Featured How to เคล็ดลับผู้ประกอบการ

กลยุทธ์ “ความคล่องตัว ความทันสมัย” ฝ่าวิกฤตกำแพงภาษี เจาะลึก 7 ปัจจัยพลิกโฉมอาหารไทย

จากกรณีที่ประเทศไทย สามารถปิดดีลเรื่องภาษีนำเข้า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยสามารถเจรจาและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศอัตราเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าฯ จากสินค้าของไทย 19% โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 2568 เป็นต้นไป 

ซึ่งอัตราที่ประกาศออกมาแม้จะต่ำกว่า 36% แต่ก็ยังคงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการยังคงกังวลในหลายๆ เรื่อง

จากมุมมองของ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้ประกอบการ SMEs แนวทางการปรับตัวและสร้างโอกาสท่ามกลางความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับกำแพงภาษี 19% 

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

รศ.ดร.สมภพ เน้นย้ำว่า “ความคล่องตัว” และ “ความทันสมัย” คือหัวใจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่อง “อาหาร” (Food) ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง แต่การจะเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารไทยท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ผู้ประกอบการต้องพิจารณา 7 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ ดังนี้

1. Food Safety (ความปลอดภัยเรื่องอาหาร)

รากฐานที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา กระบวนการผลิต และความมั่นใจว่าอาหารที่บริโภคนั้นปลอดภัยไร้สารปนเปื้อน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรก

2. Food Healthy (อาหารเพื่อสุขภาพ)

แม้จะปลอดภัย แต่ก็ต้อง “ดีต่อสุขภาพ” ด้วย แนวโน้มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เช่น อาหารลดโซเดียม ลดน้ำตาล อาหารออร์แกนิก หรืออาหารที่มีประโยชน์เฉพาะทาง

3. Food Tasty (รสชาติ)

“ร้านอาหารต่อให้อยู่สุดซอย ถ้ารสชาติดีก็มีคนตามเข้าไปกิน” คำกล่าวนี้สะท้อนความจริงที่ว่า รสชาติยังคงเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ดึงดูดผู้บริโภค การรักษาและพัฒนารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการนำเสนอความหลากหลาย คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

4. Food Ready (ความสะดวกพร้อม)

ในยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมคนรุ่นใหม่ “ครอบครัวเดี่ยว” หรือ “การอยู่คนเดียว” ความสะดวกสบายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Ready-to-Eat (พร้อมทาน), Ready-to-Cook (พร้อมปรุง) และ Ready-to-Heat (พร้อมอุ่น) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและต้องการความง่าย

5. Food Beauty (หน้าตาของอาหาร)

อาหารไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่บริโภคได้ แต่ยังต้อง “สวยงาม” และ “ดึงดูดใจ” อาหารตาจึงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจซื้อ การออกแบบรูปร่างหน้าตาของอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้ดูทันสมัย สวยงาม และเข้าถึงง่าย จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างได้เป็นอย่างดี

6. Food Socially Conscious (ความรับผิดชอบต่อสังคม)

ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่มูลค่าของสินค้า แต่ยังมองถึง “คุณค่า” ที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ การผลิตอาหารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ไม่ใช้แรงงานเด็ก ไม่เอารัดเอาเปรียบแรงงาน หรือมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและลดโอกาสที่ผู้บริโภคจะ “แอนตี้” สินค้าของเรา

7. Food Environmentally (คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม)

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ การผลิตอาหารที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Footprint), การลดขยะอาหาร, การใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ จะช่วยสร้างแต้มต่อและตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“Differentiation” และการเชื่อมโยงสู่มิติใหม่

ปัจจัยทั้ง 7 ประการนี้ คือเครื่องมือสำคัญที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้เพื่อสร้าง “Differentiation” (การสร้างความแตกต่าง) ให้เกิดขึ้นในตลาด การสร้างความแตกต่างนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้สินค้าโดดเด่น แต่ยังเป็นความสามารถในการตอบสนองภาคธุรกิจที่เชื่อมโยงกับหลากหลายมิติได้อย่างแนบเนียน ยกตัวอย่างเช่น การทำ “Food Healthy” สามารถเชื่อมโยงและขยายไปสู่ธุรกิจ “Healthcare” (การดูแลสุขภาพ) ได้อย่างกลมกลืน

ยกระดับ “Service Sector” เพื่อจูง “Production Sector”

รศ.ดร.สมภพ ปิดท้ายด้วยวิสัยทัศน์ที่สำคัญว่า “เราจะต้องพัฒนาภาคบริการ (Service Sector) ให้แข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อให้ภาคบริการสามารถจูงภาคการผลิต (Production Sector) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ภาคการผลิตจะยังคงมีความสำคัญ แต่โจทย์สำคัญคือ เราจะสร้างดีมานด์ใหม่ๆ ขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ”

รศ.ดร.สมภพ ได้ยกตัวอย่างแนวคิดของประเทศจีนที่ต้องการเปลี่ยน “โรงงานโลก” ให้กลายเป็น “ตลาดโลก” ด้วยประชากรจำนวนมหาศาลกว่า 1.4 พันล้านคน หากผู้ประกอบการไทยสามารถเจาะลึกและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ และเข้าถึงตลาดจีนได้สำเร็จ นี่คือ “ตลาดและแหล่งรายได้อย่างมหาศาล” ที่รออยู่

สุดท้าย ได้ย้ำเตือนถึงศักยภาพของ SMEs ว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” เป็นสิ่งที่ SMEs เท่านั้นที่ทำได้ ด้วยความคล่องตัวและจุดแข็งที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว SMEs จึงมีโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างและคว้าโอกาสในตลาดโลกได้อย่างยอดเยี่ยม

Related Posts

สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด
FULLFISH เปิดจักรวาล “Fulltopia” ครั้งแรกบนเวที THAIFEX 2026 ปิดดีลผู้นำเข้าจาก 6 ประเทศ