Exclusive Featured SMEs

คุยกับทายาทเจนสอง “ศรีฟ้าเบเกอรี่” จุดเปลี่ยนที่ทำให้ โตแบบจรวด จากร้านขนมปังบ้านนอก สู่ 75 สาขา ขายชิโอะปังได้ 4 แสนชิ้นใน 1 เดือน

หากเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ในตำนาน “ศรีฟ้าเบเกอรี่” ที่เปิดมานานกว่า 38 ปี จากความมุ่งมั่นของ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ที่ได้ก่อตั้งร้านเล็กๆ นี้ขึ้นมา ก่อนกลายเป็นแบรนด์เบเกอรี่ชื่อดังของเมืองไทย 

ปัจจุบัน ศรีฟ้าเบเกอรี่ ส่งต่อธุรกิจสู่รุ่นที่ 2 พีรวัส เจนตระกูลโรจน์ ผู้เติบโตมากับธุรกิจนี้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ 

ในงานสัมมนาประชาชาติ Thailand 2026 ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ “พีรวัส” ได้ร่วมเสวนาพิเศษ ถอดบทเรียน…จุดเปลี่ยนธุรกิจ NextGen ไว้อย่างน่าสนใจ

พีรวัส เล่าถึงภาพจำสมัยเด็กว่า เติบโตมาในร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่พ่อและแม่ช่วยกันสร้างตั้งแต่เขาอายุ 2 ขวบ เห็นพ่อทำขนม แม่เป็นแคชเชียร์ ช่วยกันทำธุรกิจครอบครัวด้วยความขยันขันแข็งและสู้งานหนัก เพราะครอบครัวลำบาก 

ส่วนตนจะกลับมาช่วยงานหลังเลิกเรียน ทั้งล้างถาดขนม และเอาเกรียงเหล็กไปขูดพื้นขจัดคราบแป้ง คราบเนยออก ตอนนั้นพีรวัส บอกว่า ทำด้วยความไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่าเป็นงานหนัก และถูกบังคับให้ทำมาตลอด 

จากความไม่อยากทำ พีรวัสเลือกเรียนต่อด้านฟู้ดไซน์ ซึ่งตรงสายกับธุรกิจครอบครัว เพราะเห็นการเติบโตของธุรกิจครอบครัว ที่เริ่มจากเล็กๆ แต่ก้าวหน้าไปไกล

“ผมคิดไว้ตั้งแต่มัธยมแล้ว เราต้องทำธุรกิจอาหาร ถึงจะไม่ชอบในสิ่งที่บ้านเราทำในตอนเล็กๆ แต่สิ่งที่สังเกตเห็นตอนโตขึ้นมา ไม่ว่าธุรกิจที่เราทำอยู่มันคืออะไรก็ตาม ความก้าวหน้าของธุรกิจเรามันมี 

เห็นตั้งแต่ป๋ามี 1 ร้าน แล้วก็เปิดสาขาสอง สาม สี่ เปิดโรงงาน เปิดสาขาห้า หก เจ็ด มีศูนย์ของฝาก เราซึมซับมาว่า ถ้ามันไม่ดี มันคงไม่มาถึงตรงนี้ เลยเป็นความเข้าใจตอนเด็กๆ ว่า ธุรกิจอาหารมันดี” พีรวัส เล่าให้ฟัง

ปรับโฉมเบเกอรี่ต่างจังหวัด

ทายาทรุ่น 2 เล่าต่อว่า เมื่อหลายปีก่อน ศรีฟ้าเบเกอรี่ ยังไม่มีชื่อเสียงในแวดวงเบเกอรี่เท่าไหร่ เรียกว่าเป็น “เบเกอรี่ต่างจังหวัด” เลยก็ว่าได้ แม้ในตอนนั้นจะมีร้านของฝากแล้วก็ตาม จนในปี 2548 เซเว่นฯ ติดต่อมาขอเอาเค้กฝอยทองไปขาย 

พีรวัสที่กลับมาทำงานในปี 2550 เห็นว่าที่บ้านกำลังเตรียมโปรเจ็กต์ ซื้อที่ดิน เตรียมสร้างโรงงาน เพื่อผลิตเค้กฝอยทองส่งเซเว่นฯ 

เขาจึงช่วยติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์ต่างประเทศ เพราะไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ พร้อมๆ กับนำความรู้ด้านฟู้ดไซน์มาพัฒนาธุรกิจ

“ผมเรียนฟู้ดไซน์มา ได้เรียนเรื่อง Food Processing, Food Engineering และ Quality Assurance เราก็เอาความรู้มาปรับใช้ ในเรื่องของการออกแบบโรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร

และเรื่องของการทำความเข้าใจตัวสินค้าที่เราผลิต อย่าง เค้ก ขนมปัง เวลาเกิดปัญหาก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะเรามีความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เรียนมา 

ปรับทุกอย่าง ทำเหมือนเดิมไม่ได้ เครื่องจักรคนละสเกล วิธีการคิด จากเดิมเราเคยผลิตเป็นแบตช์ ตีเค้กทีละ 5 ลิตร อันนี้คือชั่วโมงละ 250 ลิตร ถ้าเสียหายขึ้นมา มันจะทวีคูณ 50 เท่า

