็พอจะเดาได้แล้วว่าขายที่ไหน ร้านตั้งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี เป็นร้านที่เริ่มต้นมาจากสิ่งใกล้ตัวที่ถูกมองข้ามไปของคุณอ้น อินธิราช อายุ 29 ปี และ อาจารย์อิฐ-ศักดิ์สิทธิ์ วงศ์เปีย อายุ 35 ปี โควิดมาเยือน คุณอ้นเคยทำอาชีพเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร ส่วนทางด้านของคุณอิฐก็เป็นอาจารย์ประจำสอนเกี่ยวกับการตลาดอยู่ที่สถาบันแห่งหนึ่ง คุณอ้น เผยว่า ในตอนแรกไม่ได้มีความคิดเลยสักนิดที่จะมาเปิดร้านส้มตำ แต่พอมาเจอกับโควิดที่มาใหม่ๆ ทำให้ต้องหยุดจากอาชีพพนักงานเสิร์ฟอาหาร และว่างงานอยู่ประมาณ 1 เดือน ในช่วงที่ว่างงานตอนนั้น ทำให้เขานั่งคิดกับตัวเองว่า “เราจะทำอะไรดีนะ” ทั้งคู่ก็มานั่งคิด
คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหารไทย ในเครือ “นารา” กรุณาสละเวลามานั่งพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง เมื่อวันก่อน โดยตอนหนึ่งของบทสนทนา ช่วงย้อนไปราว 20 ปี ตอนเริ่มต้นเปิดร้านอาหารนารา ในโรงแรมเอาราวัณ ย่านราชประสงค์ มีกระแส “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ในทำนองเป็นร้านอาหารมีเมนูเด่น เป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซ” นั้น คุณยีนถึงกับยิ้มกว้าง ก่อนออกตัวเบาๆ “อย่าเรียกว่า ไฮโซ เลยค่ะ เรียกว่าเป็นการนำก๋วยเตี๋ยวเรือที่หลายคนอยากจะไปทาน แต่ค่อนข้างยากลำบากนิดหนึ่ง ที่ต้องไปข้างคลองนั่งร้อนๆ เราเลยนำขึ้นมาทานในห้าง ให้นั่งสบาย และรสชาติยังเป็นออริจินอล” “จริงๆ นารา เป็นการเจริญเติบโตแบบ ปากต่อปาก เราแทบจะไม่ทำมาร์เก็ตติ้งกันเลย เริ่มต้นอาจจะเป็นจากคน Local คนไทยที่เป็นเพื่อนๆ ญาติๆ เริ่มทานกันก่อน แล้วค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไป ซึ่งทุกคนก็มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ เป็นปากต่อปาก ประกอบกับเราอยู่ใกล้โรงแรม จะมีคนที่พักอยู่ในโรงแรมเอราวัณ เดินผ่านเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าบ้าง ไปเซ็นทรัลเวิลด์บ้าง ก็จะผ่านร้านเรา” คุณยีน บอกมาอย่างนั้น และเมื่อนับจากวันนั้น พัฒนา
จากซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ Mad Unicorn (2025) ที่เพิ่งสตรีมบน Netflix ไปได้เพียง 1 วัน แต่สามารถปลุกกระแสความนิยมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนำแสดงโดย ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ ดาราหนุ่มมากฝีมือ กับบทบาท อดีตเด็กแว้นที่อยากปั้นสตาร์ตอัป ‘ขนส่ง’ ขึ้นมาโค่น ‘เจ้าสัวใหญ่’ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตาร์ตอัปยูนิคอร์นหมื่นล้านตัวแรกของไทย นั่นคือ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) และวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ ‘คมสันต์ แซ่ลี’ ผู้ก่อตั้ง แฟลช เอ็กซ์เพรส ที่ขึ้นเป็นซีอีโอตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ให้มากขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ซีอีโอวัย 30 ปี ให้สัมภาษณ์กับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ว่า เติบโตมาในครอบครัวค้าขาย มีพี่น้อง 3 คน ตัวเขาเป็นลูกชายคนโต บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดเชียงราย แต่ไปเรียนต่อที่จังหวัดลำปาง จนจบปริญญาตรี ในสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จากนั้นย้ายไปทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเล่าต่อว่า เคยทำธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่จังหวัดลำปาง โดยเปิดร้านขายของอยู่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เน้นขายของให้กลุ่มนักศึกษาจีนที่มาเรียนในโครงการแลกเปลี่ยน เพราะเห็นว่านักศึกษาจีนกิ
จากคาแร็กเตอร์สนุก สดใส และจริงใจบนโลกออนไลน์ของ 4 สาวตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่อย่าง ‘ก้อย-นัตตี้-ดรีม’ สู่บทบาทใหม่ในฐานะเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง ร่วมกับ ทราย–ชนิกานต์ วัลลภศิริ หญิงเก่งผู้เป็นกำลังสำคัญที่ร่วมกันก่อตั้ง Bitch With Brain หรือ BWB แบรนด์บิวตี้สัญชาติไทยที่น่าจับตามอง ด้วยแนวคิดที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความงาม แต่ตั้งใจสร้างนิยามใหม่ให้ผู้หญิงกล้าสวยในแบบของตัวเอง พร้อมครีเอตหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจสาวไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นบลัชฉ่ำคุมมันที่มีหลายเฉดสำหรับทุกสีผิว และสกินทินต์สำหรับวันเร่งรีบ ที่ช่วยให้การแต่งหน้าเป็นเรื่องง่าย กลายเป็นสินค้าฮอตฮิตติดตลาดชิ้นแล้วชิ้นเล่า หลังเปิดตัวแบรนด์เป็นครั้งแรกที่ลาซาด้าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา Bitch With Brain เติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น และเป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดนิยมของสาวไทยสอดคล้องกับกระแส T-Beauty ที่กำลังมาแรง แต่พวกเธอมองภาพความสำเร็จของแบรนด์ที่ไกลกว่าการทำ “แบรนด์ของดารา” Bitch With Brain สร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เฉลิมฉลองความเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ โดยเชื่อในความสวยที่หลากหลายและเคารพในทุกความแตกต่าง จุดยืนของพวกเธอสะท้อ
เรื่องราวของ “พริกแกงไทย “ ยังมีอีกหลากหลายประเด็น อย่าง น้ำพริกแกงคั่ว นอกจากจะนำไปทำ แกงคั่ว แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ยำพริกแกง หมก นึ่ง ปิ้ง ทอด เป็นน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะก็ยังได้ แล้ว ยังเอาไปทำน้ำยำอีก มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ยำทวาย” หรือ “ยำแดง” เพราะน้ำยำสีแดงเหมือนแกงเผ็ด ยำนี้ สืบเชื้อสายมาจากเมืองทวาย มาพร้อมกับคนทวายสมัยศึกสงคราม เป็นการเอาพริกแกงมาผัดกับกะทิใส่ปลาป่น กุ้งแห้งป่น แล้วปรุงรสให้เปรี้ยวนำด้วยน้ำมะขามเปียก เค็ม หวานตาม ซึ่งต่างจากอาหารอื่นๆ ที่ปรุงรสเค็มนำ ยำทวาย นั้น กินกับผักต้ม เช่น หัวปลี ถั่วงอก กะหล่ำ ถั่วฝักยาว มะเขือยาว ไก่ฉีก โรยด้วยงาคั่ว หัวกะทิ หอมเจียว บางคนตั้งชื่อให้ว่า “ยำคนแก่” เพราะเวลากินผักต้มไม่ต้องใช้ฟัน ผักมันนิ่มแล้ว ทีนี้ พริกแกงคั่ว เอามาเพิ่มเครื่องเทศคั่ว เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า ได้เป็น “พริกแกงแดง” มีความหอมมากขึ้น มักแกงกับหมู ไก่ โรยใบโหระพาให้ความหอมผักสดไปเข้าคู่กับความหอมเครื่องเทศ ถ้าเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่าง เพิ่ม “เปราะหอม” เป็นหัวสมุนไพรตากแห้งกลิ่นแบบยาจีน อยากให้แกงหอมมากขึ้นเพิ่ม ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ซึ่งก็คือ รกหุ้มเมล็ด กับเมล็ดตากแห้งของลูกจันทน
