Exclusive Featured SMEs

กลิ่นกระดาษในความทรงจำ 47 ปี “ร้านเช่าหนังสือลุงใหญ่” ยังเปิดให้เช่าแม้เป็นหนังสือหน้าสุดท้าย ท่ามกลางยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

“ร้านเช่าหนังสืออยู่ไม่ได้ เพราะว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เปลี่ยนแบบตัดตอน ร้านเช่าหนังสือต่างค่อยๆ ทยอยเลิกกันไปหมด พอมีอินเทอร์เน็ต ก็มีทางที่ได้อ่านเร็วขึ้น เปอร์เซ็นต์ที่คนอ่านจากในนั้นเยอะ ลูกค้าเริ่มลดน้อยถอยลง กระทั่งสำนักพิมพ์ยังขายยากขึ้นกว่าเก่า”

ย้อนไปในยุคที่โลกของอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นเรื่องที่ไกลตัวกับชีวิตประจำวันของผู้คน กิจกรรมยามว่างของใครหลายๆ คนในขณะนั้น คือการอ่านหนังสือ บ้างก็อ่านการ์ตูน บ้างก็อ่านนิยาย จากความต้องการจึงส่งต่อมาเป็นธุรกิจเช่าหนังสือ

ลุงใหญ่-อิทธิเดช เรืองพานิชภิบาล วัย 73 ปี เจ้าของร้านเช่าหนังสือลุงใหญ่ ที่เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2521 จวบจนปัจจุบันนี้ก็ราว 47 ปี ถ้าเป็นอายุของคน คงจะโตจนมีครอบครัวไปเสียแล้ว 

ลุงใหญ่-อิทธิเดช เรืองพานิชภิบาล

ร้านเช่าหนังสือของลุงใหญ่ จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน คงผ่านเรื่องราวต่างๆ นานา ถ้าจะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังเรื่องหนึ่งคิดว่าเห็นจะได้ ลุงใหญ่ บอกว่า สภาพร้านในวันแรกจนถึงวันนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยน หากจะมีก็คงจะเป็นบรรยากาศร้านที่ดูเงียบเหงา และอีกอย่างคงจะเป็นป้ายชื่อร้านที่หลุดออกมาแล้วยังไม่ได้ติดกลับไป เชื่อว่านักอ่านที่เคยมาเช่าในสมัยก่อน หากกลับมาในวันนี้ ความทรงจำในตอนเด็กหรือตอนที่เคยมาเลือกดูหนังสือ คงจะหวนกลับมาให้ได้คำนึงอีกครั้ง

ที่เล่าไปนั้นเป็นเพียงเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ให้พอได้เห็นภาพของบรรยากาศร้านเช่าหนังสือ แต่ต่อจากนี้ไปจะขอเล่าเรื่องราวที่ลุงใหญ่สะท้อนออกมาให้ผู้เขียนฟัง ตั้งแต่ยุคทองของธุรกิจ จนถึงวิกฤตที่เป็นช่วงนับถอยหลังของธุรกิจนี้

ยุคทองของธุรกิจเช่าหนังสือ นิยมแค่ไหน ไปดู 

ย้อนไปกว่า 40 ปี ในยุคนั้น ร้านเช่าหนังสือแทบจะไม่ค่อยมีให้เห็น อย่างมากย่านหนึ่งก็มีเพียงร้านเดียว บางย่านนี่แทบจะไม่มีเลย จึงเป็นความสนุกของคนที่ชอบอ่าน เพราะจะต้องไปตามล่าหาร้านเช่าและหาหนังสือที่อยากจะเช่ากลับไป 

ในตอนนั้น หนังสือที่ได้รับความนิยมแรกๆ ส่วนมากจะเป็นนิยาย หนังสือจีนกำลังภายใน แล้วก็นิตยสารบางเล่มที่แม่บ้านเลือกอ่าน เมื่อเขาเปิดร้านให้เช่าเอง จึงได้มองหาหนังสือหลากหลายประเภท หลากหลายรูปแบบ เสริมเข้ามาในร้าน เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้อ่าน

“การ์ตูนลุงก็ไม่เห็นนะสมัยนั้น ลุงก็เอาหนังสือการ์ตูนมาให้ลูกค้าอ่าน น่าจะเป็นยุครุ่นที่สมัยโดราเอมอนกำลังดังๆ ก็คงจะปี 2526-2527 แต่ลุงซื้อมาก่อนหน้านั้นแล้ว ก็เลยมีหนังสือหลายประเภท”

ไม่ว่าจะรุ่นไหนๆ คุณพ่อ คุณแม่ ลูกเด็กเล็กแดง ต่างมาเช่าหนังสือกลับไปอ่านกันมากขึ้นเรื่อยๆ หากถามว่า ความนิยมมีมากน้อยเพียงใด ลุงใหญ่ เล่าว่า ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2545 แถวๆ รามคำแหงท่วมจนมองออกไปเหมือนอย่างกับทะเล ร้านเช่าหนังสือของลุงใหญ่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน แต่เด็กๆ ยังคงออกจากบ้านมานั่งอ่านการ์ตูนกันมากมาย เพราะในยุคนั้น จะมีการ์ตูนที่ออกเป็นรายสัปดาห์ เรื่องนี้ออกวันจันทร์ เรื่องนี้ออกวันอังคาร เรื่องนี้ออกวันพุธ เรื่องนั้นออกวันพฤหัสบดี เรื่องนี้ออกวันศุกร์ เป็นการ์ตูนใหม่ๆ เล่มหนึ่งจะมี 7-8 เรื่อง

