การเดินสายไฟในไซต์ก่อสร้างกับการทำขนมหวาน มีอะไรที่เหมือนกันบ้างหรือไม่?
ถ้าคุณถาม เชฟ Richard Chew (ริชาร์ด ชิว) เขาจะบอกคุณว่าทั้งสองงานนี้ล้วนเกี่ยวข้องกัน เพราะต้องใช้ความแม่นยำ สมาธิ และการวางแผนที่รอบคอบแบบห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เขาตัดสินใจว่าจะเรียนต่อเพื่อเป็นเชฟทำขนมหวาน และตัดสินใจลาออกจากงานช่างเดินสายไฟในอุตสาหกรรมการก่อสร้างปัจจุบันในวัย 39 ปี เชฟริชาร์ด ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเชฟขนมหวาน (Executive Pastry Chef) ที่โรงแรม Conrad Singapore Marina Bay โดยเป็นผู้นำทีมดูแลร้านอาหาร งานเลี้ยง และโปรแกรมจิบชายามบ่ายของโรงแรม

เปลี่ยนสายงาน…จากช่างไฟมาเป็นเชฟทำขนม
ตอนที่ทำงานอยู่ย่านถนนออร์ชาร์ด ขณะที่กำลังทานขนมปังอยู่ เห็นคนเดินไปเดินมา ก็เริ่มถามตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสเลือกอาชีพอีกครั้งอยากทำอะไร
“ฉันนึกถึงการทำอาหารและขนม เพราะเป็นคนชอบทำอาหาร แถมคุณแม่ก็ยังเป็นช่างทำขนมอีกด้วย ตอน 6 ขวบก็เริ่มทำข้าวผัดเองที่บ้าน แล้วทำงานพาร์ตไทม์แรกตอนอยู่ ป.6 คือการทำงานในร้านเบเกอรี ทำหน้าที่ช่วยบรรจุวัตถุดิบลงบรรจุภัณฑ์”
ก่อนจะเล่าต่อว่า ตอนนั้นไปเรียนทำขนมอยู่ 1 ปี ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญมาก ก็เลยลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษไปด้วย นั่นหมายความว่าต้องเรียนทั้งการทำขนมและภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กัน
บวกกับต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิม ทุกคนพูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก (ซึ่งตอนนั้นเขาพูดไม่ได้) ตอนที่ตัดสินใจเปลี่ยนสายอาชีพ ครอบครัวก็สงสัยว่าทำไมถึงอยากเปลี่ยนในเมื่อตอนนั้น หน้าที่การงานก็กำลังไปได้สวย แม้แต่เพื่อนร่วมงานก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
“ตอนนั้นผมอายุประมาณ 18-19 ปี ทำงานเป็นช่างเดินสายไฟ ถือว่าทำเงินได้ดีพอสมควรเลย ตอนนั้นเก็บเงินได้ประมาณ 9,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 279,090 บาท) แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปจ่ายค่าเรียนทำขนมกับเรียนภาษาอังกฤษ”
มันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะตอนนั้นยังทำงานเป็นช่างเดินสายไฟเพื่อหาเลี้ยงชีพด้วย แล้วไปเรียนทำขนมตอนกลางคืนหลังเลิกงาน แล้วก็ไปเรียนภาษาอังกฤษต่อ ทำให้ตอนนั้นมีหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
“ผมเป็นคนที่ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอย่างเต็มที่ ถ้าอยากเรียนรู้อะไรสักอย่าง ก็จะทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วคนอื่นกลับบ้านกันหมดแล้ว แต่เราก็ยังอยู่ในครัวเพื่อลองทำสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ เพราะเรารู้ว่าทำได้แน่นอน”

ความต่างระหว่างสายไฟกับงานทำขนม
“สิ่งที่เหมือนกันคือต้องมีความแม่นยำ มีวินัย และใส่ใจรายละเอียด ที่สำคัญคือต้องวางแผนให้ดี เช่น งานเดินสายไฟ คุณจะเอาสายสีแดงไปต่อกับสีเขียวหรือสีดำมั่วๆ ไม่ได้ ต้องมีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ ไม่อย่างนั้นอาจจะทำของเสียหายได้”
กลับมาที่เรื่องของขนม ก็ต้องทำตามสูตรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ขนมออกมาได้มาตรฐานเหมือนเดิมทุกครั้ง ถ้าไม่ทำตามสูตร เค้กอาจจะยุบหรือว่าเนื้อหนักเกินไป
ทักษะการเดินสายไฟยังได้ใช้ประโยชน์อยู่ไหม?
เขาตอบกลับทันทีว่า “แน่นอน ตอนที่ซื้อบ้าน ก็ออกแบบแล้วเดินสายไฟด้วยตัวเองทั้งหลังเลยครับ มีวันหนึ่งเพื่อนบ้านเดินผ่านมาแล้วถามว่าคุณเป็นช่างก่อสร้างหรอ เลยตอบไปว่า “ไม่ใช่นะ เราเป็นเจ้าของบ้าน” เขาถึงกับร้องว้าวเลยว่า นี่คุณเดินสายไฟเองด้วยหรอ” ทำให้ตอนนี้ถ้าเพื่อนบ้านมีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้า เขาก็เลยต้องไปช่วยซ่อมอยู่เรื่อยๆ
สิ่งที่ชอบที่สุดในตอนนี้
“ในทุกๆ เช้า เราจะวางแผนเมนู คิดเมนูใหม่ อย่างเช่น ชุดน้ำชายามบ่ายสตรอเบอร์รี แล้วก็สนุกกับการสอนผู้คน สนุกกับการทำงานร่วมกับคนในทีมในการคิดค้นไอเดีย คอนเซ็ปต์ และออกโปรดักต์ใหม่ๆ”
สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นที่สุดคือการได้คิดเมนู แล้วก็วาดภาพขนมหวานสัก 2-3 อย่าง ก่อนที่จะเข้าไปในครัว จากนั้นก็เริ่มทดลองทำหลายครั้ง แต่เมื่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา นี่คือสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นที่สุด
ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายถึงความภูมิใจอีกอย่างคือความรู้สึกของพ่อแม่ที่เห็นทุกการเติบโต
“พ่อแม่เราก็ภูมิใจมาก เพราะเขาเห็นเรามาตั้งแต่เป็นช่างไฟ จนวันที่เริ่มเปลี่ยนสายอาชีพ แล้วตอนนี้ก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจก็ทำให้พวกท่านภูมิใจมากๆ”
ที่มา : https://www.asiaone.com/lifestyle/plot-twist-meet-wiring-man-who-became-pastry-chef