ปรับทั้งความคิดของตัวเอง ของทีมงาน ทั้งองคาพยพ ต้องผลิตสินค้าเพื่อส่งเซเว่นฯ ให้ได้ เพราะลงทุนไปแล้ว กว่าจะขายได้คือปี 2552”

จุดเปลี่ยนของ ศรีฟ้าเบเกอรี่

พีรวัส เล่าถึงจุดเปลี่ยนแรกของ ศรีฟ้าเบเกอรี่ คือการพัฒนาระบบการผลิตให้เป็นอุตสาหกรรมเพื่อส่งเซเว่นฯ 

หลังจากส่งสินค้าให้เซเว่นฯ ได้ สมัยนั้นผู้ผลิตเบเกอรี่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร และมีกำลังการผลิตสูง มีน้อยราย และเป็นยุคที่โมเดิร์นเทรดกำลังได้รับความนิยม ทุกห้างจึงมองหา Vender กันหมด 

“ห้างอยากได้ Vender ที่มีมาตรฐานสูง มีกำลังการผลิตที่รองรับการขยายสาขาได้ หลังจากส่งให้เซเว่นฯ ได้ ออร์เดอร์เข้ามาเยอะมาก มาจากโลตัส แม็คโคร ท็อปส์ เป็นช่วงที่เราโตเร็ว ยอดขายจากตอนผมกลับไปทำงาน จำได้ไม่ถึง 100 ล้านบาท ขึ้นมาเป็น 500 ล้านบาท ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี”

จุดเปลี่ยนที่สอง พีรวัส เล่าว่า คือช่วงโควิด บริษัททำสัญญาร่วมทุนกับ ไมเนอร์ ฟู้ด เพื่อสร้างโรงงานผลิตเบเกอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งลงทุนไป 700 กว่าล้านบาท 

“เรารู้ว่าดีมานด์ของเบเกอรี่มันโต ลองนึกภาพเชลฟ์เบเกอรี่ในร้านเซเว่นฯ วันนี้กับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันใหญ่ขึ้นเยอะ และพฤติกรรมการบริโภคเบเกอรี่เริ่มกระจายตัวออกไปต่างจังหวัด ไม่ใช่แค่คนเมืองที่กินขนมปังเป็น ที่รู้จักครัวซองต์ 

ไมเนอร์ ฟู้ด เลยเข้ามาพูดคุยกับผม เพราะเขามีแผนสร้างโรงงานผลิต อยากขยายธุรกิจไปทางต้นน้ำ เขาเป็นร้านอาหารสไตล์ตะวันตก ต้องใช้ของพวกนี้เยอะ เขาก็เริ่มมาชวน Vender ชวนซัพพลายเออร์ที่ส่งของให้เขาอยู่ ว่าใครพอที่จะเป็นพาร์ตเนอร์กับเขาได้บ้าง

เราใช้เวลาประมาณปีครึ่ง ในการพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำโครงการกับเขา จนได้เซ็นสัญญาในปี 2561”

และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ศรีฟ้าเบเกอรี่ เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5-6 ปีหลัง เพราะได้วิชาจากการทำงานร่วมกับองค์กรใหญ่ 

แต่เปิดโรงงานได้แค่ 2 สัปดาห์ รัฐบาลก็ประกาศล็อกดาวน์ จากวิกฤตนี้ พีรวัส ถึงเอ่ยปากว่า ลำบากมาก ขณะเดียวกัน ก็ได้โปรดักต์อย่าง “ชีสเค้ก” มาชุบชีวิตให้บริษัทเดินหน้าต่อ 

“เราพัฒนาชีสเค้กก่อนโควิด โดยใช้ Know-How จากญี่ปุ่น มีการเซ็น MOU กัน เขามาสอนเราผลิต ทั้งสูตร และเทคนิค บนโปรดักต์จะมีธงญี่ปุ่นอยู่ เราก็ต้องจ่าย Royalty Fee กลับไปให้เขา แล้วก็เริ่มขายในเซเว่นฯ เดือนกรกฎาคม ปี 2563 ตอนนั้นสะเทือนทั้งวงการ แล้วมันขายดี เราขาย 39 บาท” ทายาทรุ่น 2 เล่าเสริม

ลุยแฟรนไชส์ สู่ 75 สาขา 

จากเบเกอรี่ต่างจังหวัด ศรีฟ้าเบเกอรี่ กลายเป็นแบรนด์ที่มีหน้าร้านจำนวนมาก พีรวัส เล่าว่า ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด มีรายได้ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์จากการรับจ้างผลิตให้โมเดิร์นเทรด แต่กำไรต่ำลงเรื่อยๆ 

จึงกลับมาดูธุรกิจที่พ่อสร้างขึ้นมา ศรีฟ้าเบเกอรี่ มีหน้าร้านที่แบ่งสัดส่วนทั้งผลิตและขาย คล้ายกับร้านยามาซากิ ทำให้มีแนวคิดอยากขยายร้าน