หากจะถามว่า เรื่องไหน ดังมากๆ นิยมอ่านกันเยอะ ลุงใหญ่ เล่าว่า แต่ละเรื่องจะดังกันไปเป็นยุคๆ แต่ถ้าดังมากๆ มีหลายเรื่อง แต่จำไม่ได้ว่าอะไรมาก่อนมาหลัง อย่าง โอทาโร่ ก็ดัง อีกเรื่องหนึ่งที่ดังมากๆ ในเกมฟุตบอล คือ กัปตันซึบาสะ แต่ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวต้องนับ โดราเอมอนก่อน โดราเอมอนเป็นตอนสั้นๆ จะดังมาเป็นอันดับแรก 

ค่าเช่า ก่อนเอาไปอ่าน

สำหรับวิธีการในการเข้ามาเช่าหนังสือกลับไปอ่าน เริ่มแรกต้องวางมัดจำ ทำสมาชิก สมัยก่อนจะขอแค่คนละ 20 บาท พร้อมบัตรประชาชนกับที่อยู่ เพราะเวลาที่ลูกค้าไม่คืนจะได้ส่งจดหมายไปตามได้ เวลายืมหนังสือสามารถยืมไปได้ 5 เล่ม 10 เล่ม แต่มาหลังๆ ลูกค้าที่ทำสมาชิกให้ ถ้าอ่านเร็ว อาจจะเอาไป 10 เล่ม 20 เล่มก็ได้ ส่วนลูกค้าที่ไม่ได้ทำสมาชิก บางทีอาจจะอยู่ไกล จะใช้วิธีการวางมัดจำราคาเท่ากับหนังสือ เช่น หนังสือราคา 100 บาท วางมัดจำ 100 บาท

ส่วนค่าเช่า สมัยก่อนจะเก็บประมาณ 10% ของราคา ถ้าเล่มละ 10 บาท เก็บวันละ 1 บาท ถ้าเล่มละ 20 บาท เก็บวันละ 2 บาท ในปัจจุบันนี้จะเก็บลักษณะเดียวกัน แต่การ์ตูนตอนนี้ปรับราคาเป็นวันละ 10 บาท 

แต่ปัจจุบันนี้จะไม่ได้รับเป็นสมาชิกแล้ว เพราะว่าหนังสือเก่าๆ ที่จะต้องดูแลไว้ให้ครบชุด ถ้าปล่อยให้ลูกค้าวางมัดจำ แล้วเช่าไปแค่เล่มเดียว ลูกค้าไปทำหาย ถ้าหนังสือราคา 35 บาท ลูกค้าน่าจะจ่ายคืนให้ประมาณ 35 บาท เลยต้องขอเป็นมัดจำแทน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้าใจ

จากยุครุ่งเรือง มาสู่ยุคร่วงโรย

ธุรกิจเช่าหนังสือ จะมีช่วงหนึ่งที่บูมมากๆ คนแห่มาเปิดกันเยอะขึ้น น่าจะประมาณ ช่วงปี พ.ศ. 2550 เรียกได้ว่าเปิดกันแทบทุกซอย ทุกย่าน ลูกค้าจะกระจายกันไปตามร้านต่างๆ ช่วงนี้กอบโกยได้ ต้องรีบกอบโกย สิ่งไหนที่คิดว่าจะมั่นคงกับชีวิตให้รีบทำ ลุงใหญ่มองการณ์ไกลไว้ล่วงหน้าว่า ธุรกิจนี้ ต้องมีสักวันที่จะต้องซบเซา จึงตัดสินใจซื้อตึกที่เปิดเช่าหนังสือไว้ 

ในสมัยก่อน คนไม่ค่อยมีทางเลือกกันมาก ไม่มีอะไรดู ไม่มีอะไรทำ ส่วนมากจะอ่านหนังสือ แต่พอมีอินเทอร์เน็ตเข้ามา มีอะไรดู มีอะไรทำมากขึ้น การอ่านหนังสือจึงลดลง เมื่อก่อนต้องรอหนังสือเป็นเล่มกว่าจะออก ช้ามากๆ ญี่ปุ่นออกแล้ว วันนี้เมืองไทยยังไม่ได้อ่านเลย พอมีอินเทอร์เน็ตเลยมีทางที่ได้อ่านเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น เปอร์เซ็นต์ที่คนอ่านจากในอินเทอร์เน็ตเยอะขึ้น ลูกค้าจึงเริ่มลดน้อยถอยลง 

