นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า ปี 2561 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบยุทธวิธีการทำงานให้ กพร. มียุทธศาสตร์ที่ขานรับนโยบาย ครัวไทยสู่ครัวโลก ผลดำเนินการแล้วกว่า 5,400 คน โดยทำงานในรูปแบบประชารัฐบูรณาการร่วมกับทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ซึ่ง กพร. ได้กำหนดการ Kick Off ในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ กพร. มีภารกิจพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือที่สำคัญคือตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับร้านอาหารไทยทั้งใน และต่างประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ นำไปสู่การเพิ่มศักยภาพกำลังแรงงานภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่ Thailand 4.0 โดยขณะนี้อุตสาหกรรมด้านอาหารกำลังเป็นแหล่งของรายได้ของประเทศปีละกว่า 4 แสนล้านบาท โดยมีสถาบัน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั่วประเทศ ดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตรด้านอาหารไทยรองรับโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก
นางสาวสมลักษณ์ สุวรรณพรหมา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 18 อุดรธานี (สพร.18 อุดรธานี) กล่าวว่า สพร.18 อุดรธานี กำลังดำเนินฝึกอบรมหลักสูตร สาขาการจัดการครัวเพื่อธุรกิจอาหารการจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือ (คนครัวบนเรือ) การประกอบอาหารไทย การประกอบอาหารนานาชาติ การประกอบอาหารฮาลาล การประกอบอาหารสุขภาพ การพัฒนานวัตกรรมอาหารไทย เป็นต้น
เมื่อฝึกจบแล้วจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงานในสถานประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการฝึกกับทางสถาบันฯ อีกด้วย ซึ่งเป็นการฝึกยกระดับทักษะในด้านต่างๆให้สูงขึ้นแล้วยังช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคง นอกจากหลักสูตรดังกล่าวแล้ว สพร. 18 อุดรธานี ยังเปิดรับสมัครอบรมหลักสูตรอื่นๆ อีกด้วย อาทิ หลักสูตรอบรมเพิ่มขีดความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษาจีนกลาง และภาษาเวียดนามเพื่อการสื่อสาร หลักสูตรเตรียมเข้าทำงาน
สาขาช่างเครื่องปรับอากาศและทำความเย็นขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ หลักสูตรที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เชื่อม กลึง ซ่อมรถยนต์ หลักสูตรยกระดับฝีมือแรงงาน สาขาแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั่วไป หลักสูตรอาชีพเสริม สาขาการทำน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น ทั้งนี้ ฝึกฟรี มีที่พักให้ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดที่ สพร.18 อุดรธานี โทรศัพท์ 0 4234 1629 – 30 หรือเว็บไซต์กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th หัวข้อ กำหนดการเปิดฝึกอบรม
Latest Posts
เรื่องราวของ Haanee Tyebally และ Braedan Tegenfeldt สามีชาวอเมริกันที่ช่วยกันปั้นแบรนด์กรีกโยเกิร์ตในชื่อ Annie’s All Natural เสิร์ฟในโรงแรมหรู 5 ดาวหลายแห่ง โดยมีกำลังการผลิตถึง 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน แปรรูปนมมากกว่า 8,000 ลิตร ทว่าแบรนด์นี้กลับไม่ได้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ แต่เริ่มที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา สถานที่ที่คู่รักคู่นี้เติบโตมาด้วยกันและร่วมกันสร้างชีวิต แม่ของ Braedan