Featured ข่าววันนี้

เจ้าของร้านกาแฟ ผุดไอเดีย “ใช้รอกรับเงิน-ส่งของ” เว้นระยะ-ลดการแพร่เชื้อโควิด-19

เจ้าของร้านกาแฟ ผุดไอเดีย “ใช้รอกรับเงิน-ส่งของ” เว้นระยะ-ลดการแพร่เชื้อโควิด-19

เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในโลกโซเชียล เมื่อร้านกาแฟแห่งหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปิ๊งไอเดียปรับตัวรับมือภาวะคนไม่กล้าออกจากบ้าน ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ด้วยการใช้หลัก Social Distancing ในการบริการให้กับลูกค้าผ่าน “รอก”

“เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงลงพื้นที่ไปพูดคุยกับ คุณอาร์ท-อภิรักษ์ ฉ่ำรักษ์สินธุ์ และ คุณเบ๊นซ์-กุลภา สงวนเกียรติ สองสามีภรรยาผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟ ร้าน “Art of Coffee” เกี่ยวกับลักษณะการให้บริการดังกล่าว โดยคุณอาร์ท เล่าให้ฟังว่า ร้านกาแฟแห่งนี้เปิดให้บริการภายในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากว่า 12 ปีแล้ว มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 สาขา โดยสาขาแรก เปิดให้บริการอยู่ที่อาคารจอดรถงามวงศ์วาน 1 และเป็นสาขาที่ให้บริการลูกค้าแบบ Social Distancing ผ่านรอกส่งของ

“ที่ร้านเรามีลูกค้าประจำและมีผู้สนับสนุนแวะเวียนมาซื้อกาแฟอยู่เรื่อยๆ แต่พอมีสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงแรกๆ ร้านได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย เพราะร้านเราเป็นร้านที่เปิดขายภายในมหาวิทยาลัย มันก็ยังมีคนมาทำงาน มาเรียนกันเข้ามาใช้บริการ แต่หลังจากมีนโยบายปิดสถานที่เสี่ยง งดกิจกรรม เลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด ทางร้านก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจาก นศ.ไม่ได้มาเรียน แต่ก็ยังมีบุคลากร เจ้าหน้าที่มาทำงานอยู่ ในช่วง 3-4 วันแรก แต่หลายบริษัทเริ่มมีนโยบาย ให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน วันนี้ (20 มี.ค.) จำนวนลูกค้าเราก็เลยน้อยลงไปอีก” คุณอาร์ท เล่าให้ฟังอย่างนั้น

เขาเล่าเพิ่มเติมว่า ทางร้านนำเอาหลัก Social Distancing หรือ การเว้นระยะห่างจากสังคม มาใช้ เพื่อแก้ปัญหาและเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าที่ยังมาทำงานอยู่ กล้าที่จะลุกจากโต๊ะ เดินลงจากตึกมาซื้อกาแฟ

“โจทย์ของร้านเรา คือเราต้องการจะเว้นระยะของผู้ซื้อกับผู้ขายจากกันประมาณ 1 ถึง 2 เมตร เพื่อลดการแพร่ระบาด ทีนี้พอโจทย์มาแบบนี้ ก็เลยมาคิดกันว่า แล้วเราจะลำเลียงเครื่องดื่มให้ลูกค้ายังไง ก็เลยมาแก้โจทย์ด้วยการใช้ รอก ลำเลียงส่งของ ทั้งการรับส่งเงิน ซึ่งร้านเราก็มีการรับจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดอยู่แล้ว แต่วิธีนี้เป็นวิธีอำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้พกโทรศัพท์มา หรือว่าตั้งใจที่จะมาซื้อเงินสด” เจ้าของร้านคนเดิมว่าอย่างนั้น

เขายังเผยอีกว่า ในตอนแรก ทางร้านมีแผนจะใช้ระบบสายพานในการเสิร์ฟและรับเงิน แต่การทำระบบสายพานนั้นใช้ระยะเวลาในการทำค่อนข้างนาน ซึ่งคุณอาร์ท กล่าวว่า พอคิดได้ก็อยากจะลงมือทำเลย ซึ่งการใช้รอกสามารถเริ่มต้นได้เร็วที่สุด จึงไปหาซื้อวัสดุอุปกรณ์มาทำ

“จริงๆ เราไปหาซื้อสายพานนั่นแหละ แต่มันยังหาไม่ได้ อะไรเร็วสุดเราก็เอาอันนั้น ซึ่งมันก็คือ รอก เอาล้อรถเข็นมาตัดล้อยางออก แล้วเอาตัววงล้อมาคล้องกับเชือก ก็ใช้งานเป็นรอกได้แล้ว ซึ่งวิธีการทำก็เป็นความรู้ตั้งแต่เด็กๆ ที่มีสอนเรื่องรอกที่ใช้ในการผ่อนแรงสมัยประถม มัธยม ผมก็นำมาประยุกต์ใช้เอา ผมใช้โต๊ะเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นโต๊ะที่เรามีอยู่แล้ว เอากระป๋องนมข้นหวานมาต่อขาโต๊ะให้สูงพอๆ กับเคาน์เตอร์ แล้วเชือกก็ซื้อมาเมตรละ 5 บาท ล้อก็เอาเท่าที่หาได้ ราคาประมาณ 100-200 บาท ใช้อยู่ 2 ตัว ต่อ 1 ชุด ส่วนเชือกจะใช้ประมาณ 4 เมตรทั้งไปกลับ งบประมาณ 20 บาท รวมๆ แล้วลงทุนไม่เกิน 500 บาทด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ทำโต๊ะใหม่เพิ่ม และก็มีตัวจับชิ้นงานสำหรับกลึงยึดในอุตสาหกรรมมาช่วย หรือจะใช้น็อตขันเอาก็ได้ ตามแต่สะดวก” คุณอาร์ท กล่าว

คุณอาร์ท ยังกล่าวอีกว่า จุดประสงค์หลักๆ ของร้าน คืออยากให้ลูกค้าที่ใช้บริการกันทุกวันได้รับรู้ข่าวสาร รู้สึกสบายใจที่จะเข้ามาใช้บริการที่ร้านมากขึ้น โดยระบบการรับเงิน-ส่งของโดยใช้รอก ใช้งานจริงมาได้ 4 วัน แต่ได้ผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก เพราะลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้น อย่างน้อยก็เป็นการลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ

“มันอาจจะไม่ได้ป้องกัน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็พยายามทำให้เต็มที่ ผมว่ามันเป็นการประสบผลทางด้านจิตใจมากกว่า เมื่อมาทานกาแฟก็จะได้รับความโล่งใจกลับไป อย่างน้อยกาแฟผมอาจจะอร่อยขึ้นก็ได้ สิ่งที่ผมกังวลคือการปิดร้าน ถ้าสถานการณ์มันหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรายังมีลูกน้อง แต่ยังมีลูกค้าที่มาให้การสนับสนุน มาใช้บริการที่ร้านอยู่ ก็พยายามสู้และแก้ปัญหาไป อาจจะขายออนไลน์หรืออะไรก็ค่อยว่ากันอีกที”  คุณอาร์ท กล่าวทิ้งท้าย

 

Related Posts

"ละลายช้า อร่อยถึงคำสุดท้าย" จุดแข็งที่พา "Blendies"เจลาโต้สัญชาติไทยโตเร็ว จนไปเข้าตาฮ่องกงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด
“ทำไป เรียนรู้ไป” วิธีคิดของ “บาส Go Went Go” ที่พาคอนเทนต์ และร้านข้าวมันไก่เติบโต
“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว