รอบโลก
เคยคิดไหมว่า “ไข่ไก่” สินค้าธรรมดาๆ ที่สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป จะสามารถอัปราคาขึ้นมาเป็นฟองละกว่า 200 บาท และกลายเป็นธุรกิจที่คนยอมต่อคิวซื้อได้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนมาถอดโมเดลธุรกิจจากร้านไข่ไก่ในย่านโคมาโกเมะ (Komagome) เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ได้ขายแค่ไข่ไก่ แต่กำลังขายเรื่องราว ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล Gen no Tamagoya San หรือ ร้านไข่ไก่ลึกลับ (Phantom Egg Shop) แหล่งรวม “ไข่ไก่สายพันธุ์หายาก” ที่ไม่มีทางหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป จุดเริ่มต้นของร้านนี้บริหารโดย “มิสเตอร์ TKG (Tamago Kake Gohan)” ผู้เชี่ยวชาญด้านไข่ไก่ โดยเขาเล่าให้ฟังว่า “เดิมทีไข่ไก่สายพันธุ์หายากระดับพรีเมียมเหล่านี้ เกษตรกรจะส่งตรงให้เฉพาะเรียวกังโบราณ หรือร้านอาหารระดับไฮเอนด์ในท้องถิ่นเท่านั้น แต่พอเจอวิกฤตโควิด-19 ธุรกิจท่องเที่ยวหยุดชะงัก เกษตรกรทั่วประเทศเดือดร้อนหนักเพราะไม่มีช่องทางระบายสินค้า เราเลยอยากเป็นสะพานเชื่อม นำไข่ไก่คุณภาพสูงเหล่านี้มาให้คนทั่วไปได้ลิ้มลอง” จนปัจจุบันในร้านมีไข่ไก่แบรนด์ต่างๆ ทั่วประเทศลงทะเบียนไว
เรื่องราวของ Haanee Tyebally และ Braedan Tegenfeldt สามีชาวอเมริกันที่ช่วยกันปั้นแบรนด์กรีกโยเกิร์ตในชื่อ Annie’s All Natural เสิร์ฟในโรงแรมหรู 5 ดาวหลายแห่ง โดยมีกำลังการผลิตถึง 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน แปรรูปนมมากกว่า 8,000 ลิตร ทว่าแบรนด์นี้กลับไม่ได้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ แต่เริ่มที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา สถานที่ที่คู่รักคู่นี้เติบโตมาด้วยกันและร่วมกันสร้างชีวิต แม่ของ Braedan ทำกรีกโยเกิร์ตให้กินที่บ้านหลังกลับจากไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศกรีซ ซึ่งในตอนนั้นเริ่มมีชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นย้ายกลับมาเมียนมาจำนวนมาก แต่กรีกโยเกิร์ตคุณภาพดีกลับหาซื้อยาก ช่องว่างในตลาดนี้ ทำให้ Braedan เริ่มก่อตั้งธุรกิจนี้ในปี 2014 เขาลาออกจากงานประจำและเริ่มผลิตกรีกโยเกิร์ตโฮมเมดในโรงจอดรถที่บ้านของพ่อแม่ จากนั้นธุรกิจก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น จากการเป็นซัพพลายเออร์ส่งให้โรงแรม เช่น Belmond’s Governor’s Residence ไปจนถึงวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา ส่วน Haanee ภรรยาของเขายังทำงานประจำ ก่อนตัดสินใจมาร่วมธุรกิจในปี 2020 หลังย้ายไปอยู่สิงคโปร์ด้วยกัน โดยเวลาเกือบ 2 ปี สร้างโรงงา
หากใครบินไปอิตาลี ต้องรู้เป็นอย่างแน่นอนว่ามีคาเฟ่และร้านขนมระดับตำนานเมืองมิลานที่ห้ามพลาดอยู่ นั่นก็คือ COVA ตั้งอยู่บนถนนแฟชั่นสาย ถนนมอนเตนาโปเลโอเน เลขที่ 8 และในวันนี้ได้ยกทัพมาเปิดถึงกรุงเทพมหานครแล้ว สรุป 5 อินไซต์สำคัญ ที่จะทำให้คุณรู้จักแบรนด์ระดับตำนานนี้ 1. แบรนด์อายุ 200 กว่าปี COVA (หรือชื่อเต็มๆ คือ Caffè-Pasticceria Cova) คาเฟ่และร้านขนมหวานระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ของประเทศอิตาลี มีต้นกำเนิดในปี 1817 ใกล้กับโรงอุปรากร Teatro alla Scala ก่อนย้ายมาตั้งอยู่บนถนน Via Montenapoleone ย่านแฟชั่นชื่อดังในปี 1950 2. เกร็ดความ (ไม่) รู้ แบรนด์นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเครือ LVMH กลุ่มบริษัทสินค้าหรูระดับโลก พูดง่ายๆ คือเป็นญาติห่างๆ กับ Louis Vuitton, Celine, Moët & Chandon นั่นเอง ซึ่งใครจะคิดว่าร้านขนมเล็กๆ ข้างโรงโอเปร่าเมื่อ 200 ปีก่อน จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรลักชัวรีระดับโลกได้ และปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 35 สาขาทั่วโลก 3. การนำเข้ามาเปิดในประเทศไทย เบื้องหลังการมาไทยครั้งนี้คือ บริษัท บุญลาโภ จำกัด ที่ใช้เวลาหารือกับพาร์ตเนอร์ราว 6 เดือน จนได้ข
เมื่อพูดถึงชานมไข่มุก หนึ่งในแบรนด์ที่หลายคนนึกถึง คงหนีไม่พ้น “Gong Cha” แบรนด์ที่มีต้นกำเนิดในประเทศไต้หวัน ดังในเกาหลี และกลับมาเปิดสาขาในไทยอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา หลังเคยเปิดในไทยและปิดตัวไปแบบเงียบๆ เมื่อราวสิบปีก่อน Gong Cha เริ่มต้นจากร้านชาเล็กๆ เปิดให้บริการในปี 1996 โดยสองเพื่อนรัก หวง และ อู๋ ก่อนที่ “มาร์ติน เบอร์รี” (Martin Berry) Founder and Chairman ของ Gong Cha Global จะเข้ามาขยายธุรกิจหลังเห็นศัพยภาพของแบรนด์นี้ขณะไปตัดผมที่ห้างสรรพสินค้าในประเทศสิงคโปร์ โดยเขาสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 2,000 แห่งใน 30 ประเทศทั่วโลก จากเดิมที่มีสาขาอยู่เพียง 4 ประเทศในเอเชีย ซึ่งในปัจจุบัน Gong Cha Global อยู่ภายใต้การบริหารของ TA Associates มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร โตมากับความเป็นผู้ประกอบการ มาร์ติน เบอร์รี เคยเป็นผู้บริหารธนาคารที่ทำรายได้สูงถึง 7 หลัก ในวัย 30 ต้นๆ เขาตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกไม่ชอบระบบขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีแต่เรื่องของการบริหารความเสี่ยง เขาเล่าว่าตัวเองมีสายเลือดของผู้ประกอบการมาตั้งแต่เด็กๆ แม้จะเติบโตมาในแถบชนบทของเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ก
ลองนึกภาพร้านอาหารที่ไม่มีเชฟมิชลินสตาร์ ไม่มีเมนูตายตัว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย นั่นคือความรักที่ใส่ลงไปในทุกจาน เพราะคนที่ยืนทำอาหารอยู่หลังเตาไม่ใช่เชฟมืออาชีพ แต่คือคุณยายตัวจริงจากทั่วทุกมุมโลก เพราะเชฟคนแรกในชีวิตของหลายคนก็คือคุณแม่ แล้วก็คุณยาย ร้านอาหารบนเกาะ Staten Island นครนิวยอร์ก “Enoteca Maria” จึงได้ไอเดียออกคอนเซปต์สุดพิเศษ รับสมัครคุณยายไม่จำกัดเชื้อชาติ มาเป็นเชฟรังสรรค์อาหารออกมา ทำให้คนต้องนั่งเรือข้ามฟากเพื่อไปลิ้มรสอาหารที่เหมือนคุณยายทำเองจริงๆ จุดเริ่มต้นจากความสูญเสีย เรื่องราวของร้านนี้เริ่มต้นจากความเศร้า ไม่ใช่แผนธุรกิจ Joe Scaravella เจ้าของร้านได้สูญเสียแม่ ยาย และน้องสาวไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากนั้นเขาตัดสินใจย้ายจากบรูคลินมาอยู่ริมน้ำที่ Staten Island และเกิดไอเดียเปิดร้านอาหารขึ้นมาเพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้หญิงสำคัญในชีวิตที่จากไป จึงตั้งชื่อร้านตามชื่อแม่ของเขาว่า “Maria” Scaravella เคยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของร้านนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเปิดร้านโดยไม่มีแผนธุรกิจใดๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อนเลย ทุกอย่างเกิดจากความคิดถึงและความ
เรื่องราวของ Isaac Kong และ Pamela Theng คู่รักวัย 54 ปี ผู้ชุบชีวิตตุ๊กตาเก่าในความทรงจำของใครหลายคนให้กลับมามีชีวิตและสวยงามอีกครั้ง โดยเริ่มจากทำเป็นงานอดิเรก ยึดเป็นอาชีพเสริมมายาวนาน 30 ปี ก่อนตัดสินใจลาออกจากงานมาเปิดร้าน Toy Doctor ให้บริการซ่อมแซมตุ๊กตา เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่เขตอนุรักษ์สัตว์ป่ามันได (Mandai Wildlife Reserve) ใกล้กับสวนสัตว์สิงคโปร์ ซึ่งมีลูกค้ายอมบินข้ามประเทศจากกาตาร์มาสิงคโปร์ เพื่อส่งตุ๊กตาตัวโปรดมาซ่อมที่ร้านแห่งนี้โดยเฉพาะ จากงานอดิเรกสู่การซ่อมตุ๊กตานับพันตัว ย้อนกลับไปในปี 1996 จุดเริ่มต้นของไอเดียธุรกิจเกิดขึ้นที่ Fort Canning Park สวนสาธารณะที่พวกเขาไปร่วมงานปิกนิกตุ๊กตาผ้า ซึ่งจัดแสดงผลงานของศิลปินผู้สร้างสรรค์ตุ๊กตาหมี ด้วยความประทับใจในสิ่งที่เห็น ทั้งคู่จึงซื้อหนังสือมาศึกษาและฝึกซ่อมตุ๊กตา ทั้งการเย็บ ยัดนุ่น ทำความสะอาดตุ๊กตาด้วยตัวเองตั้งแต่ศูนย์ ก่อนเริ่มทำเป็นงานอดิเรก และค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการทำงานประจำหลายปี โดย Pamela ทำงานในแวดวงวิศวกรรม ส่วน Isaac ทำงานด้านการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข 
หากพูดถึงแบรนด์ที่ทำให้ “กัวเปา (Gua Bao)” หรือเบอร์เกอร์ไต้หวัน กลายเป็นเมนูฮิปๆ ที่คนลอนดอนยอมต่อคิวรอ คงหนีไม่พ้น Bao กลุ่มร้านอาหารสุดทรงอิทธิพลที่สร้างชื่อในอังกฤษมานานกว่าทศวรรษ จนแฟนคลับบางคนถึงขั้นสักโลโก้ร้านไว้บนตัว ร้าน Bao ก่อตั้งโดย Shing Tat Chung (ชิง ตัต ชุง), Erchen Chang (เอ้อเฉิน ชาง) และ Wai Ting Chung (ไหว่ ติง ชุง) พวกเขาเปิดร้านอาหารแห่งแรกเมื่อปี 2015 ในย่านโซโห ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 7 แห่งทั่วลอนดอน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังทำสิ่งที่ท้าทาย โดยกำลังจะกลับมาขายอาหารเอเชียให้คนเอเชียทานถึงถิ่น ซึ่งมาในรูปแบบ “ป็อปอัพร้านสะดวกซื้อ” ที่ขายอยู่ในไทเป เป็นการผสมผสานไก่ทอดกับดีไซน์สุดเท่ไว้ด้วยกัน โปรเจ็กต์นี้มีชื่อว่า BFF ย่อมาจาก Bao Fast Foods ตั้งอยู่ในย่านที่พักอาศัยของกรุงไทเป โดยจำลองบรรยากาศให้เหมือนกับร้านสะดวกซื้อเอเชียที่เราคุ้นเคยกันดี เมนูในร้านเต็มไปด้วยความสนุกและแปลกใหม่ เช่น ไก่ทอดซอสน้ำผึ้งหมาล่า ที่เสิร์ฟพร้อมสลัดและสลัชชี่ผักดอง หรือจะเป็น บะหมี่เนื้อ ที่ใช้เนื้อย่างเสียบไม้ราดด้วยน้ำซุปลงบนชาม และเครื่องดื่มชา Nitro เมนูพิเศษที่ร่วมมือกับแบรนด์เหล้า
หลายธุรกิจเริ่มต้นมาจากความชอบ เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “Ariel Tang” เธอชื่นชอบการทำขนมมาตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มหัดทำเล่นๆ ตั้งแต่อายุ 14 ปี ความชอบนี้จริงจังมากขึ้น เมื่อเธอตัดสินใจลงเรียนหลักสูตรวิทยาศาสตร์การประกอบอาหาร พร้อมหารายได้เสริมจากการขายคัพเค้กและบราวนี่ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษจีนและคริสต์มาส และใช้เวลา 2 ปี หาประสบการณ์ในร้านเบเกอรีหลังเรียนจบ อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นคงในชีวิตทำให้ Ariel เบนเข็มไปเรียนต่อปริญญาตรีด้านการสื่อสารมวลชนแทน และทำงานในสายประชาสัมพันธ์ (PR) ที่มีความเครียมสูง ทำให้เธอหันมาทำขนม โดยหาแรงบันดาลใจและดูสูตรในอินเตอร์เน็ต ขนมที่ Ariel เลือกทำคือ บอมโบโลนี หรือโดนัทสไตล์อิตาเลียน รูปทรงกลม ผิวกรอบสีเหลืองทอง ซึ่งได้ปรับสูตรดั้งเดิมมาใช้ยีสต์ธรรมชาติ ทำให้ขนมมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเพื่อนๆ ก็กลายเป็นแฟนคลับกลุ่มแรกที่ขอให้เธอเริ่มขายขนมนี้ โดยเปิดขายออนไลน์จากครัวในบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน The Fat Kid Bakery ขายออนไลน์จากครัวในบ้าน แต่กระแสตอบรับดี ในตอนแรก Ariel พยายามแบ่งเวลาทำงานประจำควบคู่ไปกับกา
“ผู้ใหญ่หลายคนก็แค่ต้องการอะไรบางอย่างไว้กดเล่นระหว่างวันเพื่อคลายเครียดเช่นกัน” ทุกคนทำอะไรกันเวลาที่ต้องการคลายเครียด สำหรับคนหลายพันคนทั่วสหรัฐอเมริกา คำตอบคือการหยิบชิ้นส่วนพลาสติกสีสันสดใสที่เมื่อกดแล้วจะส่งเสียง “คลิก” เบาๆ ที่ทำให้รู้สึกดี วิกตอเรีย บอมันน์ วัย 32 ปี และ ชาลี มอร์ตัน วัย 51 ปี สองพ่อลูกผู้ก่อตั้งแบรนด์ Victoria Essie Studio พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวในการกระโดดเข้าสู่ตลาดของเล่นกดแก้เครียดจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แถมยังกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ที่มีคนดูกว่าล้านครั้งจากคลิปแนว ASMR จนสามารถสร้างรายได้ 428,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 14.5 ล้านบาท) พลิกเกมของเล่นแก้เครียด ให้เป็นงานศิลปะสุดน่ารัก ของเล่นประเภทนี้เรียกว่า Fidget Clickers มีกลไกภายในคล้ายกับแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำให้เวลากดจะให้ความรู้สึกแน่นและมีเสียงคลิกที่เพลินมือ ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่าของเล่นประเภทนี้ช่วยให้ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล, สมาธิสั้น (ADHD) หรือออทิสติก สามารถควบคุมอารมณ์และโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น จุดเด่นของแบรนด์นี้คือความน่ารัก สดใส และกลิ่นอายความคิดถึงยุค Y2K พวกเขาเริ่มต้นจากของเล่นรูปทรงก้อ
เป็นภาพที่เห็นจนชินตากับการเห็นกองเชียร์ชาวญี่ปุ่นก้มลงเก็บขยะในสนามหลังการรับชมกีฬาจบ ภาพนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2026 สื่อหลายสำนักต่างชื่นชมพฤติกรรมนี้ของชาวอาทิตย์อุทัย เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวญี่ปุ่นที่แฝงไว้ด้วยความสุภาพและความมีน้ำใจมักถูกชื่นชมจากต่างประเทศอยู่เสมอ การเก็บขยะหลังชมกีฬาจบไม่ได้เพิ่งจะทำในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก คนญี่ปุ่นมักจะแสดงการกระทำเช่นนี้หลังจบการชมกีฬามาโดยตลอด นั่นเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว หากจะถอดแนวคิดที่ฝังอยู่ในนิสัยนี้ของชาวญี่ปุ่น ต้องเริ่มไปตั้งแต่การปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ที่เริ่มตั้งแต่ในโรงเรียน ในโรงเรียนจะไม่ค่อยจ้างแม่บ้านทำความสะอาดโรงเรียนเท่าใดนัก ส่วนใหญ่จะสอนให้เด็กนักเรียนเป็นคนช่วยกันรับผิดชอบทำความสะอาด และเมื่อโตมาก็มีแนวคิดที่คนญี่ปุ่นถูกสั่งสอนมาเรียกว่า Omotenashi (おもてなし) อ่านว่า โอะโมะเตะนะชิ หากแปลตรงตัวจากรากศัพท์ อาจจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น Omote แปลว่า “เบื้องหน้า” หรือ “ด้านนอก” (สิ่งที่แสดงออกมา) ส่วน Nashi แปลว่า “ไม่มี” เมื่อรวมกันแล้ว Omotenashi จึงหมายถึง “ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องห