ทำกรีกโยเกิร์ตให้กินที่บ้านหลังกลับจากไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศกรีซ ซึ่งในตอนนั้นเริ่มมีชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นย้ายกลับมาเมียนมาจำนวนมาก แต่กรีกโยเกิร์ตคุณภาพดีกลับหาซื้อยาก ช่องว่างในตลาดนี้ ทำให้ Braedan เริ่มก่อตั้งธุรกิจนี้ในปี 2014 เขาลาออกจากงานประจำและเริ่มผลิตกรีกโยเกิร์ตโฮมเมดในโรงจอดรถที่บ้านของพ่อแม่ จากนั้นธุรกิจก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น จากการเป็นซัพพลายเออร์ส่งให้โรงแรม เช่น Belmond’s Governor’s Residence ไปจนถึงวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา ส่วน Haanee ภรรยาของเขายังทำงานประจำ ก่อนตัดสินใจมาร่วมธุรกิจในปี 2020 หลังย้ายไปอยู่สิงคโปร์ด้วยกัน โดยเวลาเกือบ 2 ปี สร้างโรงงานขึ้นมาใหม่
เคยคิดไหมว่า “ไข่ไก่” สินค้าธรรมดาๆ ที่สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป จะสามารถอัปราคาขึ้นมาเป็นฟองละกว่า 200 บาท และกลายเป็นธุรกิจที่คนยอมต่อคิวซื้อได้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนมาถอดโมเดลธุรกิจจากร้านไข่ไก่ในย่านโคมาโกเมะ (Komagome) เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ได้ขายแค่ไข่ไก่ แต่กำลังขายเรื่องราว ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล Gen no Tamagoya San หรือ ร้านไข่ไก่ลึกลับ (Phantom Egg Shop) แหล่งรวม “ไข่ไก่สายพันธุ์หายาก” ที่ไม่มีทางหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป จุดเริ่มต้นของร้านนี้บริหารโดย “มิสเตอร์ TKG (Tamago Kake Gohan)” ผู้เชี่ยวชาญด้านไข่ไก่ โดยเขาเล่าให้ฟังว่า “เดิมทีไข่ไก่สายพันธุ์หายากระดับพรีเมียมเหล่านี้ เกษตรกรจะส่งตรงให้เฉพาะเรียวกังโบราณ หรือร้านอาหารระดับไฮเอนด์ในท้องถิ่นเท่านั้น แต่พอเจอวิกฤตโควิด-19 ธุรกิจท่องเที่ยวหยุดชะงัก เกษตรกรทั่วประเทศเดือดร้อนหนักเพราะไม่มีช่องทางระบายสินค้า เราเลยอยากเป็นสะพานเชื่อม นำไข่ไก่คุณภาพสูงเหล่านี้มาให้คนทั่วไปได้ลิ้มลอง” จนปัจจุบันในร้านมีไข่ไก่แบรนด์ต่างๆ ทั่วประเทศลงทะเบียนไว้กว่า
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วย
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด และเป็นผู้สร้างตำนานขนมขบเคี้ยว “โก๋แก่” มันทุกเม็ด เสียชีวิตอย่างสงบ สำหรับตำนาน “โก๋แก่” เมื่อ ชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ได้สร้างโรงงานขนมขึ้นมาเองด้วยน้ำพักน้ำแรงบนถนนเอกชัย-บางบอน ก่อนที่ท่านจะแต่งงานกับ จิราภรณ์ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่า“ขนมยี่ห้อไหนอร่อยมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่าแม่“ ท่านจึงตั้งชื่อว่า “บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด” โดยมีสินค้าแรกที่สร้างชื่อจนขายดีเป็นเทน้ำเทท่าคือ “ข้าวเกรียบกุ้ง” แต่แล้วบททดสอบครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อตลาดเริ่มมีคู่แข่งใช้สีย้อมผ้าซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมาทำเป็นข้าวเกรียบสีรุ้งและขายดีมากจนกระทบกับยอดขาย ด้วยศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ที่ชูเกียรติมีต่อลูกค้า ท่านยอมหักไม่ยอมงอ ตัดใจเลิกขายสินค้าที่กำลังทำเงินในตอนนั้นทันที พร้อมทิ้งวลีเด็ดที่สะท้อนเนื้อแท้ในใจของท่านว่า “ขายดีแต่ทำร้ายลูกค้าเหมือนฆ่าเค้าทางอ้อม กูไม่ทำ” ยอมนับหนึ่งใหม่ หันมาทำ “ถั่วแผ่น” ในยุคเริ่มต้นนั้น ชูเกียรติรับหน้าที่ดูแลเรื่องการขายด้วยตัวเอง วิ่งรถไปหาลูกค้าตามร้านค้าต่างๆ สิ่