อาชีพที่ 2 ของคุณครู ใช้วันหยุดเปิดร้านกาแฟ บนเวสป้าคู่ใจ เริ่มต้นด้วยงบไม่เกินหมื่น ขายได้พีกสุดวันละ 80 แก้ว เพราะงาน คือ เงิน เพราะเงิน คือปัจจัยส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการดำรงชีพ หลายต่อหลายคน เฟ้นหาอาชีพที่ใช่ งานที่ชอบ งานที่ตอบโจทย์กับชีวิต ความรู้สึก รวมไปถึงความสุขในทุกๆ ครั้งที่ได้ลืมตาตื่น ลุกขึ้นจากเตียงนุ่มๆ แล้วไปทำงานทุกวัน คุณเบ้น-ภาณุเดช บุญญิกา อายุ 31 ปี อาชีพประจำที่ทำอยู่ในตอนนี้คือ “ครูสอนดนตรีสากล” ส่วนอาชีพเสริมในวันหยุด วางมือจากกีตาร์ กลอง เบส แล้วมาจับเครื่องชงกาแฟ เปิดร้านที่ชื่อว่า Slow’s Coffee เริ่มจากชอบซื้ออุปกรณ์ ก่อนต่อยอดเป็นอาชีพเสริม ปกติเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว และอีกอย่างเลยที่ชอบ คือการไปท่องเที่ยวสไตล์แคมป์ เลยมักจะหาซื้ออุปกรณ์ในการทำกาแฟอยู่บ่อยๆ พอซื้อไปเรื่อยๆ เริ่มเยอะขึ้น เลยคิดว่าอยากจะนำอุปกรณ์เหล่านี้มาสร้างอาชีพเสริมให้เราได้ เมื่อประมาณปี 2565 ยังเป็นช่วงโควิด-19 กำลังระบาด ในตอนนั้นอาชีพประจำที่ทำคือการเป็นครู ทางภาครัฐมีนโยบายออกมาว่าให้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ จึงทำให้พอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง เลยตัดสินใจเปิดขายกาแ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘แบรนด์ไทย’ กำลังได้รับความนิยม อย่างในกลุ่มเครื่องสำอาง มีหลากหลายแบรนด์ไทยโดดเด่นขึ้นมาในตลาด หนึ่งในนั้นคือ ‘RAN Cosmetic’ (รัน คอสเมติก) เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ภายใต้ บริษัท ลอง 88 จำกัด ซึ่งเกิดขึ้นจากความชอบส่วนตัวของสองพี่น้อง คุณเป้-ปิยาพร พิสิฐวุฒินันท์ และ ขวัญ-พิจารณา รุมรัตนะ สู่การสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความงามคนไทยในราคาจับต้องได้ โดยใช้เวลาพัฒนาสูตรนานหลายปี กว่าจะออกผลิตภัณฑ์แรก และยึดหลักการเดียวเสมอมา คือ ใช้ได้จริง เห็นผลจริง กับทุกสภาพผิว คุณขวัญและคุณเป้ เป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงาม และรักการแต่งหน้าด้วยกันทั้งคู่ จึงได้ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ RAN Cosmetic ขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อน หรือประมาณปี 2559 ด้วยเป้าหมายพัฒนาเครื่องสำอางคุณภาพสูงในราคาที่คนไทยเข้าถึงได้ แบรนด์นี้เติบโตจากกลุ่มช่างแต่งหน้ามืออาชีพในไทย ที่ทดลองใช้และรีวิวต่อแบบปากต่อปาก จนกลายเป็นกระแสนิยมในวงการความงาม ไม่เพียงในไทย แต่ยังขยายอิทธิพลไปยังต่างประเทศ ทั้ง อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Influencer และ Make-up Artist ที่ยกให้เป็นแบรนด์ที่ห้ามพลาด โด
