Exclusive Featured

จากคนที่ไม่เคยเรียนทำอาหาร แต่กลับปั้นร้านศรณ์ (Sorn) อาหารใต้ Fine Dining จนคว้ามิชลิน 3 ดาว ร้านแรกในไทย

จากคนที่ไม่เคยเรียนทำอาหาร แต่กลับปั้นร้านศรณ์ (Sorn) อาหารใต้ Fine Dining จนคว้ามิชลิน 3 ดาว ร้านแรกในไทย

ในงานสัมมนา Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย เวที “เชื่อมั่นของดีไทย ดันซอฟต์พาวเวอร์ไกลสู่เวทีโลก” จาก เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ เจ้าของร้าน ศรณ์ (Sorn) ร้านอาหารใต้สไตล์ Fine Dining ที่จองยากที่สุดร้านหนึ่งในไทย และเป็นร้านอาหารใต้ร้านแรกที่คว้ามิชลิน 3 ดาว

จากจุดเริ่มต้นของคนที่ไม่เคยเรียนทำอาหาร เชฟไอซ์อาศัยการเรียนรู้จากการเดินทางไปยังแหล่งวัตถุดิบท้องถิ่น ล้วงลับสูตรอาหารแบบฉบับคนใต้แท้ๆ จากความทุ่มเทและกระบวนการทำที่พิถีพิถัน จึงเกิดเป็นร้าน ‘ศรณ์’ ที่พาอาหารไทยไปสู่ระดับนานาชาติ

กว่าจะมาเป็นร้าน ‘ศรณ์’

“อาชีพทำอาหารทำให้เรามีความสุข”

เชฟไอซ์เติบโตมาในร้านอาหารที่ชื่อว่า “บ้านไอซ์” ซึ่งเมื่อเข้ามหา’ลัยก็เกิดวิกฤตฟองสบู่แตก ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ต่างประเทศ ทำให้ต้องทำอาหารเพื่อเอาตัวรอดในต่างแดน

แต่ทว่าในยุคสมัยนั้นไม่มีคำว่า “เชฟ” มีแต่คำว่า “กุ๊ก” ถ้าอยากจะเรียนทางด้านเชฟที่บ้านคงไม่ยอมรับแน่นอน เมื่อเขากลับจากต่างประเทศ ทำให้ได้มาสานต่อร้านบ้านไอซ์ต่อจากคุณย่า 

“พอเราไปเปิดในเมือง ฐานลูกค้าเราเปลี่ยนไป ต้องแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ มีการปรับสูตร อย่างตอนนั้นใบเหลียงยังไม่มีเราก็เอาเข้ามา เรียกได้ว่าเป็นที่แรกๆ ของอาหารใต้ในเมือง เริ่มขึ้นห้างแรกคือสยามพารากอน”

“เวลา & ความรัก” แรงบันดาลใจที่เปลี่ยนชีวิต

“ตอนนั้นไปบ้านภรรยา แล้วอาม่าภรรยาเอาหมี่ผัดกระเฉดมาวาง พอชิมแล้วผมรู้สึกว่าอร่อยมาก ต่างจากบ้านเราที่ทำเป็นร้านอาหารแล้ว แต่อันนี้คือความรักกับเวลาที่ให้กับอาหารล้วนๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปกับสิ่งที่เราทำมา”

คืออาม่าไม่ได้สนใจด้วยว่าหลานจะทานไหม แต่ตื่นทำตั้งแต่เช้า เด็ดเอง ผัดเอง ใช้เตาถ่าน เรียกได้ว่าทำทุกอย่างเอง ทำให้เขารู้สึกว่าอาหารของเขานั้นความรักกับเวลามันเหมือนกับว่าหายไป

มากกว่าร้านอาหารใต้คือเรื่องราว

“ผมไม่เคยเรียนทำอาหารมาก่อน ผมลงไปเรียนรู้ที่ใต้กับภรรยา อย่างหมู่บ้านปู เขาทำมาแล้วหลายชั่วอายุคน ซึ่งเขาจะรู้วิธีการทำที่อร่อยที่สุด ฉะนั้น พออร่อยมากแล้วเขาไม่ยอมให้สูตร เราเลยตื่นมาตอนเช้าช่วยเขาทำกับข้าว” 

ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ทดแทนไม่ได้ เพราะทำมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขารู้วิธีทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ดีที่สุด ซึ่งถ้าเป็นเชฟอาจจะต้องทำหลายอย่าง แต่เขาทำปูอย่างเดียว เขาจะรู้วิธีที่ทำให้ปูออกมาอร่อยที่สุด 

ด้วยความที่ต้องการ “ความรักและเวลา” ให้กับอาหาร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน “ศรณ์ (Sorn)” ซึ่งชื่อร้านก็ได้มาจากชื่อลูกของเชฟไอซ์นั่นเอง

“เวลาเรารักใครสักคน เราอยากจะรู้จักเขามากขึ้น อยากมีความสัมพันธ์กับเขามากขึ้น ผมเลยลงไปภาคใต้เลย พอได้ประสบกับสิ่งที่เป็น เช่น วิธีการคั้นกะทิ วิธีการทำพริกแกง ในแบบที่ไม่ได้เจออีกแล้วในกรุงเทพฯ”

เก็บเกี่ยววัฒนธรรมของแต่ละคน

“ร้านศรณ์ เป็น Fine Dining สไตล์ไทยแท้ๆ ที่มี ต้ม ผัด แกง ทอด เราทานมาแบบนี้กันมาร้อยปีแล้ว เพราะฉะนั้น คุณต้องลองมากิน” 

