“พอแล้วดี” แนวคิดสู่ “ความยั่งยืน” ปรับใช้กับชีวิตได้ทุกมิติ สร้างความสมดุลในชีวิต
วันที่ 3 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงาน Sustainability Expo (SX 2024) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด “สมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า” กิจกรรมโซน SX IDEA LAB ในหัวข้อ “Mind Your Business Workshop : Finding Balance In An Ever-Turbulent World วิถีสมดุลท่ามกลางความท้าทาย”
โดยมีวิทยากรรับเชิญ ได้แก่ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้ก่อตั้ง BrandBeing และ Por Laew Dee, ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และ วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร Chief, I Organize Things (IOT)
พร้อมด้วย สิวลี อนันตชาติ นวัตกรสังคม และ Chief of Business Innovation, Bookcaze และ สิริกัญญ์ เลิศศักดิ์วิมาน ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบการเรียนรู้, Kachaxarn Earth and People Lab
และผู้ดำเนินกิจกรรม แพร ภิรมย์ หัวหน้าหน่วย Sasin Sustainability & Entrepreneurship Center สถาบัน ศศินทร์ฯ
กิจกรรมนี้เป็นการชวนทุกคนมาร่วมค้นหาวิธีการใช้ชีวิตให้สมดุล ท่ามกลางความท้าทายในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านการสำรวจประเด็นสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจปัญหาและหาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้ก่อตั้ง BrandBeing และ พอแล้วดี The Creator กล่าวว่า ประชากรในโลกมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือกลุ่มมีไม่พอและกลุ่มมีเกินพอ จึงทำให้มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเรามีพระราชาที่คิดว่าความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ทำให้ 2 กลุ่มเดินไปถึงจุดที่ทุกคนพอมีพอกิน ซึ่งเป็นหัวใจของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy
ซึ่งสามารถเข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงด้วยแนวคิด 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ห่วงแรก “การรู้จักตัวตน” ห่วงที่สอง “มีเหตุมีผล” ห่วงที่สาม “มีภูมิคุ้มกัน” และ 2 เงื่อนไขคือ “ความรอบรู้และคุณธรรม”
แนวคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ตั้งแต่การวางแผนธุรกิจ จะต้องรู้จักตนเองผ่านวิธีการเบื้องต้นคือการทำ SWOT วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค และลงลึกไปถึงการสร้างแบรนด์
การมีเหตุมีผลคือ Strategic Planning หรือการวางแผนกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจถึงเป้าหมาย และที่สำคัญคือ Footprints Management ทุกก้าวของการทำธุรกิจล้วนมีรอยเท้าทั้งสิ้น หากไม่อยากสร้างปัญหาให้แก้ที่จุดเริ่มต้น
และการมีภูมิคุ้มกันคือการบริหารความเสี่ยง ซึ่งภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ คือการที่ Stakhoder มีเอนเกจเมนต์กับเรา รักเรา พร้อมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องเรา
“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นได้ทั้งกรอบในการทำธุรกิจ และเป็นได้ทั้งสิ่งที่เราเรียกว่าพฤติกรรม ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ แค่รู้จักคำว่าพอ ก็จะรู้ว่ามีคนอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่ผลกำไร แต่โอกาสที่จะมีโซลูชันที่ดีขึ้นจะเป็นไปได้ง่าย”
ด้าน ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวถึงการเงินพอเพียงว่า คือการนำหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการจัดการการเงิน ไม่ต้องมีมากมาย แต่มีในระยะสั้นให้สามารถดูแลตัวเองได้ และมีในระยะยาวให้พอใช้ในวัยเกษียณ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตไม่ใช่แค่การจัดการการเงิน และสามารถนำพาไปสู่ความสมดุลทุกมิติในชีวิต ด้วย 2 เงื่อนไข คือมีความรอบรู้ที่ถูกต้องในเรื่องที่จะทำ และมีคุณธรรมที่จะทำให้งานสำเร็จ ก่อนวางแผนทำอะไร ให้ถามตัวเอง 3 ข้อ ที่ทำอยู่พอประมาณไหม มีเหตุมีผลไหม และมีภูมิคุ้มกันในตัวแล้วหรือยัง ถ้าตอบได้จะเกิดความสมดุลในชีวิต

วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร Chief, I Organize Things (IOT) กล่าวถึงความแตกต่างของเจเนอเรชัน ในรุ่นอากง “กลัวลูกไม่มีกิน” เพราะเศรษฐกิจสมัยนั้นมีความลำบากขณะที่ต้องเลี้ยงลูก 9 คน รุ่นพ่อแม่ “กลัวลูกกินไม่อิ่ม” จึงประคบประหงม หาสิ่งที่มีประโยชน์มาให้กินอยู่เป็นประจำ รุ่นเรา “กลัวลูกกินไม่อร่อย” ซึ่งมีลูกคนเดียว จึงดูแลทุกอย่าง อยากได้อะไรหาให้ทันที ทำให้เกิด “ฮ่องเต้ซินโดรม” หรือภาวะเอาแต่ใจในเด็กที่เกิดจากการเลี้ยงดูผิดวิธี กลายเป็นปัญหาของสังคมในทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน ในกิจกรรมนี้มีผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปหลากหลายเจเนอเรชัน โดยแบ่งกลุ่มร่วมกันหารือในประเด็นสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่แต่ละกลุ่มให้ความสนใจ เพื่อให้เข้าใจปัญหาและหาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน
คุณแอ้ม หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวถึงความรู้สึกว่า กิจกรรมนี้ช่วยให้เข้าใจและเปลี่ยนกรอบความคิดเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรนำมาปรับใช้กับชีวิตมากๆ เพราะเป็นหลักการของการมีสังคมที่ดี