ลุงใหญ่เข้าใจดีกับสถานการณ์ที่จะต้องเปลี่ยนไป ทั้งพฤติกรรมของผู้อ่าน ตลอดจนรายได้ที่จะต้องหายไปมาก แต่เขาได้เตรียมตัวเสมอและรับกับสภาพแบบนั้นได้ อย่างทุกวันนี้ สัปดาห์หนึ่งจะมีอยู่ไม่กี่คน แต่ก็ยังพอมีเข้ามาเช่าบ้าง มาคืนหนังสือบ้าง อย่างวันที่ผู้เขียนได้ไปที่ร้าน มีลูกค้ารายหนึ่งนำหนังสือการ์ตูนมาคืน ลุงใหญ่ บอกว่า คนนี้ก็หายไปนานหลายเดือนอยู่เหมือนกัน 

“จริงๆ น่าจะต้องเลิกไปนานมากแล้ว เพราะปัจจุบันนี้บางวันไม่มีลูกค้าเลยนะ ไม่ได้สักบาท สมัยก่อนที่เราทำ เราต้องการความมั่นคงของชีวิตมากกว่า มันก็เลยต้องพยายามเก็บออมเพื่อจะหาที่มันเป็นหลักของเรา เพราะมันมาเจอภาวะที่เราเตรียมไว้ในลักษณะแบบนี้ซึ่งมันเร็ว” ลุงใหญ่ กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น ลุงใหญ่ ได้เล่าถึงวิกฤตหนักๆ ของธุรกิจร้านเช่าหนังสือให้ฟังต่ออีกว่า วิกฤตของธุรกิจนี้มีอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกจะเกี่ยวข้องกับหนังสือรุ่นก่อนที่ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ พอมีบางค่ายประกาศว่าเขามีลิขสิทธิ์ ทำให้หนังสือหลายเล่มต้องทำให้มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง จึงทำให้ราคาสูงขึ้นทันทีทันใด จาก 10 บาท เป็น 25 บาท 15 บาท เป็น 25 บาท เป็น 30 บาท รายจ่ายสูงขึ้นเยอะ

อีกรอบหนึ่ง มีการประกาศลิขสิทธิ์ว่า จะไม่สามารถนำเอามาให้ใครเช่าได้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอย่างไร เพราะดูแล้วค่อนข้างเงียบๆ ไป ไม่ได้ทำอะไร แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงปัญหาจะเยอะมากๆ อย่างจะเปิดร้านเช่าหนังสือก็เปิดไม่ได้ เพราะว่าหนังสือเป็นลิขสิทธิ์ของเขา ลุงใหญ่ซื้อมาถูกต้องจริง แต่ไม่สามารถนำมาให้ใครเช่าได้ แต่นานมาแล้ว สมัยที่มีร้านเช่าวิดีโอเข้ามาใหม่ๆ

พฤติกรรมเปลี่ยน บางเล่มต้อง ปิดตาย

ที่ร้านเช่าหนังสือรุ่นก่อนอยู่ได้ เพราะจะมีลูกค้าถ่ายทอดกันมาเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันนี้วงการร้านเช่าหนังสืออยู่ไม่ได้ แม้แต่ร้านขายหนังสือใหญ่ๆ แทบจะอยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เปลี่ยนแบบตัดตอน ตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามา แต่ละร้านค่อยๆ ทยอยเลิกกันไปหมด คิดว่าคนที่ทนมาได้ตั้งนาน มาถึงตอนนี้ที่ทนไม่ไหวก็เก่งแล้ว 

อย่างหนังสือนิยายของทางร้าน เป็นรุ่นที่เก่าแล้ว คนปัจจุบันไม่นิยมอ่าน อีกอย่างคือเขาไม่แน่ใจว่าเด็กๆ รุ่นนี้ ต่อไปจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปกับเทคโนโลยีอย่างไรอีกบ้าง อาจจะกลับมานิยมอะไรหรือเปล่า เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีอะไรแน่นอน ลุงใหญ่คิดเสมอว่า ไม่มีอาชีพอะไรที่ไม่มีวันตาย ยังไงมันก็ต้องตายแล้วก็เปลี่ยนใหม่เป็นอย่างไร ถึงต้องยอมรับสภาพ เมื่อก่อนเวลาลูกค้าเข้าร้านจะรู้สึกดีใจ แต่ทุกวันนี้ แค่มีลูกค้าแวะเข้ามากลับรู้สึกว่ามีความอิ่มใจกับปลื้มใจเสียมากกว่า

สำหรับใครที่อยากจะตามไปเช่าหนังสือร้านลุงใหญ่ ตามไปได้ที่ ร้านเช่าหนังสือลุงใหญ่ จะตั้งอยู่ตรงข้ามกับ 7-11 สาขาประชาสงเคราะห์ 47 สามารถเดินทางด้วย MRT สถานีห้วยขวาง ต่อวินมอเตอร์ไซค์ได้เลย หรือดู Map ได้ที่ คลิก

ร้านเช่าหนังสือลุงใหญ่เปิดให้บริการ วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 17.00-20.00 น. โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 085-991-4769

เผยแพร่ 5 มิถุนายน 2568

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน