รอบโลก
สะตอผัดน้ำพริก สไตล์มาเลย์ ต่างจาก สะตอผัดแบบไทย แค่ไหนกัน? สะตอผัดน้ำพริก – ฤดูฝนเป็นฤดูของสะตอค่ะ ชาวไทยเรามักจะนำ สะตอ มาผัดกะปิกุ้งสด เป็นอาหารใต้ยอดนิยมที่สุดในวงการสะตอบ้านเรา นอกจากนี้ยังนำไปกินสดๆ กับน้ำพริก หรือเผาไฟทั้งเปลือกเพื่อเพิ่มความหอมและลดความเหม็นเขียว ไว้กินกับน้ำพริก หรือจะใส่ในแกงก็อร่อย สะตอ เป็นพืชที่พบได้มากทางภาคใต้ และภาคตะวันออกของไทยซึ่งมีอากาศชื้น แต่หากคุณไปทางชายแดนตะวันตกไม่ว่าจะเป็นสังขละบุรี ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หรือแม่สอด จังหวัดตาก คุณจะเห็นว่ามีสะตอขายอยู่ในตลาดด้วย เพราะอากาศแถบนี้ก็ไม่ต่างไปจากภาคใต้ จึงมีพืช ผัก ผลไม้เหมือนๆ กัน ดังนั้น คุณจะเห็นว่าชาวพม่าก็กินสะตอด้วย เมื่อลงไปทางใต้ถึงแหลมมลายู และหมู่เกาะในทะเลใต้ ความนิยมของสะตอก็แพร่หลายมากขึ้น ในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เขาจะนำไปผัดคล้ายๆ บ้านเรา มีทั้งผัดกุ้งสด และผัดกับน้ำพริก ไม่ว่าแบบไหนนิยมใส่กะปิด้วย เป็นอันว่าสะตอกับกะปิเป็นของคู่กัน ที่เสริมรสให้อร่อยมากขึ้น สูตรผัดสะตอของมลายูนั้นมีหลากหลายค่ะ วันนี้จะผัดกับน้ำพริกที่เขาเรียกว่า “ซัมบัล” (Sambal) อาหารจานนี้จึงเรี
ไม่รอให้เจ๊ง! ไนต์คลับรีบปรับตัว ส่ง แดร็ก ควีน ดีลิเวอรี่อาหาร-ลิปซิงก์ นอกสถานที่ ถ้ามองว่า “วิกฤตคือโอกาส” วิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ก็เปิดโอกาสให้คนเราได้เจออะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็น ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ล่าสุด มีเจ้าของธุรกิจไนต์คลับแห่งหนึ่งในนครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่เคยมีรายได้จากการขายอาหาร ขายเครื่องดื่ม และขายโชว์จากบรรดา “แดร็ก ควีน” ในสังกัด แต่ตอนนี้แทบไม่มีรายได้เข้าร้าน เพราะโควิด-19 ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ โดยใช้บรรดา “แดร็ก ควีน” ที่แต่งตัว แต่งหน้าแบบจัดเต็ม ซึ่งจากเดิมเคยก้าวขึ้นไปมอบความสุขให้แก่ลูกค้าบนเวที แต่ในวันนี้ พวกเธอเหล่านั้น ต้องออกไปส่งอาหาร เครื่องดื่ม ค็อกเทล และขายโชว์ลิปซิงก์ถึงบ้านลูกค้า ดี’อาร์ชี โดรลลิงเจอร์ เจ้าของไนต์คลับชื่อ โอเอซิส (Oasis) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพีว่า “คุณมีทางเลือกอยู่แค่ จะยอมแพ้ กลับบ้าน หรือคุณจะขวนขวายหาทาง แล้วเดินออกไปขายสินค้า ขายโชว์ของคุณ นั่นคือสิ่งที่ผมมองเห็นโดยภาพรวม คือเราต้องออกไปขายงานของเรา ยังไง เดอะ โชว์ มัส โก ออน” โดรลลิงเจอร์ บ
ครูสาวผุดไอเดีย “ถุงผ้าลายจิ๊มิ” ผลักดันการพูดเรื่องเพศศึกษาให้เป็นเรื่อง…ปกติ ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มีการทำความเข้าใจและออกมารณรงค์ผลักดันเรื่อง Feminist (สิทธิและความเสมอภาคของสตรี) และ LGBTQ (ความหลากหลายทางเพศ) กันเยอะขึ้น คุณออม-มานิตา ชอบชื่น อาจารย์สาวผู้สอนวิชาการแสดง วัย 30 ปีท่านนี้ ก็เป็นอีกคนที่ออกมาผลักดันเรื่องสิทธิความเสมอภาคและความหลากหลายทางเพศ การผลักดันของเธอแตกต่างจากคนอื่นและสร้างสรรค์กว่านั้น โดยคุณออมแสดงออกผ่านการทำ “ถุงผ้าลายจิ๊มิ” ออกมาขาย ซึ่งเธอเล่าให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า ที่มาที่ไปในการทำถุงผ้าจิ๊มิ หรือถุงผ้าลายอวัยวะเพศหญิงนี้ มาจากความคิดที่อยากผลักดันให้คนสามารถพูดเรื่องเพศศึกษาได้อย่างเสรี “จริงๆ ต้องเล่าเท้าความก่อนว่า พี่เองเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่สอบติดมหา’ลัยธรรมศาสตร์และเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็มีโอกาสได้ทำละครเวที ได้เรียนเกี่ยวกับสายวิทย์ จิตวิทยา สิทธิมนุษยชน ก็เกิดความอินกับเรื่องพวกนี้ แต่ก็ไม่ได้อะไรต่อ จนมีโอกาสได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไปเจอวัฒนธรรมที่หลากหลาย บวกกับพี่ได้ไปเที่
ไม่ต้องกลัวโควิด! ร้านอาหารในสวีเดน ทั้งร้านมีแค่ “โต๊ะเดียว” และรับลูกค้าแค่คนเดียวต่อครั้ง! ออกไปกินข้าวนอกบ้านตอนนี้ หลายคน “กลัวจะติดโควิด” มากกว่ากลัวจะเข้าร้านผิดแล้วเจออาหารรสชาติไม่อร่อยไม่ถูกใจ หรือเจออาหารราคาแพงเวอร์เสียอีก การสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า เข้ามานั่งกินอาหารแล้วไม่ต้องกังวลใจ กลัวว่าจะติดโควิดกลับไป จึงเป็นทั้ง “จุดขาย” และ “จุดแข็ง” ที่ร้านอาหารต่างๆ ต้องพยายามสร้างให้ได้ในห้วงเวลานี้ ล่าสุด มีร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองวาร์มแลนด์ ประเทศสวีเดน คิด “จุดขาย” นี้ได้โดยบังเอิญ หลังจาก ลินดา คาร์ลสัน วัย 36 และ ราสมัส เพอร์สัน สามี คิดหาวิธีที่จะทำให้พ่อแม่วัยชราของลินดา ที่กำลังจะมาเยี่ยม และมาพักด้วยที่บ้าน นั่งกินอาหารได้อย่างปลอดภัย ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ลินดาและสามีจึงคิดวิธีนำโต๊ะอาหาร ที่นั่งกินได้ 2 คนไปตั้งไว้กลางทุ่งกว้างข้างบ้าน เพื่อให้พ่อแม่ของลินดา สามารถนั่งกินอาหารได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางสายลม แสงแดด และธรรมชาติรอบข้างที่ชื่นตา ชื่นใจ โดยลินดาและสามีใช้วิธีทำอาหาร แล้วส่งอาหารผ่าน “สะลิง” จากหน้าต่างห้องครัวในบ้านไปยังโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู
ชาวไทยนั้นคุ้นเคยกับอาหารเวียดนามเป็นอย่างดี บางอย่างเรากินกันจนลืมไปแล้วหรืออาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นของต่างชาติ ที่ฉันกำลังจะพูดถึงนี้คือ หมูยอ ย้อนหลังไปสมัยเป็นเด็กนักเรียนจำได้ว่าเวลาใครไปใครมาเชียงใหม่จะต้องหอบหิ้วหมูยอกลับมาเป็นของฝากจนคิดว่าหมูยอนั้นเป็นอาหารประจำจังหวัดเชียงใหม่ ยี่ห้อที่ฉันรู้จักตอนเด็กนั้นคือ ตราดาวที่อยู่บนถนนช้างม่อย ตอนหลังมียี่ห้อป้าย่นที่ยังโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยได้เดินทางมากขึ้นก็พบว่าหมูยอในภาคอีสานนั้นมีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเวียดนามเพราะติดชายแดนลาว ถัดไปอีกหน่อยก็ถึงเวียดนามแล้ว ก็อย่างที่รู้กันว่าถ้าใครไปเที่ยวประเทศลาวนั้นจะได้กินอาหารเวียดนามมากกว่าอาหารลาวเสียอีก พวกเขานิยมกินกันจริงๆ เหมือนคนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวอย่างไรอย่างนั้น ในตอนนั้นฉันยังไม่รู้อยู่ดีว่าหมูยอมีต้นกำเนิดจากไหน จนมีอันต้องระเห็จไปอยู่ที่เวียดนามเสียนานหลายปี จึงเอะใจว่าหมูยอนี้น่าจะมีต้นตอมาจากที่นี่ อย่างแรกเลยก็คือชื่อ คำว่า “ยอ” นั้นน่าจะมาจากคำว่า “หย่อ” (Giò) หรือ “หย่อหลั่วะ” (Giò lụa) ที่ใช้เรียกหมูยอข