อย่างเช่น คุณป้าสาหร่าย เขาเลี้ยงสาหร่ายที่มีประโยชน์ มีกรดกลูตามิกซึ่งสามารถนำมาใช้กับที่ร้านศรณ์ได้ ต่อมาเป็น คุณยายที่เป็นชาวนา เขาสอนหุงข้าวแบบขึ้นหม้อ 

และ หาดสิชล จะมีขนมครกที่อร่อย โดยตอนแรกคุณยายบอกว่าสูตรนี้จะตายไปพร้อมกับแก แต่เชฟไอซ์ก็ไม่ละความพยายาม ไปนอนอยู่ที่นั่นจนโดนยุงกัดถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเลยทีเดียว 

จนกระทั่งได้สูตรมาว่า 

“การคั้นกะทิจะไม่ใส่น้ำตาล ใช้น้ำมะพร้าวอ่อนและบีบน้ำกะทิ เป็นความหวานแฝง ทำให้หอมขึ้น เพราะตัวน้ำมะพร้าวอ่อนจะทำให้หอม”

เกิดจากความหลงใหลในสิ่งที่ทำ

ความแตกต่างที่พิสูจน์ได้ อย่างแรกคงจะเป็นเรื่อง “รสชาติ” “วัตถุดิบ” แต่ความจริงแล้ว ความรักกับความรู้สึกที่ออกไปในอาหาร ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดี อาหารจะออกมารสชาติแข็งๆ ไม่มีเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

“ความดั้งเดิมคือ คั้นกะทิด้วยมือ ตำพริกแกงด้วยครก ใช้เตาถ่านในการทำอาหาร” เชฟกล่าว 

อาชีพทำอาหารเป็นอาชีพที่ทำให้คนมีความสุข ทำให้เขาท้องอิ่มและมีความสุขก็พอแล้ว ซึ่งใน 1 วัน ร้านศรณ์รับลูกค้าประมาณ 40 คน 

ย้อนกลับไปก่อนจะคว้ามิชลิน 3 ดาว

“ก่อนที่จะได้ 3 ดาว ย้อนกลับไปว่าผมชอบกินอะไร ผมชอบกินผัดปลาดุก ผัดผักบุ้ง ไข่เจียว แกงเขียวหวาน แล้วเมนูนี้ดันได้ 3 ดาว”

ตอนนั้นคุณมาร์โค ปิแอร์ หนึ่งในเชฟระดับตำนาน ได้มาที่ร้านศรณ์ขณะที่ตอนนั้นได้มิชลิน 2 ดาว เขาบอกกับเชฟไอซ์ว่า

“ต้องทำสิ่งที่คุณอยากกิน เลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด แล้วคุณอาจจะได้ 2-3 ดาวมิชลิน ถ้าทำด้วยมือจะเป็นช่าง ทำด้วยสมองจะเป็นวิศวกร ทำด้วยใจคุณจะเป็นศิลปิน เลยได้แรงบันดาลใจจากตรงนั้น”

ขึ้นชื่อเรื่องจองยาก

“ผมอยากทำอาหารไทยที่อร่อยให้คนไทยกินก่อน เพราะฉะนั้น ลูกค้าคนไทยก็จะเยอะ นักท่องเที่ยวก็ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่ เมื่อเราได้รางวัลต่างๆ มา ทำให้อาจจะจองได้ยาก”

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะมีการเปิดจองผ่านอีเมลทุกวันที่ 15 ของแต่ละเดือน ต้องทำการ Approve ด้วยการให้เขาส่งตั๋วเครื่องบินเป็นหลักฐานยืนยัน เพราะอยากให้เขาได้ทานรสชาติไทยแท้

“ลูกค้าเขาจะชอบที่เราได้เล่าเรื่องของปักษ์ใต้ เรื่องวัตถุดิบที่เราหามา เป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่อยากจะรู้ตอนจบว่าเป็นยังไง”

โดยมีรางวัลที่การันตีว่าเราเดินทางมาถูกทางแล้ว จนกระทั่งพอมองกลับไปแล้วรู้สึกเติบโตขึ้น ซึ่งปัจจุบันหากใครไปทาน Fine Dining ที่ร้าน ศรณ์ จะทำการเสิร์ฟกว่า 30 เมนู ในเวลา 2 ชั่วโมง

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย

“ในฐานะคนทำอาหาร ร้านศรณ์ไม่ใช่ร้านที่ได้ 3 ดาวสุดท้ายแน่นอน เพราะขนาดอาหารใต้ภาคเดียวยังรุนแรงขนาดนี้ ซึ่งนอกเหนือจากนี้ยังมีอีกหลายภาคที่น่าสนใจ”

อีกหนึ่งเรื่องคือ “Land Of Smile หรือ สยามเมืองยิ้ม”

“ตอนนั้นที่ร้านให้พนักงานใส่แมสก์ แต่ปรากฏว่าพอลูกค้ามาเขาบอกว่าไม่ได้เห็นรอยยิ้ม เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ทำได้สำหรับประเทศไทย นั่นคือการยิ้ม ที่จะทำให้ตัวเรามีความสุข คนที่มาก็ได้รับความสุข เพราะเขารู้สึกว่าได้รับการต้อนรับอย่างดี”

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน