“เทคนิคกู้วิกฤตร้านชำ” จากขาดทุนสู่กำไร ด้วยกลยุทธ์จากร้านที่ประสบความสำเร็จ
“ร้านชำ” ธุรกิจที่ดูเหมือนบริหารจัดการง่าย แต่กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด หลายคนฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเลือกร้านชำเป็นจุดเริ่มต้น ด้วยความหวังว่าจะสร้างรายได้เลี้ยงชีพในระยะยาว หรือช่วงบั้นปลายชีวิต แต่สิ่งที่หลายคนต้องเผชิญคือปัญหาที่ว่า “ขายดี แต่เงินหายไปไหน?”
เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น แต่เงินในกระเป๋ากลับลดลง เจ้าของร้านหลายคนถึงกับถอดใจ หมดกำลังใจที่จะไปต่อ แต่รู้หรือไม่ว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับร้านคุณร้านเดียว และที่สำคัญ ปัญหานี้มีทางออกเสมอ
จากกลุ่มในเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า ร้านของชำ ร้านโชห่วย มินิมาร์ท ปลีก-ส่ง ทั่วไทย ได้มีผู้ใช้งานรายหนึ่ง โพสต์รูปภาพที่ระบุข้อความว่า “ขายไป ขายมา ไม่มีเงินจะไปซื้อของมาขายแล้ว #เรื่องจริงคนในวงการนี้รู้กัน” โดยมีหลายคนเข้ามาคอมเมนต์กันไปในทิศทางเดียวกันว่า
“ณ ตอนนี้เป็นเหมือนกัน รายจ่ายเยอะกว่ารายรับ”
“รายจ่ายเยอะจนเลิกขายแล้วจ้า เฉพาะค่าไฟ 4 พัน 5 พันไม่ไหวค่ะ”
“จริงค่ะ เมื่อก่อนทำงานจะมีเงินเก็บทุกเดือน ลาออกมาเปิดร้านได้ 24 ปีล่ะเงินเก็บไม่มีเลย มีแค่หมุนในร้านไปวันๆ จะกลับไปทำงานก็ไม่ได้แล้วอายุเกิน”
“ขายขวดขายลังรายได้เสริมเอาเงินมาซื้อของเข้าร้าน (ร้านนี้ทำบ่อย😆😁😂)”
“รายได้น้อยกว่ารายจ่าย…มันจะค่อยๆ กินทุน..แล้วจะพาทุนหมด”
“จากซื้อของ 8 บาทขาย 10 บาท = กำไร + ทุน ไปซื้อของ 10 บาทขาย 12 บาท เป็นแบบนี้มาเรื่อยๆ = หาเงินเลี้ยงผู้ผลิต ค่าใช้จ่าย + ค่าแรงเจ้าของฟรีไปเรื่อยๆ สะสมไป ในที่สุดทุนหายกำไรหมด หนี้ตามมา (ใครอยากรู้เก็บบิลเก่า บิลใหม่ แล้วจะรู้ว่ากำไร + ทุน คือทุนงวดต่อไป) เล่นเงินตัวเองไปวันๆ ก็แค่นั้นเอง”
วันนี้ เส้นทางเศรษฐี จะมาลองวิเคราะห์กันว่า ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจร้านชำ นั้นคือ ยอดขายดี แต่กำไรกลับหายไปไหน? เรามาดูกันว่าสาเหตุ และ วิธีแก้คืออะไร
สาเหตุที่ “เงินหาย” ทั้งที่ขายดี
- การไม่แยกบัญชีให้ชัดเจน ต้องแยกระหว่างบัญชีร้านกับบัญชีส่วนตัว หากจะเบิกเงินออก ต้องจดบันทึก
- ทุกธุรกิจ มีต้นทุนแฝง คือ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่า ค่าจ้างลูกจ้าง ที่ต้องคำนวณเข้าไปในบางรายการ
- สำรวจสินค้า ตัดรายการที่ไม่จำเป็น ขายออกช้า ออกไป
- ดูเรื่องการสต๊อกสินค้า สั่งของมากเกินไป ของเสียหาย เสี่ยงหมดอายุและเป็นการลดต้นทุน เก็บเงินเพื่อไว้สั่งรายการอื่นๆ
วิธีแก้ปัญหาและปรับตัวสำหรับร้านชำยุคใหม่
- บันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวัน ทำบัญชีหลังปิดร้านทุกวัน
- ตรวจนับเงินในลิ้นชักทุกวัน เทียบกับยอดขายในระบบว่าตรงกันหรือไม่
- ทำบัญชีสต็อกสินค้า ตรวจสอบของเข้า-ออกเทียบกับสินค้าที่มีอยู่จริง
- ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง กำหนดจำนวนเงินที่จะเบิกใช้ส่วนตัวแน่นอน
- หมั่นพูดคุยกับลูกค้า ถึงความต้องการสินค้าใหม่ๆ มารองรับความต้องการของลูกค้า
- กำหนดเวลา เปิด-ปิด ร้านให้เหมาะสม ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า ได้
- จัดทำของขายเสริมที่เราสามารถทำเองหรือแพ็กเองได้ เช่น ขนมแห้งๆ ขนมปี๊บ ถั่วทอดต่างๆ ทั้งนี้ ต้องดูผลตอบรับจากลูกค้า
เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์กับผู้ประกอบการร้านชำอยู่บ้าง อาทิ คุณป๊อป-กิตติกรณ์ นิยมมาก เจ้าของร้านบุญสอาด ที่จบนิติ มาขายของชำ ธุรกิจจากรุ่นย่า ส่งต่อรุ่น 3 กับแนวคิด “อยากรอดต้องปรับตัว”
เขาบอกว่า ต้องพัฒนาของเดิมหลายๆ อย่าง เช่น จากใช้เครื่องคิดเลข เปลี่ยนมาเป็นระบบ POS จากตราชั่งธรรมดา เป็นตาชั่งดิจิทัล หรือแม้กระทั่งการซื้อของเข้าร้าน จากเมื่อก่อน ซื้อแต่ของที่ตัวเองใช้ เพราะกลัวไม่มีลูกค้าซื้อ เป็นซื้อของตามความต้องการของลูกค้า
นอกจากนี้ เขายังให้คนในชุมชนนำสินค้ามาฝากขาย ถึงแม้จะได้กำไรไม่มาก ประมาณชิ้นละบาท แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้เจ้าของร้านอย่างเขามีความสุขและได้รับเงินด้วย
อีกข้อสำคัญ คือร้านเขาได้ปรับเวลาเปิด 24 ชั่วโมง และมีบริการจัดส่งถึงบ้าน 100 บาท ส่งฟรีทั่วซอย ถือเป็นการปรับตัวให้อยู่รอดได้ในยุคนี้
อีกร้านหนึ่ง “หล่อเจริญ” ร้านโชห่วยที่เปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ยาวนานกว่า 50 ปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นอากง สู่รุ่นพ่อ ลุงหล่อ-ณรงค์วิทย์ หล่อสุวรรณศิริ และปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 คุณบิ๊ก-นฤเศรษฐ์ หล่อสุวรรณศิริ
โดยคุณบิ๊ก บอกว่า ต้องพลิกโฉมร้านใหม่ให้ดูสะอาดตาและเป็นระเบียบมากขึ้น มีการนำของแปลก ของใหม่ และของโบราณ มาวางโชว์เพื่อดึงดูดลูกค้า อีกทั้งยังมีการขายสินค้าตามเทรนด์ เช่น เครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล เครื่องดื่มวิตามิน เป็นต้น พร้อมทั้งหาของเล่นมาตั้งไว้ เพื่อให้เด็กๆ พาผู้ใหญ่มาซื้อที่ร้าน
และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านได้นั้น คือความเป็นกันเองของคนขายกับลูกค้า เหมือนไม่ได้มาซื้อของ แต่มาหากัน มาคุยเล่น แล้วสิ่งที่ตามมาคือการซื้อของนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังร้านชำที่ “ขายดีแต่เงินหาย” อาจเกิดจากหลายปัจจัยซับซ้อนที่เจ้าของร้านอาจมองข้าม ทั้งในเรื่องของการจัดการเงินที่ไม่ดี ไม่ทำรายรับ-รายจ่าย การใช้เงินส่วนตัวปะปนกับเงินของร้าน ทำให้ไม่สามารถแยกแยะกำไร-ขาดทุนได้ การสั่งซื้อสินค้ามากเกินความจำเป็น ทำให้เงินทุนจมกับสินค้าที่ขายไม่ออก หากผู้ประกอบการร้านชำ ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อาจจะช่วยให้ร้านของคุณพลิกฟื้นกลับมาสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนก็เป็นไปได้
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
