FUTURE FOOD รับวิกฤตอาหารโลก ทางเลือก-ทางรอดมนุษยชาติ
ระบบอาหารของโลก มีความเปราะบางและไม่เพียงพอต่อความต้องการของมวลมนุษยชาติ และเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ไม่ได้รับอาหารเพื่อสุขภาพ โดยปัญหาเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง ภาวะโลกระบาด ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ถูกหยิบยกมาพูดในวงกว้าง ด้วยมองว่าเป็นทางเลือกและทางรอดของมวลมนุษยชาติ ในยุคที่โลกมีความผันผวนในหลากหลายมิติจากเหตุปัจจัยดังกล่าวข้างต้น เพราะอาหารแห่งอนาคต ผลิตจากแหล่งโปรตีนที่มีกระบวนการผลิตที่มีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยภาครัฐหลายหน่วยงาน ได้มีการวางแผนสนับสนุนอาหารแห่งอนาคตตามเทรนด์อาหารและกระแสความยั่งยืนของโลก
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้ทำการรวบรวมข้อมูลและพบว่า ในปี 2566 ไทยส่งออกอาหารอนาคต (Future Food) มูลค่ากว่า 144,000 ล้านบาท สัดส่วนส่งออกมากที่สุดคือ อาหารสุขภาพ และสารประกอบเชิงฟังก์ชัน 89% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ กลุ่มอาหารอนาคตมีสัดส่วนส่งออก 11% ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย และคาดการณ์ว่าภายในปี 2570 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารอนาคตจะมีมูลค่าถึง 220,000 ล้านบาท
จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารอนาคต เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ที่จะเป็นกลไกสำคัญเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และตอบรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก

นางสาวสิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจนวัตกรรม สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันไทยส่งออกอาหารเป็นอันดับที่ 12 ของโลก โดย 90% เป็นอาหารแปรรูปและไม่แปรรูป เช่น ไก่ ทูน่ากระป๋อง สับปะรด มันสำปะหลัง เป็นต้น และอีก 10% เป็นอาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่เราอยากส่งเสริมให้เติบโตในอนาคต
โดยกลุ่มอาหารเดิมที่ส่งออก นางสาวสิรินยา บอกว่า จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงด้านผลิตภาพ หรือ Productivity เพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งปุ๋ย อาหารสัตว์ มูลค่ามหาศาลต่อปี ซึ่งมีความเปราะบาง ดังนั้น ทิศทางที่เราจะสนับสนุนคือ ด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน และไม่พึ่งพาการนำเข้า โดยการผลิตให้เพียงพอ เพิ่มผลิตภาพโดยการใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงพันธุ์
สอวช. ได้วางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อนอาหารอนาคตของไทยด้วย การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานของรัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ สร้างคอนเซอร์เทียมวิจัยวัตถุดิบต้นน้ำ ผ่านการบริหารจัดสรรทุนวิจัย สร้างแพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยี และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (Localization & Transfer) ประเมินเทคโนโลยี ตลาด วิจัยกระบวนการผลิต โรงงานต้นแบบ บริการตรวจวิเคราะห์ตลอดจนสนับสนุนการขึ้นทะเบียนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
ส่งเสริมหน่วยบ่มเพาะสตาร์ตอัป Foodtech & Biotech ยกระดับเป็น Smart Regulation Zone และพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม โดยวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต นำมาออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะ ทั้งในรูปแบบ Degree และ Non-Degree นำไปสู่การปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการต่อไป

ผอ.สิรินยา ยังระบุด้วยว่า จากข้อจำกัดทั้งเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เรื่องของเงินลงทุน และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมกลางน้ำที่ต้องลงทุนด้านนวัตกรรม อย่างเรื่องสารสกัดต่างๆ อีกมาก ทำให้มีภาคเอกชนจำนวนไม่กี่รายที่มีความพร้อม
ขณะเดียวกัน การส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรพัฒนาพืชผลทางการเกษตร สมุนไพรให้ได้มาตรฐาน สามารถนำมาต่อยอดในการผลิตสารสกัดได้ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน สอวช. ได้มีการสร้างความร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาครัฐในกระทรวงต่างๆ อาทิ สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย หอการค้าไทย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ของไทยให้สามารถยกระดับสินค้า และเพิ่มมูลค่าการส่งออกมากขึ้น
โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้ทั้งภาคการศึกษา ภาคเอกชน และสตาร์ตอัปในการผลักดันให้อุตสาหกรรม Future Food เติบโตมากขึ้น เพราะปัจจุบันสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การต่อยอดอุตสาหกรรมอาหาร จะช่วยลดภาระทางการแพทย์ ข้อมูลพบว่า รัฐใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาทในการดูแลผู้ป่วยกลุ่ม NCDs ซึ่ง 57% ของผู้บริโภคทั่วโลกสนใจเกี่ยวกับสุขภาพ
“อว. มีกองทุนวิจัย มีหน่วยงานที่ให้ทุนต่างๆ และมีโจทย์ที่ชัดเจนจากภาคอุตสาหกรรม การให้ทุนวิจัยจึงเป็นแบบพุ่งเป้าอย่างชัดเจน ซึ่งตอนนี้เรื่องของ Future Food รวมถึงสารสกัดต่างๆ มีนักวิจัยทั่วโลกเริ่มต้นในเรื่องนี้ ผู้ประกอบการไทยและนักวิจัยสามารถต่อยอดสิ่งที่ทั่วโลกมีอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีระบบนิเวศ มีการนำเครื่องมือ หรือแพลตฟอร์ม เข้ามาประสานให้แหล่งทุนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและนักวิจัยมากขึ้นด้วย” นางสาวสิรินยา กล่าวทิ้งท้าย
