Saboten หนึ่งในเชนร้านทงคัตสึที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1966 ที่ย่านชินจูกุ และสั่งสมความเชี่ยวชาญด้านทงคัตสึมายาวนานกว่า 60 ปี ปัจจุบันมีมากกว่า 600 สาขา ใน 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย แคนาดา จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า และฟิลิปปินส์
สำหรับประเทศไทย Saboten เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) บริษัท โซจิทสึ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท กรีน เฮ้าส์ ฟู้ดส์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2551 และดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมากว่า 18 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ เดอะ พรอมานาด เซ็นทรัล พระราม 9 เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เทอร์มินอล 21 พระราม 3 เซ็นทรัล พัทยา และเจพาร์ค ศรีราชา
ล่าสุด Saboten ประกาศรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 18 ปี เพื่อรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ร้านและประสบการณ์ของลูกค้า โดยยังคงจุดแข็งด้านคุณภาพอาหารภายใต้แนวคิด “เพิ่มคุณภาพ แต่ไม่เพิ่มราคา”
คุณอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในด้านการขยายธุรกิจ บริษัทเตรียมดำเนินกลยุทธ์การเติบโตเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกคือการรีเฟรชแบรนด์ผ่านการปรับดีไซน์ร้านและพัฒนาเมนูใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทันสมัยและตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ ซึ่ง สาขาเดอะ พรอมานาด จะเป็นต้นแบบของร้านรูปแบบใหม่ เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่มีกลุ่มครอบครัวเป็นฐานลูกค้าหลัก ก่อนขยายแนวคิดดังกล่าวไปยังสาขาอื่นทั่วประเทศ
ระยะที่สอง บริษัทมีแผนพัฒนารูปแบบร้านให้มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขยายสาขา รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความรวดเร็ว พร้อมเปลี่ยนแนวทางจากการรอลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้านขนาดใหญ่ ไปสู่การขยายร้านให้เข้าถึงผู้บริโภคในทำเลศักยภาพมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่
โดยยังคงจุดเด่นด้านวัตถุดิบและการบริการ เช่น หมูคุณภาพสูง ข้าว ซุป กะหล่ำปลี และชาเติมได้ฟรี รวมถึงไอศกรีมในชุดอาหาร
คุณอภิเศรษฐ กล่าวว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 ตลาดร้านทงคัตสึมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาจำนวนมาก ส่งผลให้ Saboten ซึ่งเป็นแบรนด์เก่า ต้องเร่งปรับตัว หลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดจากการแข่งขันด้านราคาและการขยายสาขาของคู่แข่งกว่า 20 แบรนด์ ขณะที่ค่าเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าหลายแห่งปรับตัวสูงขึ้น บางทำเลเพิ่มขึ้นถึง 100%
ปัจจุบัน Saboten มีสาขาในประเทศไทย 6 แห่ง และมีแผนเปิดสาขาใหม่ปีละ 2-3 แห่ง เน้นทำเลชานเมืองและย่านที่อยู่อาศัยระดับบน รวมถึงพัฒนารูปแบบร้านให้มีขนาดกะทัดรัดขึ้นเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ
สำหรับสาขาที่มียอดขายดีที่สุด ได้แก่ เดอะ พรอมานาด และ J-Park ขณะที่สัดส่วนยอดขายจากบริการดีลิเวอรีและซื้อกลับบ้านอยู่ที่ประมาณ 15% ส่วนเมนูขายดีที่สุดคือหมูสันนอกทอด โดยใช้น้ำมันรำข้าวเพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย
คุณแบงค์มองว่า ปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงรสชาติอาหารอีกต่อไป แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรยากาศร้าน ความสวยงาม และประสบการณ์การรับประทานอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเจน Y และครอบครัว ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของแบรนด์
ทั้งนี้ แม้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นจะยังแข่งขันอย่างดุเดือด แต่ Saboten เชื่อว่ากลยุทธ์ที่เน้นคุณภาพอาหาร ร้านที่สวยงาม และการบริการที่ดี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันแบรนด์กลับมาสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมจับตาทิศทางตลาดในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอย่างใกล้ชิด