“แทนที่จะไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ เรามาสร้างช่องทางของตัวเองไหม เลยคิดจะขยายร้านศรีฟ้าเบเกอรี่ แต่ช่วงปีนั้น เราไม่มีเงิน เพราะกำไรบางลง Cashflow ทุเรศกว่าเดิม งั้นใช้ระบบแฟรนไชส์ เราไปจ้างที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจแฟรนไชส์ ตอนปี 2566 มาให้คำปรึกษาในเรื่องของสัญญา การทำคู่มือ การขายแฟรนไชส์

ผมจัดสัมมนา ที่ปรึกษาก็ไปเกณฑ์คนมาฟัง ขายไม่ได้เลย ผมจัดงาน 4 รอบ ทุกไตรมาส ได้มา 3 เจ้า แล้วบังเอิญมีเจ้าหนึ่งทำได้ดีมาก ลูกค้าให้การตอบรับดี หลังจากปี 2567 ผมไม่เคยต้องจัดสัมมนาอีกเลย เพราะได้ลูกค้าจากสาขานั้นที่ไปซื้อของแล้วเห็นว่าคนใช้บริการเยอะ ผมเปิดได้ 25 สาขา และปีนี้ก็ได้ลูกค้าแฟรนไชซีทั้งเก่าและใหม่ เปิดอีก 44 สาขา ปัจจุบันมี 75 สาขา”

พีรวัส เล่าเสริมว่า “ถ้าอยากเป็นเจ้าของร้าน ต้องมีเงินทุน ซึ่งหลายคนมี และต้องมีแพชชัน เมื่อก่อนผมจะสกรีนคนเอง พยายามดูว่าเขาชอบธุรกิจอาหารหรือเปล่า เพราะร้านเบเกอรี่ ร้านอาหารคล้ายกัน เป็นธุรกิจที่ต้องเฝ้า เพราะดีเทลเยอะ กว่าจะได้ตัง 

ไม่ใช่ว่าเอาเงินมาใส่ 3 ล้านกว่าบาท แล้วจ้างคนงาน 5-6 คนมาเฝ้าร้าน แล้วจะขายดี เจ้าของต้องผ่านการฝึกอบรบ ไม่ต้องเก่ง แต่ต้องเป็น ดูของต้องรู้ว่าได้หรือไม่ได้คุณภาพ” พีรวัส บอกย้ำ

คุณภาพดี ราคาจับต้องได้

เมื่อถามถึงเรื่องเศรษฐกิจ ทายาทรุ่น 2 เล่าถึงการรักษายอดขายว่า “เราเป็นเบเกอรี่บ้านนอก เลยไม่ได้แพงมาตั้งแต่แรก กลายเป็นว่า รูปแบบธุรกิจ สินค้า และราคา สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าดีมานด์ยังมีอยู่ คนยังอยากกิน อยากใช้ แต่กำลังซื้อมันลด 

เขาอาจจะเคยกินขนมเค้กชิ้นละ 100 บาท เปลี่ยนมากินชิ้นละ 50 บาท เคยซื้อขนมชิ้นละ 40-50 บาท วันนี้ซื้อชิ้นละ 20-30 บาท เราเป็นตัวเลือกที่มีทั้งคุณภาพ หน้าตา ทุกอย่าง ในราคาจับต้องได้ ไม่ใช่ว่าเราเพิ่งเปลี่ยน แต่มันเป็นรากเหง้าของเรา เราคือเบเกอรี่ของชุมชน เปิดที่ท่ามะกา ผมจะคุยกับทีมเสมอ ถ้าคิดจะออกผลิตภัณฑ์อะไร ให้นึกว่าชาวบ้านต้องซื้อได้ เพราะร้านเราอยู่แต่ต่างจังหวัด ใน 75 สาขา มีในกรุงเทพฯ แค่ 10 สาขา

เหมือนตอนทำชิโอะปัง คนต่างจังหวัดรู้จักชิโอะปัง เขาอยากกิน งั้นเราขายบ้าง รู้อยู่แล้วว่าทำยังไง ปรับวัตถุดิบ ปรับไซซ์ให้เหมาะสม แล้วทำราคาให้จับต้องได้ ในราคา 19 บาท ถูกสุดในประเทศ แค่มิถุนายนเดือนเดียวขายได้ 4 แสนชิ้น” พีรวัส บอกถึงการรักษายอดขาย 

ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ ใช้ได้กับทุกยุค

สุดท้าย พีรวัส ฝากทิ้งท้ายว่า “คำว่าปรับ เปลี่ยน ไปต่อ ใช้ได้กับยุคที่เศรษฐกิจดีและไม่ดี ในช่วงเศรษฐกิจดี บริษัทที่ไม่ปรับไม่เปลี่ยน สุดท้ายก็ถูกแซงและหลุดออกจากเกม ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี บริษัทที่ไม่ปรับไม่เปลี่ยน ไม่พัฒนา ก็ตายเร็วกว่าเดิม

อยากฝากถึงผู้ประกอบการ เรื่องของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง มันต้องอยู่ในสันดาน เพื่อให้เราสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้”

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน