ข่าววันนี้
ลาซาด้า ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่กับแคมเปญ “9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์” ด้วยตัวเลขการเติบโตที่แข็งแกร่งทั่วทั้งภูมิภาค ตอกย้ำกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้าแบรนด์ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุณภาพจากแบรนด์แท้เพิ่มมากขึ้น ในแคมเปญ 9.9 ครั้งนี้ LazMall ศูนย์รวมแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 32,000 แบรนด์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงนักช้อปและแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแข็งแกร่ง โรนัลด์ ฟู ผู้อำนวยการฝ่ายแคมเปญ ลาซาด้า กรุ๊ป กล่าวว่า ขณะที่ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสำคัญกับเรื่องสินค้าแท้ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และประสบการณ์การช้อปปิ้งระดับพรีเมียมมากขึ้น LazMall ยังคงเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนความสำเร็จของแคมเปญใหญ่ของลาซาด้า ส่วนการเติบโตของการบริโภคออนไลน์ ด้วยจำนวนประชากรชนชั้นกลางและกลุ่มผู้บริโภคที่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในภูมิภาคที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลาซาด้าได้สร้างสถิติใหม่บนแพลตฟอร์ม โดยมีมูลค่าเฉลี่ยของคำสั่งซื้อที่สูงขึ้น 30% เมื่อเทียบกับแคมเปญ 9.9 ในปีที่ผ่านมา แ
ในยุคที่ออนไลน์ครองเมือง การทำอะไรก็ตามมักจะง่ายและสะดวกเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส รวมไปถึงเรื่องธุรกรรมการเงินด้วย ที่ผู้คนแทบจะไม่มีเงินสดติดตัวกันอย่างแต่ก่อน แต่ด้วยความง่ายดายนั้น แฝงเข้ามาซึ่งอาชญากรไซเบอร์ที่เข้ามาหลอกลวงและทำผิดกฎหมาย หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ก็คือ “บัญชีม้า” ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารของบุคคลอื่นที่ถูกนำมาใช้เป็นสะพานในการโอนย้ายเงินที่ได้จากการกระทำผิด จากประเด็นดังกล่าวที่มิจฉาชีพกระทำนั้น ทำให้มีผู้ได้รับความเสียหายจำนวนไม่น้อย ที่ถูกอายัดบัญชี เนื่องจากบัญชีม้าโอนเงินเข้าบัญชี และกว่าจะแก้ไขได้ ก็ได้รับผลกระทบ ที่ไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ ได้ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ชี้แจงว่า ธนาคารจะระงับยอดเงินที่มีปัญหา ไม่ใช่ทุกบัญชี และทุกธนาคารใช้มาตรฐานเดียวกัน ในการระงับวงเงินต้องสงสัยเพียง 3 วัน ยกเว้น บัญชีที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้อง กับ บัญชีม้าดำ และ ม้าเทา ที่ระยะเวลาการระงับวงเงินจะยืดออกไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แบ่งระดับความเสี่ยงของบัญชีม้า ออกไว้เป็น 5 ระดับสี เพื่อสร้างความเข้าใจและคลายกังวลให้กับประชาชน ดังนี้ ม้าดำ คือ
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “แกร็บได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมคนขับ Grab จดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอป มาตั้งแต่ปี 2565 โดยมุ่งผลักดันให้คนขับที่ให้บริการบนแพลตฟอร์มของเรา ไม่ว่าจะเป็น บริการ GrabCar (รถยนต์) หรือ GrabBike (รถจักรยานยนต์) ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก รวมทั้งประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการทำใบขับขี่สาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการขั้นพื้นฐานของการจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแกร็บได้จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้คนขับไปทำใบขับขี่สาธารณะและจดทะเบียน รย.18 อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเปิดรอบพิเศษเพื่อให้คนขับไปยื่นเอกสาร ตรวจประวัติอาชญากรรม เข้าอบรมและสอบข้อเขียน การจัดเจ้าหน้าที่เพื่อให้คำแนะนำด้านเอกสารและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนที่สำนักงานขนส่ง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีคนขับให้บริการเป็นจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และขอนแก่น ทั้งยังมีทีมงานจากศูนย์ย่อยของแกร็บ (Mini Grab Center) คอยให้คำแนะนำกับคนขับในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจา
The Next Forest คือกิจการเพื่อสังคมที่มองการปลูกป่าไม่ใช่เพียงการโปรยเมล็ดพันธุ์ลงดิน แต่เป็นกระบวนการฟื้นฟูที่ครบวงจรและสอดคล้องกับธรรมชาติอย่างแท้จริง ทางทีมงาน The Next Forest จึงผสมผสาน “วิทยาศาสตร์ป่าไม้” เข้ากับ “ศิลปะแห่งการจัดการพื้นที่” นับตั้งแต่การเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มอัตรารอดของกล้าไม้ การออกแบบพื้นที่ฟื้นฟูและวางแผนการดูแลหลังปลูก ไปจนถึงการติดตามผลอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการประเมินด้านระบบนิเวศ เช่น ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณน้ำที่กักเก็บ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนจริงๆ ต้นไม้ทุกต้นที่ลงดินจึงไม่เพียงแต่เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก จนกลายเป็นหนึ่งในวิธีการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่จับต้องได้ที่สุดในปัจจุบัน “การฟื้นฟูป่าไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่คือการนำวิทยาศาสตร์มาทำความเข้าใจระบบนิเวศ และใช้ศิลปะในการสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติกลับคืนมา เราหวังว่าเรื่องราวของเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” คุณปาย-จุฑาธิป ใจนวล ผู้ร่วม
จากกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ใหม่ในปีนี้ของ MK Restaurants ยังคงยึดคอนเซ็ปต์ “หม้อแดง หม้อเดิม เพิ่มเติม ประสบการณ์ใหม่” โดยต่อยอดประสบการณ์จากแคมเปญ “สุกี้ผัดแห้ง” เมื่อต้นปี ที่สร้างไวรัลบนโลกโซเชียล สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์สามารถฉีกกฎการกินสุกี้แบบเดิมๆ ไปสู่ประสบการณ์ใหม่ที่ลูกค้าพร้อมแชร์ พร้อมลอง และพูดถึงกันอย่างล้นหลาม ในครั้งนี้ “หม้อแดง หม้อเดิม” พร้อมที่จะพาทุกคนเปิดโลกการกินสุกี้รสชาติใหม่ จากเดิมที่เคยกินแต่ซุปใส แต่ครั้งนี้คุณจะได้รสชาติใหม่ที่หลากหลายกว่าเดิม เพราะยกความอร่อยมากับ 4 รสชาติใหม่ “ซุปต้มยำมันกุ้ง” แซ่บซี้ด จัดจ้าน สไตล์ไทย, “ซุปเต้าเจี้ยวโบราณ” หอม กลมกล่อมสไตล์จีน, “ซุปน้ำดำญี่ปุ่น” No.1 เรื่องอูมามิ และ “ซุปฮอตหม่าล่า” เผ็ดชาไฟลุก สไตล์เสฉวน เสิร์ฟพร้อมเนื้อ หมู หรือซีฟู้ด และผักคุณภาพดีในสไตล์ MK เสิร์ฟครบชุดในราคาเริ่มต้นเพียง 399 บาท/ชุด พร้อมประสบการณ์ใหม่ตั้งแต่การเสิร์ฟ เปิดต่อม เปิดใจ เปิดต่อมรับรสก่อนสั่งอาหารด้วย พร้อมเสิร์ฟ MK Soup Parade Testing 4 ซุปใหม่ขนาดทดลอง เพื่อให้ลูกค้าได้ลองเปิดใจและมั่นใจในความอร่อยก่อนสั่งจริง เลือกซุปที่ชอบในราคาที่ใ
เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ บริษัท เธียรซัน จำกัด โดยแพทย์หญิงวรนิษฐ์ เธียรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฯ ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรอภัยภูเบศร และ บริษัท ตำรับไทย สมุนไพร จำกัด โดยนายมหาคุณ เทพสุทิน ประธานกรรมการบริหารบริษัทฯ ผู้มีเครือข่ายร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร “อภัยภูเบศร” ครบทุกรายการ ทั้ง ยา อาหาร และเครื่องสำอาง ในรูปแบบ Shop in Shop ภายใน “ร้านตำรับไทย” ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกัน อภัยภูเบศรในฐานะผู้ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ ที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านมาตรฐานและองค์ความรู้แพทย์แผนไทย ผนวกกับเครือข่ายร้านตำรับไทยที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายใต้แบรนด์อภัยภูเบศร ได้ครบถ้วน สะดวก และมั่นใจในคุณภาพ โดยในระยะแรก ได้เปิดให้บริการแล้วที่ ร้านตำรับไทย สาขาเซ็นทรัล พระราม 2 และสาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
บาร์บีคิวพลาซ่า เดินเกมต่อยอดโมเดลร้าน “Solo Dining” ครั้งแรกที่สาขาเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ Tasty – Easy – For Me #อร่อยง่ายเลือกเองได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชื่นชอบประสบการณ์ปิ้งย่างส่วนตัว แต่ยังคงได้รสชาติและความสนุกแบบครบครัน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ Young Urban และคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็วแต่ไม่อยากพลาดโมเมนต์อาหารคุณภาพ สาขาเซ็นทรัล พาร์ค ตั้งอยู่ชั้น LG ท่ามกลางโซนร้านอาหาร Quick Service ที่เน้นจานด่วน ซึ่งนับเป็นความท้าทายสำหรับ บาร์บีคิวพลาซ่า แบรนด์ที่เติบโตจากตลาดปิ้งย่างของกลุ่มครอบครัวและเพื่อน โมเดลใหม่เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในย่านสีลม ทำเลศักยภาพใจกลางกรุงเทพฯ รายล้อมด้วยออฟฟิศและโรงแรมในย่านธุรกิจหลัก ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น พร้อมสร้างกระแสความสนใจและได้รับฟีดแบ็กเชิงบวกจากลูกค้ากลุ่มคนเมือง ที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และพื้นที่ส่วนตัวสำหรับมื้อปิ้งย่างคนเดียว โดยไม่ต้องเขินอีกต่อไป คุณเรืองชาย สุพรรณพงศ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติองค์กร บริษัท ฟู้ด
เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับ Food Carnival อร่อยเอาเรื่อง อีกหนึ่งเทศกาลอาหารดีที่สุด พร้อมเชิญชวนสายกินผู้ชื่นชอบประสบการณ์ความอร่อย กลางสวนสวยใจกลางกรุงเทพฯ @มิวเซียมสยาม ระหว่างวันที่ 3–5 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 12.00–21.00 น. จัดโดย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และสื่อเครือมติชน งานครั้งนี้ ไม่ได้คัดแต่ “ของอร่อย” เท่านั้น แต่ยังรวบรวมร้านอาหารชื่อดัง ที่ผ่านการคัดสรร มาแล้วว่าดีจริง ถูกปากถูกใจนักชิม สายฟู้ดดี้ สายทำคอนเทนต์ ไม่ควรพลาด แต่ละร้านมีสไตล์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น ร้านเด็ดในตำนาน – จกโต๊ะเดียว ตำนานร้านอาหารจีนสไตล์ ‘เชฟเทเบิล’ ที่ใครๆ ก็พูดถึง และงานนี้เขามาพร้อมกับเมนูที่ทุกคนต้องลอง – ก๋วยจั๊บยืนพื้น ต้นตำรับสี่แยกพรานนก บางขุนนนท์ ที่ส่งต่อความอร่อยกว่า 60 ปี จากร้านริมฟุตปาธสู่ร้านแห่งความทรงจำ แอบกระซิบว่า ไม่เคยออกบูธที่ไหน แต่จัดเต็มที่งานนี้เท่านั้น – คุณยงค์ทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ-หน้าเพาะช่าง ที่ใช้กะทิแท้ๆ และมะพร้าวจากบ้านแพ้ว อบจนบางกรอบ บอกเลยว่าต้องลอง! ร้านรางวัลการันตี – ส้มตำเป็นลาว ส่งตรงความแรร์จากเขาใหญ่ เจ้าของร
หลายคนอาจมองว่า “วิทยาศาสตร์” เป็นเรื่องซับซ้อนและห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูกผสานเข้ากับหัวใจของผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะล้นเมือง หรือการฟื้นฟูผืนป่าที่เสื่อมโทรม วิทยาศาสตร์ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องทดลอง หากแต่เป็น “เครื่องมือ” อันทรงพลังในการแก้ไขปัญหาสังคมที่เผชิญอยู่ทุกวัน โครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change : BC4C) โดย บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ChangeFusion มุ่งมั่นผลักดันศักยภาพผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง 14 ปี ได้สนับสนุนผู้ประกอบการ SE รุ่นใหม่ที่กล้าใช้ทั้ง “วิทย์” และ “ใจ” สร้างสรรค์กิจการเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดดเด่นอย่าง แบรนด์ JAIKLA (ใจกล้า) ที่แปลงขยะอินทรีย์ให้เป็นโภชนาการใหม่ ด้วยวิทยาศาสตร์การอาหาร จากภาพของกองผักผลไม้เหลือทิ้งจากห้างสรรพสินค้าที่เคยถูกมองว่า 
หากพูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ หลายคนถึงกับบอกว่าเป็นปี “เผาจริง” ทั้งเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้ไม่ค่อยขยับตาม ในส่วนของผู้ประกอบการเอง ก็รายได้หด ขายไม่ดีเหมือนแต่ก่อน เรียกได้ว่า ไม่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น ในยุคของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จึงได้มีแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งโครงการนี้ เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2563 โดยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com และแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งสามารถใช้จ่ายได้ทั้งร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ร้านของชำขนาดเล็ก รวมถึงร้านค้าชุมชน ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในร้านค้ารายย่อย และผู้ประกอบการท้องถิ่น รายละเอียดของโครงการคนละครึ่งแต่ละเฟส โครงการคนละครึ่งดำเนินการมาแล้วทั้งหมด 5 เฟส แต่ละเฟสมีรายละเอียดและงบประมาณแตกต่างกันดังนี้ เฟส 1 (ตุลาคม–ธันวาคม 2563) ผู้ลงทะเบียน 10 ล้านสิทธิ วงเงินสนับสนุน 3,000 บาทต่อคน งบประมาณรวม 30,000 ล้านบาท เพิ่มการจับจ่
