ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ กระทบหนักธุรกิจใช้แรงงานทักษะน้อย ส่วน SMEs เสี่ยงแบกต้นทุนมากกว่ารายใหญ่
หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อสรุปของคณะกรรมการประชุมค่าจ้างชุดใหญ่ (ไตรภาคี) ให้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศไม่เท่ากัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป
ส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 345 บาท/วัน (ปรับทั่วประเทศครั้งหลังสุด 1 ม.ค. 2567) เป็น 355 บาท/วัน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.9% โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน เพียง 4 จังหวัด 1 อำเภอ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ภูเก็ต และอำเภอเกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี)
- ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 380 บาท/วัน ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง (เชียงใหม่) และ อำเภอหาดใหญ่ (สงขลา)
- ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 372 บาท/วัน หรือคิดเป็นการปรับเพิ่ม 2.5% จากอัตราเดิม สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
- ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอีก 2% จากอัตราเดิม สำหรับ 67 จังหวัดที่เหลือ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในรอบนี้ น่าจะทำให้ต้นทุนแรงงานของธุรกิจปรับเพิ่มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2% (กำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่) และอาจกระทบกำไรธุรกิจให้ลดลง ท่ามกลางปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งเรื่องกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ระดับผลกระทบต่อภาคธุรกิจอาจแตกต่างกันไป ดังนี้
1. การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ คาดว่าจะกระทบภาคธุรกิจที่ใช้แรงงานทักษะน้อยในสัดส่วนสูง เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มักจะจ่ายค่าจ้างอิงตามค่าจ้างขั้นต่ำ (น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน) โดยเฉพาะ
- ธุรกิจเกษตร
- โรงแรมและร้านอาหาร
- ก่อสร้าง
- การผลิต
- ค้าปลีก-ค้าส่ง
อย่างไรก็ดี ผลสุทธิของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละธุรกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการสร้างรายได้ การบริหารจัดการต้นทุน การปรับราคาขายสินค้าและบริการ รวมถึงความสามารถในการปรับตัว
เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ประกอบการ SMEs เพราะกระจายความเสี่ยงด้านต้นทุนได้ดีกว่า รวมถึงธุรกิจการผลิตอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะสามารถปรับไปใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานได้คล่องตัวกว่าภาคบริการหรือภาคเกษตร เป็นต้น
2. ในมิติด้านพื้นที่ การปรับเพิ่มค่าจ้างรอบนี้ตั้งแต่ 7-55 บาท ส่งผลให้ต้นทุนแรงงานของแต่ละจังหวัดจะเพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน ซึ่งกิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่าจ้างขั้นต่ำขยับขึ้นมากอาจมีต้นทุนแรงงานเพิ่มสูงกว่ากิจการประเภทเดียวกันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อื่นๆ
โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอำเภอเกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ที่ค่าจ้างขั้นต่ำขยับขึ้นมากที่สุดถึง 15% รวมถึงอำเภอเมือง (เชียงใหม่) และอำเภอหาดใหญ่ (สงขลา) ที่ปรับเพิ่ม 9-10% จากอัตราเดิม
ส่วนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง แม้จะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 8-14% จากอัตราเดิม แต่คาดว่าผลกระทบอาจจำกัดในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ EEC เนื่องจากปัจจุบันกิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว มักจะเป็นธุรกิจผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน
ซึ่งส่วนใหญ่มีการจ้างงานแรงงานวิชาชีพที่มีระดับค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ สะท้อนจากค่าจ้างสำหรับแรงงานระดับ ปวส. และอนุปริญญา เฉลี่ยอยู่ที่ 20,368 บาท/เดือน รวมถึงมีการใช้เทคโนโลยีทุ่นแรงอย่างระบบ Automation/ Robotics ทำให้ธุรกิจผลิตในพื้นที่ดังกล่าวอาจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ปัจจุบันต้นทุนแรงงานของไทยสูงกว่าบางประเทศที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม
ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged Society) เร็วกว่าหลายประเทศในอาเซียน อีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้สูงกว่า ทำให้ในระยะข้างหน้า การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของไทย จำเป็นต้องอาศัยทักษะแรงงานมีฝีมือและปัจจัยพื้นฐานด้านอื่นๆ เป็นหลัก
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