น้ำพริกป่นปลา แนมผักนึ่ง-ผักสด อาหารง่ายๆ โภชนาการครบ รสชาติอร่อย ช่วยเจริญอาหาร กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว ที่อยู่ริมสองฝั่งโขงทั้งในประเทศไทยและประเทศลาว เรามีวัฒนธรรมร่วมกันหลายอย่างที่ยังคงสืบต่อมาจนปัจจุบัน ทั้งภาษา ศาสนา การแต่งกาย และอาหารที่แทบจะไม่ต่างกันเลย โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินที่กินข้าวเหนียวเป็นหลักพร้อมกับกับข้าวที่ทำขึ้นง่ายๆ จากวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นตามฤดูกาล กินผักกินปลาแม่น้ำโขงเป็นหลัก น้ำพริกหรือเครื่องจิ้มชนิดหนึ่งที่แพร่หลายอย่างมากคือ ป่นปลา ซึ่งพบว่าชาวลาวนี้กินกันมานาน ดังปรากฏอยู่ในบันทึกของเพียสิง จะเลินสิน ที่ได้จดบันทึกตำรับอาหารพระราชวังหลวงพระบางที่เขาได้คลุกคลีอยู่ในห้องเครื่องในวังหลวง ก่อนที่จะถึงแก่อนิจกรรมใน ค.ศ.1967 ในสมุดจดเล่มนั้นได้กล่าวถึง ป่นปาเลิม (ปลาเลิม) ซึ่งหมายถึงปลาเทพา อันเป็นปลาหนังจำพวกหนึ่งที่มีมากในแม่น้ำโขง เขาบอกถึงวิธีทำว่านำชิ้นปลาไปต้มกับเกลือหรือน้ำปลา มีหอม กระเทียม พริกสด และมะเขือเปราะอ่อนนำไปหมกไฟให้สุกเรียกว่าเครื่องหอม แล้วจึงตำให้เข้ากันกับเนื้อปลา เติมน้ำต้มปลาให้พอข้น ปรุงรสด้วยน้ำปลา โรยต้นหอม ผักชี และใบมะก
ล้ำแค่ไหนมาดูกัน เปิดเทรนด์ แฟชั่นหน้ากาก จากต่างประเทศ ไอเท็มยุคนี้ ตอนนี้สังคมเรากลายเป็น สังคมที่ “ใส่หน้ากาก” เข้าหากันอย่างเต็มตัว และดูท่าว่า “หน้ากาก” น่าจะเป็นอาภรณ์ที่อยู่คู่หน้าของคนทั่วโลกไปอีกนาน อย่างน้อยก็จนกว่าการพัฒนาวัคซีนที่ใช้รักษาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ เชื้อไวรัสโควิด-19 จะประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ ระหว่างนี้เท่ากับว่า “หน้ากาก” กลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ต่างจากเสื้อผ้า ที่ผู้คนต้องใส่ทุกวันเวลาออกจากบ้าน แล้วกลายเป็น “เทรนด์แฟชั่น” ไปแล้วอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสินค้าที่ดีไซเนอร์ทั่วทุกมุมโลก ต่างดีไซน์ออกมาป้อนตลาด เพราะต่างรู้ดีว่า ไม่ว่ายังไง มนุษย์เราก็ยังอยากดูดี ต่อให้ต้องใส่หน้ากาก เห็นกันแค่ “ครึ่งหน้า” แต่ข้าก็ต้องเป๊ะ ว่าแล้ว วันนี้เราลองมาดูกันหน่อยว่า ที่ผ่านมามีใครทำหน้ากากแฟชั่นแบบไหนออกมากันแล้วบ้าง เริ่มที่ประเทศเวียดนาม มีดีไซเนอร์ในกรุงฮานอย ชื่อ Do Quyen Hoa ทำหน้ากากผ้าแฮนด์เมด ปักลายหวานๆ สวยงามด้วยมือ หลายแบบ ออกมาให้สาวๆ มีหน้ากากสวยๆ ได้ใส่กัน มีทั้งลวดลายดอกไม้ สัตว์ แมลง ขายในราคา 21 ดอลลาร์ หรือราว 6
หลอดเส้นพาสต้า ไร้กลิ่นไร้รส เทรนด์ใหม่ทดแทนพลาสติก ย่อยสลายในไม่กี่วัน หลอดเส้นพาสต้า – ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกต่างหันมาให้ความสนใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น มีการสร้างกระแสลดใช้พลาสติกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นถุงผ้า แก้ว-กระบอกน้ำ และหลอดทางเลือก ที่มีให้เห็นมากมายในปัจจุบัน เพจ Environman ได้แชร์เรื่องราวของบาร์ในประเทศอิตาลี ที่เริ่มมีการหันมาใช้ “หลอดเส้นพาสต้า” แทนหลอดพลาสติก มีคุณสมบัติใช้ง่ายและผู้บริโภคก็สามารถช่วยโลกได้ ซึ่งเจ้าหลอดนี้คิดค้นโดยบริษัท Stroodles หลอดชนิดนี้ก็เป็น Vegan และสามารถกินได้เพราะมันทำมาจากน้ำและข้าวสาลีดูรัม (Durum Wheat) 100% ที่สำคัญคือ ไม่มีรสชาติ เข้ากับเมนูเครื่องดื่มทุกชนิด แต่ต้องเป็นเครื่องดื่มเย็นเท่านั้น เพราะเครื่องดื่มร้อนอาจทำให้หลอดละลายได้ แล้วลูกค้าอาจจะได้พาสต้ามากินแทน หลอด Stroodles ใช้เวลาย่อยสลายได้แค่ภายในไม่กี่วัน และไม่ต้องใช้กรรมวิธีใดมาช่วย แตกต่างจากหลอดกระดาษทั่วไป ที่อาจใช้เวลาย่อยสลายกว่า 60 วัน หรือนานกว่านั้น ปัจจุบัน Eco-cycle ซึ่งเป็นบริษัทรีไซเคิลไม่แสวงหากำไรรายใหญ่ของอเมริกา ชี้ให้เห็นว่
“คุตซินตา” ขนมถ้วยฟิลิปปินส์ สีสันน่ากิน ทำขายน่าจะดี คอลัมน์ อาเซียน คุตซินตา – ขนมอีกชนิดจากฟิลิปปินส์ เพื่อนบ้านอาเซียนที่ละม้ายคล้ายขนมถ้วยไทย คือ “คุตซินตา” ต่างกันตรงที่ขนมถ้วยไทยจะมี 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นส่วนผสมของแป้ง ชั้นบนมีส่วนผสมหน้ากะทิ สำหรับคุตซินตาทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งอเนกประสงค์ และน้ำตาลทรายแดง นำมาใส่ลงในชามผสม คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ระหว่างผสมเติมน้ำเปล่าสะอาดทีละน้อยจนแป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ขั้นตอนต่อไปเติมน้ำก๋านโสยซึ่งนิยมใช้นวดผสมกับแป้งข้าวสาลีเพื่อทำบะหมี่เหลือง แผ่นเกี๊ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และใช้ทำปลาหมึกกรอบ ตามด้วยน้ำเมล็ดแอนแนตโทที่ให้สีเหลืองอมส้มหรือส้มแก่ออกโทนน้ำตาลแล้วแต่จำนวนที่ใส่ เทแป้งที่คนเข้ากันดีลงในพิมพ์คล้ายถ้วยตะไล นำไปนึ่ง 35-40 นาที พักให้เย็น โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดฝอย เผยแพร่ครั้งแรก วันพฤหัสที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2562
โควิด-19 ทำยอดขายจักรยานในบังกลาเทศพุ่งกระฉูด หลังคนไม่ไว้ใจขนส่งสาธารณะ การสัญจรในกรุงธากา นครหลวงของบังกลาเทศ เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากมีการประกาศ “ยกเลิกล็อกดาวน์” ไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่การกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ครั้งนี้ ชาวกรุงธากา พบว่า การขี่จักรยาน น่าจะเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด ในช่วงที่วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่สงบ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า จากเดิมที่รถสามล้อตุ๊กๆ และรถเมล์ที่แออัดไปด้วยผู้โดยสาร คือบริการขนส่งสาธารณะที่ชาวกรุงธากาใช้ แต่ตอนนี้ทั้งรถเมล์ และรถสามล้อตุ๊กๆ กลายเป็นขนส่งสาธารณะที่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกกลัว เนื่องจากรักษาระยะห่างทางสังคมลำบาก เลยกลายเป็นว่า มีคนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น เพราะรู้สึกมั่นใจ สบายใจมากกว่า จากข้อมูลของ Dhaka’s Bangshal Bike Bazar ที่รวมร้านขายจักรยานอยู่ราว 150 ร้าน พบว่า การปั่นจักรยานไปทำงานหรือไปโรงเรียน กลายเป็น “นิวนอร์มอล” หรือ “วิถีชีวิตใหม่” ของผู้คนในนครหลวงแห่งนี้ “ยอดขายจักรยานเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ตอนนี้คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการโดยสารรถเมล์ รถแท็กซี่ รถสามล้อไฟฟ้า และหันม
