Exclusive Featured

“ระเบียบวาทะศิลป์ คือทางรอดของหลายชีวิต” คุยหลังฉาก “พ่อเอ๊ะ ระเบียบวาทะศิลป์” ผู้ทิ้งความฝัน เพื่อครอบครัวและชาวคณะ

“ระเบียบวาทะศิลป์ คือทางรอดของหลายชีวิต” คุยหลังฉาก “พ่อเอ๊ะ ระเบียบวาทะศิลป์” ผู้ทิ้งความฝัน เพื่อครอบครัวและชาวคณะ

“สอย สอย พี่น้องฟังสอย นกแตดแต้บินข้ามปลายไผ่ ผู้ใดบ่ฮู้จักระเบียบวาทะศิลป์ ผู้นั้นคือเช้ยเชย จังซี่กะว่าสอย”

ต้องยอมรับว่า ในยุคนี้หาน้อยมากที่จะไม่มีใครไม่รู้จักคณะหมอลำที่มีนามว่า “ระเบียบวาทะศิลป์” ชื่อเสียงเรียงนามนี้ ยืนยงอยู่ในวงการหมอลำมานานถึง 61 ปี ตั้งแต่มีแค่ป้ายชื่อที่ใช้ในการแสดง จนมาถึงวงหมอลำที่จัดเต็มไปทั้ง แสง สี เสียง

ขอบคุณภาพจาก ระเบียบวาทะศิลป์ แฟนเพจ
ขอบคุณภาพจาก ระเบียบวาทะศิลป์ แฟนเพจ

ตะวันลับขอบฟ้า เป็นเวลาที่หมอลำเริ่มทำการแสดง เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสเข้าไปดูเบื้องหลังม่านหมอลำ และได้ร่วมพูดคุยกับ พ่อเอ๊ะ-ภักดี พลล้ำ บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวงหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ในปัจจุบัน หรือทายาทรุ่นที่สองของวง ได้เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของวงให้เราฟังว่า…

พ่อเอ๊ะ-ภักดี พลล้ำ
พ่อเอ๊ะ-ภักดี พลล้ำ

ที่มาของ “ระเบียบวาทะศิลป์” หมอลำขวัญใจมหาชน

ระเบียบวาทะศิลป์ ก่อตั้งขึ้นโดยคุณพ่อระเบียบ พลล้ำ และคุณแม่ดวงจันทร์ พลล้ำ สมัยก่อนคุณพ่อคุณแม่ไปเป็นตัวพระตัวนาง อยู่วงครูบาอาจารย์ หลังจากที่แต่งงานกันแล้ว ก็ขอแยกตัวมาทำเป็นวงของตัวเอง คือ ระเบียบวาทะศิลป์ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2506 จนมาถึงปัจจุบันนี้ 61 ปี

ในสมัยก่อนมีจำนวนสมาชิกเพียง 2 คน 4 คน หรือ 7 คน ก็เป็นหมอลำได้ จะเรียกว่า หมอลำหมู่ โดยจะมีลักษณะเป็นลำเรื่องต่อกลอน ไม่มีแดนเซอร์ จะลำเป็นทำนอง เป็นสังวาส เป็นการแสดงนิทาน สมัยก่อนมันไม่มีไฟฟ้า ก็ใช้ตะเกียงหรือกระบองในการจุดไฟ ในการที่จะเล่นศิลปะหมอลำให้พี่น้องสมัยก่อนได้ดูกัน

อาชีพหมอลำในสมัยก่อน ค่อนข้างลำบาก เพราะว่าการที่จะไปลำแต่ละหมู่บ้านๆ บางครั้งก็ใช้เดินเอา รถหายาก หรือว่าพอมีรถมอเตอร์ไซค์ก็ซ้อนท้ายกันไป ต้องแบกอุปกรณ์ไปด้วย 

ประกอบกับช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจ สังคม ไม่เหมือนทุกวันนี้ ถ้าใครดัง ก็อยู่ได้ ก่อนจะดังมันก็ต้องมีผลงานที่จะสามารถไปออกสถานีวิทยุได้ ให้ชาวบ้านได้ยิน แล้วก็ตามจ้าง แต่ตอนนั้นกำลังทรัพย์ก็ไม่ค่อยมี ก็ทำงานไปหรือแสดงไปตามสิ่งที่ตัวเองมี    

จนมาถึงวันหนึ่ง วันที่ต้องพักวง ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เหตุผลหลักๆ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ เงินลงทุน ช่วงนั้นคนไปทำงานเมืองนอกกันเยอะ พอกลับมาเขามีเงินมีทอง พ่อระเบียบว่าอยากลองไปดู เผื่อมีเงินสักก้อนใหญ่ๆ แล้วก็มาทำให้มันใหญ่ขึ้น จึงเลือกการพักวงไว้ ตอนแรกว่าจะพักสัก 2 ปี แต่ด้วยความที่ว่า มันฟื้นตัวไม่ได้ ก็เลยพักยาวพอสมควรประมาณ 4-5 ปี

การที่กลับมาทำรอบสองนี้ ไม่ได้แค่ว่าความตั้งใจ แต่หลังจากที่โดนโกง เรื่องของการกินค่าหัวคิว ทำให้ไม่ได้บินไปทำงาน ผนวกกับไม่มีเงินแล้ว ก็กลับมานั่งครุ่นคิดว่า จะทำอย่างไร ก็เลยคิดว่ายังมีป้ายของตัวเองที่พับเก็บไว้อยู่ เพราะว่าแต่ก่อนเครื่องเสียงอะไรมันไม่ต้องยิ่งใหญ่อลังการ แค่ลำโพง 2 ตู้ มีลำโพงฮอลล์พอให้คนได้ยิน แล้วหลอดไฟก็พอมีแสงสว่างให้คนเห็นเรา ก็น่าจะเป็นทางรอดได้

จากนั้นก็ทำการแสดงมาเรื่อยๆ จนมีอยู่วันหนึ่ง นักแสดงขาด เนื่องจากป่วย เป็นโอกาสที่ทายาทรุ่นที่สอง อย่าง พ่อเอ๊ะ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง ม.6 ได้ก้าวข้ามความท้าทาย ลองแสดงหมอลำให้พี่น้องและชาวบ้านได้ดู

พ่อเอ๊ะ บอกว่า เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับวงการหมอลำ เพราะวงการหมอลำสมัยก่อนก็คือคนมีอายุ มีความสามารถแล้ว แต่ระเบียบวาทะศิลป์ได้นำเด็กเจนใหม่ เอาวัยรุ่นมาแสดง แต่ตอนนั้นก็ยังลำไม่แข็ง ลำไม่เก่ง อาศัยบทบาทการแสดง โดยการติวเข้มของคุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ที่อยู่ในวงที่แนะนำว่า “คุณยังลำไม่เป็น แต่คุณต้องแสดงให้เป็น ร้องไห้คุณต้องร้องไห้จริง เศร้าต้องเศร้าจริง” เรียกได้ว่า ยุคนั้นเป็นยุคที่กำลังฮือฮากัน ปากต่อปากที่ให้เจ้าภาพมาหางานวงระเบียบวาทะศิลป์ไปเล่นได้

ทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อครอบครัวและชาวคณะ 

พ่อเอ๊ะ บอกว่า ย้อนไปในตอนนั้น มีความคิดว่า อยากจะไปทำงานต่างประเทศ ไม่ได้อยากมาเล่นหมอลำ เพราะทำงานต่างประเทศได้เงินเดือนถึง 30,000-40,000 บาท เทียบในสมัยก่อนคือเยอะมากๆ แต่ทางด้านของพ่อระเบียบได้มีการขอไว้ว่าให้อยู่ช่วยวงก่อนสักปี เพราะตอนนั้นกำลังได้รับความนิยมอยู่

พบจบปีแรก ปีสองก็ว่าจะไป พ่อก็บอกช่วยพ่ออีกสักปีก่อน ปีสามก็ช่วยอีกสักปีก่อน เอาไปเอามาก็ไม่ไปดีกว่าเพราะว่า งานมันก็แน่น เราก็สงสารพ่อกับแม่ด้วย ถ้าเราไป ใครจะมาเล่นแทน คนเขากำลังติดเรา ก็เลยตัดตรงนั้นออก ก็เลยหันมาพัฒนาวงเราให้มีกระแสมากขึ้น

หลังจากที่รับช่วงต่อจากคุณพ่อระเบียบ พ่อเอ๊ะก็ไม่ได้หยุดนิ่ง พยายามไปหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อกลับมาพัฒนาวง อย่างการไปดูงาน ดูงานตามโชว์ต่างๆ อะไรที่แปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะนำมาผสมผสานให้มันสามารถที่จะดูทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งยังนำศิลปวัฒนธรรมของแต่ละภาคเข้ามาประยุกต์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนที่มาดู

ด้วยที่ตัวเขาเองก็อยู่กับวงการหมอลำมานาน จึงทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยเมื่อก่อนจะเน้นลำเรื่องต่อกลอน นิทานพื้นบ้าน คืนหนึ่งจะมีประมาณ 17-18 ฉาก แต่สมัยนี้ 10 ฉากก็ยังถือว่าเยอะอยู่ เพราะว่าคนทุกวันนี้เปลี่ยนการดู แต่ก่อนฟังเอาเรื่องเอาราว ฟังเอานิทาน แต่ทุกวันนี้ฟังเอาสนุก เราต้องเพิ่มความสนุก เพิ่มเพลงที่มันมีจังหวะโจ๊ะๆ ขาดไม่ได้ สมัยนี้ต้องมีแดนเซอร์ ต้องมีดนตรี เวทีก็ต้องยิ่งใหญ่ ดนตรีก็ต้องยิ่งใหญ่

“ปัจจุบัน ทุกอย่างมันคือการลงทุน ถ้าไม่ลงทุน เราก็อยู่ไม่ได้ การแข่งขันด้วย ถึงเราจะบอกว่าไม่แข่งขัน แต่มันก็ต้องแข่งขัน เพราะว่าในเมื่อวงนั้นเขามี เราก็ต้องอยากมีเหมือนเขา เราก็ต้องพยายามให้ทันเขา”

ระเบียบวาทะศิลป์ คือทางรอดของหลายชีวิต

ปัจจุบันนี้ สมาชิกในวงมีมากถึง 300 กว่าชีวิต บางคนฐานะยากจน กำลังเงิน กำลังทรัพย์ไม่มี ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่พอมาอยู่กับเราแล้ว ทุกคนสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ หารายได้จุนเจือครอบครัวได้ ปกติถ้าใครตั้งใจทำงาน คือคนดูเขาก็จะเห็นเขาก็จะเมตตา รายได้ขั้นต่ำเราก็จ่ายวันละ 500 บาท ถ้าทุกคนขยัน คือทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองหมด บางคนก็รับจ้างกางเต็นท์ บางคนก็รับจ้างซักชุดก็มี บางคนก็รับจ้างยกของยกอะไร

เขาจะมีกลุ่มหนึ่งที่จับกลุ่มกันเพื่อจะรับจ้าง เดือนหนึ่งพ่อเอ๊ะจ่ายเดือนละแสนกว่าบาท จ่ายเฉพาะคนที่รับจ้างโดยเป็นการหักไว้ให้เขา มันสามารถสร้างรายได้ทั้งหมดข้างในวงระเบียบ หากไม่ขี้เกียจ

เมื่อจำนวนสมาชิกมีหลายร้อยชีวิต พ่อเอ๊ะจึงเลือกวิธีการบริหารโดยไม่ใช้ระบบนายจ้างลูกจ้าง แต่จะใช้ระบบพ่อปกครองลูก ให้อยู่กันแบบครอบครัว พูดคุยกันได้ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเกรง เวลางานก็คืองาน เวลาเล่นคือเล่น ให้รักษากฎ รักษาระเบียบ มีอะไรช่วยกัน เพราะว่าสิ่งที่พ่อเอ๊ะต้องการ คือความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ

พ่อเอ๊ะกับความฝัน ที่อยากจะพาหมอลำโกอินเตอร์

ยุคเฟื่องฟูจริงๆ ของระเบียบวาทะศิลป์ พ่อเอ๊ะเองก็จำปีไม่ได้ แต่ว่าปีนั้นคืองานชุมมาก ทั้งๆ ที่สมัยก่อนไม่มีโซเชียล มีแต่เป็นลักษณะ VDO VCD ไปไหนคนชื่นชม สมัยก่อนเปรียบเหมือนดาราคนหนึ่งเลย พอเริ่มมีโซเชียล คนก็เริ่มเห็นเรากว้างขึ้น

จากนั้นก็มาช่วงหลังจากโควิด หมอลำแสดงได้ ทางระเบียบวาทะศิลป์ได้มีโอกาสไปร่วมงานกับมิสแกรนด์ และมีโอกาสที่ไม่คาดฝัน คือการได้ไปขึ้น Big Moutain เป็นปีที่คนมาฮือฮากับวงการหมอลำมาก

แต่ความฝันของพ่อเอ๊ะยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เขาได้เล่าต่ออีกว่า 

“เคยฝัน ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวี ไม่ว่าจะเป็นเล่นบนฮอลล์ เล่นบนห้างเราก็เคยฝัน เพราะว่าปกติหมอลำมันจะต้องอยู่ทางชนบท อยู่กับงานวัดงานวา งานเจ้าภาพ งานระดับโลกเราก็เคยฝันว่าถ้าได้ไปงานนี้จะมีคนดูไหม แต่ก็คือครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากไปจารึกว่าเราเคยขึ้น Big Moutain งานมหกรรมดนตรีระดับโลก

เคยฝันว่าเราอยากนำศิลปะเราเนี่ย ไปแสดงต่างประเทศ ให้ชาวต่างชาติและคนไทยทางนั้นได้ดู คือบางครั้งเขาไม่รู้ เขาก็ไม่เดินมาหาเรา แต่ถ้าเกิดเราไปเสิร์ฟเขาถึงบ้านถึงโต๊ะ ถึงเขาไม่อยากชิม เขาก็ต้องชิม”

สุดท้ายนี้ พ่อเอ๊ะ อยากจะฝากถึงหลายๆ คนที่ยังมองว่า หมอลำ เท่ากับ เชย โดยสะท้อนผ่านเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า

“อยากให้พี่น้องเปิดใจ แล้วก็หันมาเบิ่งคำว่าหมอลำมันเป็นจังใด ศิลปะอีสาน หมอลำซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนมาฮอดยุคปัจจุบันนี้ สมัยก่อนเขาสิว่าหมอลำเชย เพราะว่าการแต่งกายอาจจะล้าสมัย แต่สมัยนี้นะครับ อยากให้พี่น้องหันมาเบิ่งว่าหมอลำมันพัฒนาไปฮอดไสแล้ว ตอนนี้หันมาเบิ่งหมอลำแล้ว จากคำว่าหมอลำใครว่าเชย ตอนนี้บ่แม่นเชยแล้วครับ เป็นสิ่งที่ว่า ก้าวล้ำแล้ว ผู้ใดบ่เคยเบิ่งหมอลำ ผู้ใดบ่เคยดูหมอลำ คือว่าผู้นั้นเช้ยเชยพี่น้อง”    

Related Posts

นายเซยุน คิม ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์
LINE MAN หั่น GP เหลือ 10% หนุนไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
เปลี่ยนบ้านเป็นบาร์ลับ! ธุรกิจเสริมของหนุ่มสิงคโปร์ เสิร์ฟค็อกเทลแก้วละหลักร้อย ลูกค้าหลายคนจองคิวไม่ทัน